ปฏิบัติการทหารต่อประเทศเวเนซุเอลา เริ่มมีรายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้นแล้ว ว่านักรบแดนพญาอินทรีดำเนินการเช่นไรถึงสามารถจับตัวผู้นำเวเนซุเอลามาได้อย่างรวดเร็วโดยกรณีนี้สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานอ้างการเปิดเผยของกลุ่มทหารเวเนซุเอลาที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ในวันเกิดเหตุ 3 ม.ค. ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว ได้สร้างความรับรู้ว่าทำไมกองทัพสหรัฐฯถึงยังคงความทรงพลัง และถูกเรียกขานว่าเป็นกองทัพหัวกะทิของโลกในช่วงเวลาของการบุกจับตัวนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลานั้น ทางผู้นำมีทีมอารักขาประกบติดและอยู่ในพื้นที่รอบๆ อาคารเป็นจำนวนหลักร้อยนาย ซึ่งรวมถึงทหารจากคิวบา แต่ทันทีที่เฮลิคอปเตอร์ชินุคของสหรัฐฯเข้ามาในพื้นที่ ผลปรากฏว่าฝ่ายเวเนซุเอลาไม่สามารถต่อกรอะไรได้เลยเนื่องด้วยเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพลชุดนี้ มีการติดอุปกรณ์ “คลื่นเสียง” ซึ่งคาดว่าเป็นเทคโนโลยีปราบจลาจลรุ่นใหม่ที่ทางสหรัฐฯ พัฒนามาสักพักใหญ่ และทำให้ทหารเวเนซุเอลาชุดอารักขาเกิดอาการปวดหัว เหมือนสมองจะแตก บางรายถึงขั้นเลือดกำเดาออกจมูก ไม่อยู่ในสภาพยกปืนขึ้นมาต่อสู้ได้เลยจากนั้นสิ่งที่ตามมาคือ การปล่อยหน่วยรบพิเศษเดลต้าฟอร์ซเข้าโรมรัน สหรัฐฯใช้ทหารบุกเข้าไปในอาคารเพียงประมาณ 20 นาย ซึ่งทหารเวเนซุเอลาต่างรู้สึกเหมือนว่าสู้กับ “ทหารคนละยุคสมัย”นักรบอเมริกันรู้ตำแหน่งพวกเราทั้งหมด ยิงเราตายเป็นใบไม้ร่วง หากพูดให้เห็นภาพคือฝ่ายเรายิงใส่เขาแบบเปาะแปะ ขณะที่หน่วยรบพิเศษสหรัฐฯหนึ่งนาย ให้ความรู้สึกเหมือนกับสาดกระสุนออกมา 300 นัด กระสุนว่อนแบบหูดับตับไหม้ เราตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบเต็มประตู นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องที่สหรัฐฯใช้เฮลิคอปเตอร์คุ้มกันจำนวนมาก บินตั้งวงล้อมอาคารไว้และยิงทำลายเป้าหมายทุกอย่างที่ขวางหน้าวันนี้เราเข้าใจแล้วว่า การต่อสู้กับสหรัฐฯนั้นเป็นเช่นไร ถามว่าอยากสู้อีกไหม ยอมรับว่าไม่อยากเลย จะสู้อย่างไรไหว.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม