กระเพื่อมไปซะทุกจุดนี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับบรรยากาศทางอำนาจของเมืองไทย ณ ห้วงสถานการณ์ที่ผ่านมาถึงกลางเดือนมิถุนายน 2560 ผ่านพ้นครึ่งปีแรกเข้าสู่ครึ่งปีหลังโดยเงื่อนเวลาที่ลดลงของโรดแม็ป คสช.ซึ่งแปรผันตามความ “ขลัง” ของอำนาจพิเศษหลายเหตุการณ์ที่สะท้อนปฏิกิริยาท้าทายรัฐบาลทหาร ทั้งที่มาจากฝ่ายต่อต้าน และไม่เว้นแม้แต่แนวร่วมฝ่ายเดียวกัน เมื่อสถานการณ์ไหลมาถึงจุดขบเหลี่ยมอำนาจขัดลำกันในแง่ของผลประโยชน์ไม่ลงล็อกลงตัวเริ่มตั้งแต่ยุทธการ “เซ็ตซีโร่ กกต.” ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติด้วยคะแนนท่วมท้นไม่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันอยู่จนครบวาระต้องล้างกระดานกันใหม่ หลังกฎหมายลูกบังคับใช้ตามอาการดิ้นสู้ของ “5 เสือ กกต.” ยอมรับมติ แต่ไม่ยอมถอยง่ายๆโดยมีมติส่งความเห็นแย้งให้ สนช.ว่าการเซ็ตซีโร่ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะดำเนินการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความต่อไปเป็นช็อตต่อเนื่องจากการชงเรื่องตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของ 8 รัฐมนตรีที่ถูกมองเป็นเหลี่ยมย้อนศรเอาคืนรัฐบาล คสช.กกต.เล่นบทต้านอำนาจภายใต้ยุทธศาสตร์ของแม่น้ำ 5 สายก่อแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นจากภายในขุมข่ายฝ่ายคุมเกมอำนาจในจังหวะสถานการณ์ต่อเนื่องกับปรากฏการณ์นักการเมืองในนามกลุ่ม “สโมสร ส.ส.” ที่เป็นการรวมตัวของอดีตผู้แทนราษฎรกว่า 70 คนได้มีการเคลื่อนไหวนัดปาร์ตี้สังสรรค์กันที่โรงแรมดังกลางกรุงก่อนจะมีเหตุให้ล้มเลิกกลางคัน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อ้างมีวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดไปวางในงาน ทำให้กลุ่มสโมสร ส.ส.ต้องแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมันแต่โดยรูปการณ์ที่รู้กันเป็นนัย งานนี้เป็นมุกของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องสกัดความเคลื่อนไหวเพราะขัดคำสั่ง คสช.ห้ามนักการเมืองทำกิจกรรมอย่างไรก็ตาม ถือว่านักการเมืองทำได้เข้าเป้า เพราะได้กลับมาเป็นข่าวอยู่ในกระแสยิ่งเป็นอะไรที่ล้อไปกับจังหวะการเริ่มเปิดให้ประชาชนได้ตอบ “4 คำถาม” ของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่โดยภาพรวมวันแรกๆส่อเค้างานกร่อย มีคนร่วมส่งคำตอบน้อยอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบออกตัวเป็นเชิง ไม่ได้คาดหวังให้มาตอบเป็นเรื่องราวใหญ่โต แค่เป็นการสร้างการรับรู้เท่านั้นเป็นอันว่าประชาชนไม่อินกับมุกขู่ผีนักการเมืองชั่วร้ายของ “นายกฯลุงตู่”กกต. นักการเมือง กระตุกแรงกระเพื่อมต่อเนื่องในจังหวะเดียวกันยังเกิดแรงสั่นสะเทือนหนักในวงการตำรวจที่กระทบถึงขุมอำนาจ คสช.ภายหลังนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำกปปส. ออกมาเปิดปมแฉแหลกการซื้อขายเก้าอี้ผู้กำกับและระดับรองๆ ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 และพื้นที่ตำรวจนครบาลประจานกันดังๆออกอากาศไล่เลี่ยๆกับการที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งด่วนให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 เข้ากรุมาประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่องไม่จบแค่นั้น ปมร้อนบานปลายกลายเป็นเรื่องที่โยงกับการเมืองเพราะทั้ง พล.ต.ท.เทศาที่โดนเด้ง และนายวิทยาคนเปิดโปงแฉ ต่างเป็นคนสนิทระดับสายตรงของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิกปปส.ส่อเค้าหักเหลี่ยมเฉือนคมกันระหว่างเครือข่ายอำนาจ กปปส.กับทีมงานใกล้ชิด “พี่ใหญ่” อย่างพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติกปปส.หันมาล่อกับคนคุมเกม คสช.ก่อบรรยากาศกรุ่นๆในขุมอำนาจฝั่งเดียวกันทั้งหมดทั้งปวง โดยปรากฏการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นกรณีองค์กรอิสระอย่าง กกต. นักการเมืองกับทหาร หรือ กปปส.กับผู้คุมอำนาจ คสช.มันล้วนแต่สะท้อนภาวะของการหาจุด “ดุลยภาพ” ไม่เจอเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองได้รับ ถึงคราวผลประโยชน์ขัดกันก็ “บรรลัย”อำนาจการเมืองไทยยังสลัดไม่พ้นวงจรอุบาทว์เอาเข้าจริง การออกแรงของ พล.อ.ประยุทธ์ในการเข็นยุทธศาสตร์ชาติไปสู่เป้าหมายยังไปไม่ถึงไหน“ปฏิรูป” ยังเป็นแค่ภาพมโนที่เลือนรางตรงกันข้าม ว่ากันตามไฟต์บังคับ สถานการณ์มาถึงช่วงท้ายโรดแม็ป ปลายเทอมรัฐบาล โดยรูปการณ์มันลำบากที่จะห้ามไม่ให้นักการเมืองขยับตามเงื่อนเวลาที่เร้าใกล้เข้ามา“นักเลือกตั้งอาชีพ” ต้องแต่งตัวเตรียมลงสนามเพราะโดยธรรมชาติของพรรคการเมืองต้องมีขั้นตอนในการเตรียมตัวบุคลากร คิดนโยบาย ค้นหายุทธวิธี รวมถึงการจัดหาทุนในการลงเลือกตั้งโดยเฉพาะรอบนี้เป็นการรองรับกติการัฐธรรมนูญใหม่ ที่มีการเปลี่ยนไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบใหม่ การนับคะแนนแบบจัดสรรปันส่วนผสมพรรคการเมืองก็ยิ่งจำเป็นต้องวางแผน ทำการบ้านหนักขึ้นอีกหลายเท่าการจะใช้กฎเหล็ก “ล็อก” ไม่ให้ขยับกันเลย คงเป็นไปไม่ได้จะสั่งให้ซ้ายหัน ขวาหัน แถวตรง กลับหลังหัน นั่นมันทำได้เฉพาะในค่ายทหารเอามาใช้กับนักการเมืองเขี้ยวลากดินไม่ได้ที่แน่ๆจากนี้ไปยุทธการกดดัน เร่งเกมเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นเป็นระยะตามจังหวะนักการเมืองต้องเร้าสื่อกระแสหลัก กระตุ้นสังคมให้เป็นแนวร่วมในการกดดันรัฐบาล คสช.เดินหน้าตามโรดแม็ป เลือกตั้งตามกำหนดดักคอไม่ให้ “นายกฯลุงตู่” เบี้ยวสัญญาประชาคมตามเงื่อนไขผสมกับภาวะความไม่ลงตัวทางอำนาจ การขาดดุลยภาพที่กระเพื่อมไปทุกจุด ก็ยิ่งกดดันรัฐบาลทหาร คสช.ให้ลากเกมอำนาจต่อไปอย่างยากลำบากโดยแนวโน้มมีแต่ต้องเหนื่อยหนักขึ้นทุกขณะสถานการณ์ที่ต้นทุนหน้าตักหนาๆของ พล.อ.ประยุทธ์คงหดลงทุกวันบท “ตลกหน้าม่าน” เอาหน้ารอดไปเป็นครั้งเป็นคราว คงถึงวันหมดมุกชาวบ้านไม่ขำ ก็ไปไม่เป็นแล้วเรื่องของเรื่อง ก่อนที่สถานการณ์จะไหลไปถึงจุดนั้น ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” ต้องปรับแผนด่วนและทางเดียวที่จะประคองเกมได้ นั่นคือการโชว์ผลงานให้ชาวบ้านได้เห็นเป็นชิ้นเป็นอันเบื้องต้นเลย กับห้วงเวลาที่เหลืออยู่อีกปีกว่าๆ ทีมงานรัฐบาลทหาร คสช.จำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึง “เนื้องาน” ที่ประชาชนสัมผัสแตะต้องได้ตามสัญญาการคืนความสุขให้ประเทศไทยซึ่งนั่นก็เป็นอะไรที่สอดคล้องกับกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจใช้มาตรา 44 ผ่าทางตันเปิดทางให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เดินหน้าเมกะโปรเจกต์รถไฟไทย-จีน รถไฟทางคู่ รวมถึงโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี)หวังให้เม็ดเงินก้อนมหาศาลกระตุ้นการไหลเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศเดินเนื้องานที่ส่งผลตรงถึงปากท้องชาวบ้านเพราะสถานการณ์ผ่านมา 3 ปีแล้ว กับการที่ทีมงาน คสช.อาสาเข้ามานำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายปฏิรูปครั้งใหญ่ มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีบ้าง มันแตกต่างจากยุคของนักการเมืองที่ถูกทหารตราหน้าว่าเลวร้ายทำให้บ้านเมืองติดหล่มอย่างไรไม่ใช่แค่เป็นฝ่ายตั้งคำถาม 4 ข้อให้ประชาชนตอบเท่านั้นพล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องพร้อมตอบคำถามชาวบ้านด้วย.“ทีมการเมือง”