ฝนมาเร็วและแรง สภาพอากาศเช่นนี้ สัตว์เลือดเย็นอย่างปลา ปรับตัวได้ยากลำบากและจะได้รับผลกระทบมากกว่าสัตว์อื่น...มักจะมีอาการน็อกน้ำ เริ่มไม่กินอาหาร ลอยหัว บ้างก็ตายเพราะปรับสภาพไม่ทันสำหรับผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำ นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักพัฒนาธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ แนะเกษตรกรทำโครงกระชังให้มีขากระชังลงไปทั้ง 4 ด้าน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของความลึกกระชัง เพื่อไม่ให้กระชังลู่ไปตามแรงน้ำ และในพื้นที่มีภาวะน้ำหลากรุนแรง ควรเคลื่อนย้ายกระชังไปยังจุดที่หลบแรงน้ำได้ และต้องมีระบบป้องกันที่ดีด้วยการทำความสะอาดกระชังให้บ่อยครั้งขึ้น ควรกำจัดวัชพืชน้ำและสาหร่ายไม่ให้เกาะกระชัง เพื่อไม่ให้กีดขวางการไหลของน้ำผ่านกระชัง ควบคู่กับการตรวจค่าแอมโมเนียรวมที่ละลายน้ำต้องไม่เกิน 0.5 PPMที่สำคัญในสภาวะที่น้ำไหลหลากอย่างต่อเนื่อง ควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของน้ำ เพราะน้ำแรง ปลาว่ายน้ำได้ลำบาก กินอาหารน้อยลงควรปรับปริมาณอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง ให้ทีละน้อยเท่าที่ปลากินหมด อย่าให้เหลือลอยน้ำเกิน 15 นาที ต้องตักออกเพราะจะกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียและเชื้อโรคแบ่งจำนวนอาหารเป็นวันละ 5-6 มื้อ เพื่อกระตุ้นให้ปลากินอาหารมากขึ้น เนื่องจากปลาต้องว่ายต้านแรงน้ำที่รุนแรงตลอดเวลา จึงต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น และหากสภาพน้ำเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ต้องผสมวิตามินซีในอาหารให้ปลากินติดต่อกัน 5-7 วัน ในทุกสัปดาห์ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้กับปลาเมื่อน้ำเริ่มลด มักจะมีน้ำที่ค้างในทุ่ง เป็นน้ำที่เต็มไปด้วยก๊าซต่างๆ เป็นผลทำให้ปลาตายจากการขาดออกซิเจนเกษตรกรควรสังเกตและเพิ่มออกซิเจนให้ปลาในกระชัง ติดตั้งเครื่องตีน้ำเพื่อเติมอากาศในน้ำ โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อนจัดในตอนกลางวัน ควรเปิดตลอดเวลา จะทำให้น้ำมีการผสมกันไม่เกิดการแบ่งชั้นของน้ำ ทำให้การไหลเวียนของน้ำดี การเลี้ยงปลาจะมีประสิทธิภาพดีขึ้น ปลาเติบโตได้ดีขึ้น และต้านทานโรคได้ดีแต่หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น หรือน้ำมีแนวโน้มไหลหลากรุนแรงขึ้นอีก ผู้เชี่ยวชาญซีพีเอฟแนะให้ตัดสินใจจับปลาออกขายโดยเร็วจะดีที่สุด อย่าปล่อยเอาไว้นานเพราะจะเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก.สะ–เล–เต