ทุกๆครั้งที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะแจกเงินคนจน ผมมักจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ และจะต้องออกมาแสดงออกในเชิงท้วงติงแทบทุกครั้งนี่ก็เอาอีกแล้วเมื่อ 2 วันก่อนนี่เอง มีข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์หลายฉบับว่าคลังเล็งจะแจกเงินคนจนรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปีโดยถือว่า 3 หมื่นบาทต่อปีเป็นเส้นวัดความยากจน ใครได้ต่ำกว่านี้ก็จะแจกให้ เพื่อให้มีรายได้ถึง 3 หมื่นบาท ว่างั้นเถอะผมอ่านเฉพาะพาดหัวข่าวก็ตกใจ นึกว่าจะแจกกันอีกแล้ว หรือรัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาแจกหนอ? เห็นบ่นๆอยู่ว่าการเก็บภาษีบางอย่างได้ไม่ตามเป้าแต่พออ่านในรายละเอียดค่อยโล่งใจขึ้นมาเยอะ เมื่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านชี้แจงว่าในหลักการก็คือ จะหาทางช่วยเหลือและดูแลคนที่ยังมีรายได้ไม่ถึง 3 หมื่นบาทต่อปีให้มีรายได้ถึง 3 หมื่นบาทให้จงได้อาจจะมีช่วยในเรื่องสวัสดิการบ้าง แต่หลักใหญ่แล้วจะเป็นการช่วยเหลือในแนวทางที่จะให้คนจนสามารถช่วยตัวเองได้ในอนาคตบางประเทศเขาใช้วิธีสนับสนุนการศึกษาลูกๆของคนจน หรือกำหนดเป็นเบี้ยขยันเพื่อจูงใจให้ขยันหมั่นเพียรเพิ่มขึ้นหรืออาจจะทำอะไรในลักษณะที่จะเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มความสามารถของคนจน ที่ไม่ใช่เป็นการแจกเงินกันอย่างตรงไปตรงมาถ้าเป็นแบบนี้ผมก็ว่า โอเคเลยครับ อย่าให้เป็นการแจกกันตรงๆ เหมือนอย่างที่เคยแจกกันมาแล้วหลายครั้งหลายหนเป็นอันขาดเพราะจะเป็นการสร้างนิสัยรอรับแจกลูกเดียวจากคนยากคนจน ซึ่งน่าจะมีอยู่มากพอสมควรทั่วประเทศในขณะนี้การรอรับแจกเพียงสถานเดียวจะทำให้ผู้คนเคยตัวไม่ขยันหมั่นเพียรไม่ต่อสู้ชีวิต ซึ่งจะเป็นผลให้ยากจนลงไปอีกท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยด้วยว่าตัวเลขคนจนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นวัดความจนในประเทศไทยน่าจะมีถึง 4 ล้านคนต้องรอให้จดทะเบียนครบเสียก่อนเสร็จแล้วก็จะต้องมาคัดกรองกันอีกว่าจะมีคุณสมบัติเข้าข่ายได้รับสวัสดิการต่างๆจริงหรือไม่เมื่อพูดถึงขบวนการคัดกรอง ผมก็ขอฝากให้กระทรวงการคลังคัดกรองกันให้ดีๆ พยายามแยกคนจนที่แท้จริงออกมาจากคนจนไม่แท้จริง หรือคนแกล้งจนให้จงได้เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อนโน้น เราเคยมีศัพท์ที่ฮิตในช่วงนั้นว่า “ยากจน” กับ “อยากจน” คือคนจนที่แท้จริง กับคนที่ไม่ได้ยากจน แต่ “อยาก” ที่จะจน เพื่อหวังรับความช่วยเหลือกับเขาด้วยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับภาคราชการไทยที่ต้องการจะกำหนดว่าอำเภอไหนบ้างเป็นอำเภอยากจน สมควรมีแผนช่วยเหลือเป็นพิเศษ ในขณะที่อำเภอไม่ยากจนก็จะให้ใช้การพัฒนาอีกแบบหนึ่งที่เหมาะกว่าปรากฏว่า อำเภอที่ได้รับการประกาศว่าเป็นอำเภอดีแล้ว ไม่ยากจนแล้ว แทนที่จะดีใจต่างพากันร้องเรียนเป็นแถวๆ เพราะเกรงว่าเมื่อพ้นจากความยากจนจะได้รับงบประมาณหรือโครงการช่วยเหลือน้อยลง หรืออาจไม่ได้เพิ่มเหมือนอำเภอยากจนทำให้เกิดคำพูดที่ว่า “อยากจน” แพร่หลายขึ้นในแวดวงพัฒนายุคก่อนมาถึงยุคนี้ซึ่งมีทั้งแจกเงิน ทั้งการให้สวัสดิการ หรือล่าสุดก็อาจจะมีวิธีการช่วยเหลือที่แม้จะดูดีกว่าวิธีเก่าๆ แต่ก็ล้วนเป็นสิ่งจูงใจให้คนที่ไม่จน อยากจะเป็นคนจนอยู่พอสมควรผมก็ขอฝากให้ทางกระทรวงการคลังสั่งการให้สถาบันต่างๆ ที่รับผิดชอบในการพิจารณากลั่นกรองผู้ที่มาจดทะเบียนคนจนอย่างรอบคอบด้วยพยายามกรองหรือกลั่นให้เหลือเฉพาะคนยากจนโดยแท้จริงเท่านั้นอย่าให้คน “แกล้งจน” หรือ “อยากจน” หลุดตาข่ายมาขอรับความช่วยเหลือหรือการสงเคราะห์หรือสวัสดิการใดๆ ของคน “ยากจน” เชียวนาครับ ถ้าหลุดมาได้ก็ขอให้น้อยที่สุดเสียดายเงินภาษีอากรของประชาชนน่ะครับ หากจะต้องไปจ่ายให้แก่บุคคลประเภทนี้...แม้แต่บาทเดียว ผมก็รู้สึกเสียดายครับท่านรัฐมนตรี.“ซูม”