เมื่อวันเสาร์ที่แล้วนี่เอง ทีมงานซอกแซกชุดใหญ่ มีโอกาสไปไหว้พระสมุทรเจดีย์ แล้วก็ลงเรือล่องเจ้าพระยาชมปากแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเข้าสู่ลำคลองลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนถึงหมู่บ้านประวัติศาสตร์เล็กๆหมู่บ้านหนึ่งโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะไปรับประทาน “กุ้งเหยียด” กุ้งปรุงพิเศษสไตล์ปากน้ำโดยเฉพาะที่โด่งดังขึ้นชั้นมาเป็นสินค้าโอทอปยอดนิยมระดับชาติแล้วในเวลานี้ได้ทั้งบุญได้ทั้งความรู้ ความอิ่มหนำสำราญและได้ความสุขติดตัวกลับมาหลายๆชะลอมเลยทีเดียวเชียว ขออนุญาตนำมาฝากท่านผู้อ่านในสัปดาห์นี้เช่นเคยนะครับถ้าจะว่าไปแล้วหัวหน้าทีมซอกแซกก็รู้จักจังหวัดสมุทรปราการหรือปากน้ำมาตั้งแต่เด็กๆ และมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวหรือเดินทางผ่าน ไม่รู้กี่สิบหน แต่ก็วนเวียนอยู่ทางฝั่งอันเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด ไม่เคยข้ามฟากไปไหว้ พระสมุทรเจดีย์ หรือ พระเจดีย์ปากน้ำ สัญลักษณ์ของจังหวัดสมุทรปราการ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนฝั่งเจ้าพระยาอีกฟากหนึ่ง แม้แต่ครั้งเดียวดังนั้น เมื่อพรรคพวกเพื่อนฝูงส่งเทียบเชิญมาบอกว่าเราจะไปไหว้พระสมุทรเจดีย์ปากน้ำกัน หลังจากนั้นก็จะชวนลงเรือเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ไปตลอดทั้งวัน หัวหน้าทีมซอกแซกจึงรีบตอบรับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งเราเริ่มทริปจากบ้านหัวหน้าทีมซอกแซกเขตบางกะปิคลองจั่นไปตามถนนวงแหวนจนถึงหน้าห้างเมกะบางนา แล้วก็เข้าสู่ถนนวงแหวนอุตสาหกรรมข้ามจังหวัดสมุทรปราการข้ามสะพาน ภูมิพลไปฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เลาะลัดไปอีกพักหนึ่งก็ถึง วัดพระสมุทรเจดีย์ อันเป็นที่ประดิษฐาน พระเจดีย์กลางน้ำ เจดีย์เก่าแก่มาก แห่งหนึ่งของประเทศพระสมุทรเจดีย์ในปัจจุบันนี้อยู่ที่หมู่ 3 บ้านเจดีย์ ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ได้ชื่อว่า “เจดีย์กลางน้ำ” เพราะในอดีตกาลเคยเป็นเกาะเล็กๆริมฝั่ง เมื่อสร้างพระเจดีย์ขึ้นกลางเกาะ มองแต่ไกลจึงเหมือนมีเจดีย์ลอยอยู่ในน้ำแต่ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินด้านฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาไปเรียบร้อย เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติทำให้เกิดภาวะดินโคลนหรือดินเลนไหลสะสมมาท่วมรอบๆองค์พระเจดีย์มากขึ้นเรื่อยๆช่วงแรกๆที่เริ่มมีปัญหาประมาณ พ.ศ.2505 เป็นต้นมา ชาวบ้านก็ยังช่วยกันลงทุนลงแรงมาขุดเลนออกไปทิ้ง เพื่อให้กระแสน้ำไหลมาล้อมรอบเจดีย์ดังในอดีตแต่ขุดแล้วเลนก็ไหลมาอีกจนในที่สุดชาวอำเภอพระสมุทรเจดีย์ก็ต้อง ยอมแพ้และตัดสินใจปล่อยให้ดินเลนไหลเข้ามาถมจนเต็ม “พระเจดีย์กลางน้ำ” ต้องกลายเป็น “พระเจดีย์ริมน้ำ” ในปัจจุบันนี้แม้จะกลายเป็นเจดีย์ริมน้ำไปแล้ว แต่ความงดงามและเรื่องราวอันเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจยังคงมีอยู่ครบถ้วน ในฐานะที่พระเจดีย์แห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ให้ทรงสร้างขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างป้อมต่างๆในบริเวณปากน้ำเพื่อป้องกันการโจมตีของศัตรูพระราชทานนามไว้ว่า “พระสมุทรเจดีย์” ตามลักษณะและที่ตั้งของเจดีย์ที่อยู่กลางน้ำ ณ บริเวณปากน้ำ ซึ่งเปรียบประดุจประตูสู่มหาสมุทร หรือท้องทะเลนั่นเองข้างๆองค์พระเจดีย์ มี พระวิหารหลวง เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัย ร.2 เช่นกัน และมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นในยุคเดียวกัน เช่น พระปางห้ามสมุทร พระชัยหลังช้าง และพระปางชนะมาร ฯลฯทุกๆปีจะมีงานสำคัญงานหนึ่งที่วัดนี้ ได้แก่ “งานประเพณีแห่ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์” คือมีทั้งการแห่ผ้าผืนที่จะนำขึ้นห่มองค์พระเจดีย์ จนถึงวันขึ้นห่มผ้าแก่พระเจดีย์ จะมีการฉลองถึง 10 วัน 10 คืน เป็นงานใหญ่ระดับจังหวัดที่โด่งดังมาตั้งแต่หัวหน้าทีมซอกแซกยังเด็ก และก็ยังมีจัดกันอยู่จนถึงปัจจุบันทีมงานซอกแซกอิ่มเอิบและมีความสุขกับการย้อนยุคไปสู่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์รอบๆพระ สมุทรเจดีย์อยู่เกือบชั่วโมง จึงได้ออกเดินทางต่อไป ยังศาลเจ้า มูลนิธินาคราชโยธาชัย ซึ่งอยู่ไม่ไกล เท่าไรนัก เพื่อถือโอกาสไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้าน ให้ความเคารพนับถืออีกแห่งหนึ่งจริงๆแล้วศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลที่สร้างขึ้นใหม่ เมื่อปี 2518 นี่เอง โดยใช้ช่างจากสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้งชุด ออกแบบอย่างสวยงามแบบศิลปะจีน ซึ่งว่ากันว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเข้าฝันให้สร้างในลักษณะนี้โดยเฉพาะมังกรทองที่ทอดตัวยาวอยู่ในศาลเจ้า มีลักษณะแตกต่างจากที่อื่น และเคยได้รับคำชมเชยจากนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย คุณ บรรหาร ศิลปอาชา ว่าเป็นมังกรที่งดงามและมีสง่าที่สุดในประเทศไทยใครจะไปกราบไหว้บูชาหรือชื่นชมศิลปะการก่อสร้างในสไตล์จีนๆ ที่ทำได้สวยงามไม่น้อย น่าจะลองแวะไปสักครั้งถ้ามีโอกาสจากศาลเจ้านาคราชโยธาชัย ทีมงานซอกแซกเดินทางต่อไปลงเรือที่ท่าน้ำหน้าวัด ไตรมิตรวราราม เพื่อที่จะลงเรือล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยาบริเวณปากแม่น้ำ ชมบรรยากาศ 2 ฟากฝั่งตามโปรแกรมที่จัดไว้ก็ต้องบอกว่าเป็นบรรยากาศที่ตื่นตาตื่นใจไม่ใช่น้อยเลย เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงนี้ค่อนข้างกว้างและเต็มไปด้วยเรือเดินทะเลลำใหญ่พอสมควรจอดอยู่หลายต่อหลายลำนอกจากนี้ทั้ง 2 ฝั่งก็มีอู่ซ่อมเรือของบริษัทเอกชน และอู่ซ่อมเรือของกองทัพเรือ ตลอดจนที่ตั้งของหน่วยทหารเรืออีกหลายๆหน่วย รวมทั้งที่ตั้งของ เรือดำน้ำ ไทย 4 ลำ ในอดีตที่หัวหน้า ทีมซอกแซกเก็บไปเขียนเล่าในคอลัมน์ “เหะหะพาที” เมื่อตอนที่เขียนถึงเรื่อง “เรือดำน้ำ” เมื่อเร็วๆนี้ก็อย่างที่บอกน่ะแหละว่าเรื่องราวความสุข และความรู้ที่ได้รับจากการไปเที่ยวปากน้ำงวดนี้มีเยอะมาก เขียนสัปดาห์เดียวคงไม่จบ เพราะมีทั้งนั่งรถลงเรือล่องแม่น้ำใหญ่และเดินทางไปตามลำคลองด้วยสัปดาห์นี้เราจบกันที่กลางลำน้ำเจ้า พระยาก่อนก็แล้วกันครับ ไว้สัปดาห์หน้าค่อยเข้าลำคลองเพื่อเดินทางไปรับประทาน “กุ้งเหยียด” ของอร่อยขึ้นชื่อล่าสุดของจังหวัดสมุทรปราการกันต่อไป.“ซูม”