สื่ออาเซียนชมจีน – คณะสื่อมวลชนจากอาเซียน 10 ประเทศไขว้จับมือกันที่หน้าอนุสาวรีย์เหมา เจ๋อตุง ที่เมืองเซี่ยงถาน บ้านเกิดของท่านประธานเหมา ในมณฑลหูหนาน.ตั้งแต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศความริเริ่ม “เส้นทางสายไหมยุคใหม่” หรือ “One Belt, One Road” (หนึ่งแถบ, หนึ่งเส้นทาง) หรือ “อี้ไต้, อี้ลู่” ในปี 2556 จีนก็ผลักดันอภิมหาโครงการนี้อย่างมุ่งมั่น ต่อเนื่อง โดยผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทุกองคาพยพ ขณะที่โหมรณรงค์ในระดับโลกด้วย 17-27 เม.ย.ที่ผ่านมา จีนเชิญคณะสื่อมวลชนจาก “อาเซียน” 10 ประเทศ ไปเยือนมณฑลหูหนานและเจียงซี พาไปดูพัฒนาการด้านต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกลไกผลักดัน “อี้ไต้, อี้ลู่” สู่เป้าหมายพวกเราได้เห็นอะไรไม่น้อย จะเล่าให้ฟังวันหลังครับ!ทริปนี้มีชื่อว่า “Jointly Building 21th Century Maritime Silk Road” (ร่วมสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21) มีหลายหน่วยงานร่วมเป็นเจ้าภาพ ทั้งสำนักงานข่าวสารแห่งคณะมนตรีจีน, ศูนย์อาเซียน-จีน (เอซีซี), กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ระหว่างประเทศจีน (ซีไอพีจี) และไชน่า รีพอร์ท องค์กรสื่อใต้สังกัดซีไอพีจีต้องขอเท้าความสักนิดว่า One Belt, One Road หรือ OBOR หรือ B&R นี้ มี 2 ส่วน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน โดยส่วนแรก One Belt หมายถึง “แถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม” (The Silk Road Economic Belt) หรือ SREB คือเส้นทางสายไหมทางบก ซึ่งเป็นการฟื้นฟูต่อยอดเส้นทางสายไหมเดิมในยุคโบราณส่วน One Road หมายถึง “เส้นทางสาย ไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21” (21th Century Maritime Silk Road) หรือ MSR เป็นของใหม่ คือขยายเส้นทางสายไหมไปทางทะเลด้วย “อี้ไต้ อี้ลู่” จึงเป็นโครงการที่ทะเยอทะยานใหญ่โตมโหฬารที่สุดของจีนยุคใหม่ นับตั้งแต่ท่านประธานเหมา เจ๋อตุง สถาปนา “สาธารณรัฐ ประชาชนจีน” ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ.2492 และถือเป็นนโยบายต่างประเทศชิ้นเอกของท่านสี จิ้นผิงเส้นทางสายไหมทางบกจะครอบคลุมเอเชียใต้ เอเชียกลาง เอเชียตะวันตก ตะวันออกกลาง ไปจนถึงยุโรปและแอฟริกา ส่วนเส้นทางสายไหมทางทะเล จะเริ่มต้นจากเมืองกว่านโจวมณฑล ฝูเจี้ยน เช่นเดียวกับเส้นทางสายไหมทางบกผ่านมณฑลกวางตุ้ง กว่างซี ไห่หนาน (ไหหลำ) ไปยัง ช่องแคบมะละกา จากกรุงกัวลาลัมเปอร์ในมาเลเซียไปยังเมืองโกลกาตาในอินเดีย ไปกรุงโคลัมโบในศรีลังกา ข้ามมหาสมุทรอินเดียไปยังกรุงไนโรบีในเคนยาในแอฟริกา จากนั้นเลียบทะเลแดงไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปสิ้นสุดที่นครเวนิสในอิตาลีเส้นทางสายไหมทางทะเลเกี่ยวโยงกับประเทศ อาเซียนด้วย ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น ไทย ลาว เมียนมา กัมพูชา ก็จะถูกดึงเข้าไปร่วมด้วยโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงเพื่อ ให้เชื่อมต่อถึงกันหมดจีนยังพยายามดึงอินเดีย ปากีสถาน และรัสเซียให้เข้ามาร่วมด้วยผ่านข้อตกลงอื่น ซึ่งเมื่อนับรวมแล้วจะมีกว่า 60 ประเทศที่อยู่ในเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเล ครอบคลุมประชากรราว 65% ของทั้งโลก ราว 1 ใน 3 ของจีดีพีของทั้งโลก และราว 1 ใน 4 ของปริมาณการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการของทั้งโลก!จีนยืนยันว่าเป้าหมายหลักของเส้นทางสายไหมใหม่คือส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทางทะเล วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม กับนานาประเทศ แต่จริงๆแล้ว ถ้าโครงการนี้สำเร็จ จีนย่อมสามารถขยายอิทธิพลด้านการเมือง การทหาร และความมั่นคงไปกว่าครึ่งค่อนโลกด้วยโดยปริยายเพื่อผลักดันเส้นทางสายไหมยุคใหม่ จีนได้ตั้ง “ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย” (AIIB) ขึ้น มีสมาชิกแล้วกว่า 70 ประเทศ โดยจีนลงขันหุ้นใหญ่ขั้นแรก 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และต่อไปอาจมีสถาบันการเงินอื่นๆเข้าร่วมอีก นอกจากนี้ จีนยังตั้ง “กองทุนเส้นทางสายไหม” (Silk Road Fund) มูลค่าขั้นต้น 40,000ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มีการประเมินว่ามูลค่าการลงทุนโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ซึ่งยังไม่กำหนดกรอบเวลาชัดเจนนี้ อาจสูงถึง 4-8 ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ! จึงต้องใช้เงินอีกมหาศาลเส้นทางสายไหมใหม่ยิ่งมีความสำคัญกับจีนยิ่งขึ้น หลังในปีหลังๆ เศรษฐกิจจีนชะลอตัวโดยปีนี้คาดว่าจีดีพีจะโตแค่ 6.64% จากที่เคยร้อนแรงโตเกิน 10% มานาน จนรัฐบาลจีนใช้คำว่า “นิวนอร์มอล” (ภาวะปกติใหม่) มานิยามเศรษฐกิจจีนใหม่ ระบุว่าจะโตอย่างมั่นคงแต่ไม่หวือหวาอีกต่อไปเป็นที่รู้กันดีว่าจีนยุคนี้ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลกเกือบ 1,400 ล้านคน มีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) มหาศาล ขณะที่ส่งออกได้น้อยลงเพราะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ จีนยังมีเงินทุน สำรองมหาศาลแต่เห็นว่ารายได้จากดอกเบี้ยต่ำ จึงจำเป็นต้องหาช่องทางการลงทุนที่จะมีรายได้สูงขึ้นและระบายสินค้าส่วนเกินสู่โลกภายนอก เช่น สินค้าภาคอุตสาหกรรมเหล็ก คอนกรีต ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆโครงการเส้นทางสายไหมใหม่จึง “ตอบ โจทย์” เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะจีนจะสามารถเข้าไปลงทุนและขายวัตถุดิบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในนานาประเทศตามเส้นทางสายไหมใหม่ โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงซึ่งจีนพัฒนาต่อเนื่องเพื่อตีตลาดโลกจีนยืนยันว่าทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์แบบ “วิน–วิน” เพราะประเทศต่างๆตามเส้นทางสายไหม ใหม่จะได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟความเร็วสูงและถนน และส่งสินค้าไปขายในจีนได้ดีขึ้น ส่วนใครจะได้หรือเสียมากน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป!จีนเล็งผลเลิศขนาดไหน ดูได้จากใน 14-15 พ.ค.นี้ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม One Belt, One Road ระดับนานาชาติเป็นครั้งแรก ที่ปักกิ่ง จะมีผู้นำจากกว่า 20 ประเทศในแทบทุกทวีปเข้าร่วมดันกันสุดลิ่มขนาดนี้ น่าลุ้นครับว่า “อี้ไต้, อี้ลู่” จะไปถึงฝันหรือไม่!บวร โทศรีแก้ว