สถานการณ์ “ราคาน้ำมัน” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันกำลังกลายเป็นวิกฤติครั้งใหญ่ของภาคการขนส่งไทย... ประเด็นร้อน (26 มี.ค.69) ราคาน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตรหลังจากคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ลดอัตราชดเชยเพื่อรักษาสภาพคล่องของกองทุนที่ติดลบหนัก...ส่งผลให้ราคาดีเซลทะยานไปแตะที่ 38.94 บาทต่อลิตรทันทีสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยระบุว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลและกระทรวงพลังงานมักเรียกเพียงกลุ่มทุนโรงกลั่น สภาอุตสาหกรรม หรือสภาหอการค้าฯไปหารือ แต่ไม่เคยเชิญกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งและรถบรรทุก ซึ่งเป็นผู้ใช้น้ำมันดีเซลรายใหญ่ที่สุดของประเทศเข้าร่วมหาทางออกร่วมกันอย่างเป็นทางการผลกระทบต้นทุน (สูตร 1:3–5) ย้ำเตือนตัวเลขสำคัญว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาท จะดันต้นทุนการขนส่งให้สูงขึ้น 3–5% กรณีระยะสั้นกระทบ 3% ถ้าระยะยาวกระทบ 5%น่าสนใจว่า...การขึ้น 6 บาทในครั้งนี้อาจทำให้ต้นทุนค่าขนส่งดีดตัวสูงขึ้นทันทีถึง 18–30%ข้อเรียกร้องและคำเตือนถึงรัฐบาล ขอให้รับฟังเสียงของผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ใช่ฟังเฉพาะกลุ่มทุนพลังงาน, เสนอให้ระงับการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลชั่วคราว 3 เดือน เพื่อประคองสถานการณ์ประเด็นสำคัญหาก “ต้นทุนขนส่ง” พุ่งสูงขนาดนี้ สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศจะปรับราคาขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะกระทบต่อ “ค่าครองชีพ” ของประชาชนโดยตรงผู้สันทัดกรณีประเมินกันว่า...สถานการณ์นี้สะท้อนถึงรอยร้าวระหว่างภาครัฐกับผู้ประกอบการขนส่งที่สะสมมานาน การขึ้นราคาแบบช็อกไพรซ์ 6 บาทโดยไม่มีมาตรการรองรับสำหรับภาคโลจิสติกส์ อาจนำไปสู่การหยุดวิ่งรถประท้วงเหมือนในอดีตได้? ตอกย้ำ...การปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตรครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ช็อกราคาที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี หากวิเคราะห์มิติปัญหารอบด้านจากหนักไปเบา จะพบภาพสะท้อนของวิกฤติที่อาจนำไปสู่ภาวะอัมพาตทางเศรษฐกิจได้ดังนี้หนึ่ง...ระดับวิกฤติสุดๆ อัมพาตโลจิสติกส์ และ ภาวะ “ของแพงทั้งแผ่นดิน” นี่คือผลกระทบที่หนักที่สุดและจะเกิดขึ้นทันทีภายใน 1-2 สัปดาห์เมื่อต้นทุนขนส่งดีดตัว 18–30% ตามสูตรของสหพันธ์ขนส่งฯ...น้ำมันขึ้น 1 บาทเท่ากับต้นทุนเพิ่ม 3–5% ประเมินกันว่า...การขึ้น 6 บาทจะทำให้ค่าขนส่งพุ่งสูงจนผู้ประกอบการรายย่อยแบกรับไม่ไหว และอาจหยุดวิ่งรถประท้วงหรือหยุดเพราะขาดทุนถัดมา...โดมิโนราคาสินค้า สภาอุตสาหกรรมฯ (ส.อ.ท.) ประเมินว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับขึ้น 5-8% ทันทีในเดือนเมษายน โดยเฉพาะอาหารสดและสินค้าที่ล็อกต้นทุนไว้จะสิ้นสุดสัญญาพอดี ตามมาด้วย...วิกฤติเงินเฟ้อรุนแรง เมื่อต้นทุนการผลิต... ค่าไฟบวกน้ำมันพุ่งขึ้นพร้อมกัน จะเกิดภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้ บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนอย่างรุนแรงสอง...ระดับหนัก รอยร้าวระหว่าง “รัฐ” กับ “ผู้ประกอบการขนส่ง” นี่คือความเหลื่อมล้ำในการเจรจา สหพันธ์ขนส่งฯ ระบุชัดเจนว่ารัฐบาลเรียกคุยแต่ “กลุ่มทุนโรงกลั่น” และ “สภาอุตสาหกรรมฯ” แต่เมินเฉยต่อผู้ใช้จริงอย่างกลุ่มรถบรรทุก ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม...มีผลทำให้ความเชื่อมั่นลดฮวบ ด้วยว่ารัฐบาลเคยประกาศว่าจะขึ้นแบบ “ขั้นบันได” แต่กลับขึ้นแบบ “ก้าวกระโดด” ทำให้ภาคธุรกิจวางแผนการเงินไม่ได้ และส่งผลต่อ “ความน่าเชื่อถือ” ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสาม...ระดับกลาง สภาพคล่องของ “กองทุนน้ำมัน” และ “ผู้ประกอบการปั๊ม” กองทุนติดลบหนักฐานะกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท และต้องแบกภาระชดเชยวันละกว่า 2,500 ล้านบาท ทำให้รัฐไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องผลักภาระให้ผู้บริโภคนับรวมไปถึงภาพสะท้อนปัญหาหน้าปั๊มเกิดภาวะ “น้ำมันหมด” หรือการปิดปั๊มหนีในคืนก่อนขึ้นราคาเนื่องจากประชาชนแห่เติมจนเกลี้ยงคลังและผู้ประกอบการบางส่วนอาจกักตุนเพื่อเก็งกำไรส่วนต่าง 6 บาท?สี่...ระดับเบา (แต่เรื้อรัง) การลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ย้ำว่าเกิดจากส่วนต่างราคากับเพื่อนบ้าน แม้ราคาในไทยจะสูงขึ้น แต่หากยังต่ำกว่ามาเลเซีย (39.54 บาท) หรือประเทศรอบข้าง จะเกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำน้ำมันไทยออกไปขาย ซึ่งเป็นการสูญเสียทรัพยากรที่รัฐเข้าไปอุดหนุนไว้ สัญญาณเตือน...แนวโน้มวิกฤติสุดๆที่ต้องจับตา เริ่มจากสินค้าขาดแคลน ชั้นวางสินค้าในซุปเปอร์มาร์เกตจะว่างเปล่าภายใน 3-5 วัน...โรงงานหยุดผลิต เพราะไม่มีรถขนส่งวัตถุดิบเข้าและไม่มีรถขนสินค้าออก และจลาจลย่อมๆจากกลุ่มผู้ใช้รถรับจ้าง ไรเดอร์ และประชาชนที่ทนรับค่าครองชีพไม่ไหวสรุปสุดท้าย...สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “น้ำมันแพง” แต่เป็น “วิกฤติความเชื่อมั่นและการบริหารจัดการ” โดยเฉพาะภาคขนส่งฯ เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ควรมีมาตรการเยียวยาเฉพาะกลุ่มตอกย้ำ “วิกฤติน้ำมัน” ครั้งนี้ยังมีปุจฉาคาใจสำคัญนั่นก็คือ วิกฤตินี้เป็นภาวะ “ขาดแคลนเทียม” หรือไม่? ด้วยว่ามีข้อมูลต้นเหตุที่กล่าวกันว่า ราคาหน้าโรงกลั่นสูงกว่าหน้าปั๊ม ทำให้ปั๊มน้ำมันชะลอการซื้อน้ำมันมาจำหน่าย ส่งผลให้ประชาชนและผู้ขนส่งได้รับความเดือดร้อนสภาวะที่ว่านี้...น้ำมันในคลังยังมีอยู่ แต่กลไกราคาผิดปกติ (ราคาขายส่งจากโรงกลั่นแพงกว่าราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มถูกบังคับควบคุมไว้) ทำให้เจ้าของปั๊มยิ่งขายยิ่งขาดทุน จึงเลือกที่จะไม่ลงน้ำมันเพิ่มจนเกิดภาพน้ำมันหมดปั๊มตามที่ปรากฏ... เอาว่า “น้ำมัน” ว่าหายากแล้ว...ความเชื่อมั่นจากรัฐบาลหายากกว่า?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม