ต้องรอรัฐบาลใหม่ เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ พลิกมุมคิดในวันที่น้ำมันขยับราคาขึ้นพรวด 6 บาทต่อลิตรถึง “ทางรอดของประเทศไทยออกจากวิกฤติโลก” ระหว่างประเทศไทยเผชิญวิกฤติพลังงาน ประชาชนเดือดร้อนถ้วนหน้า หลังเกิดสถานการณ์สงครามใหญ่ที่ตะวันออกกลางขอส่งสัญญาณถึงรัฐบาลที่กำลังจะเป็น “รัฐบาลอนุทินพลัส” โดยมี “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล” ชุดเดิม โดยย้ำว่า รัฐบาลต้องแบกภาระของประชาชนเอาไว้บ้างไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดให้ประชาชน โดยที่รัฐบาลไม่พร้อมเสียสละอะไรเพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจน ประเทศไทยไม่มีจุดสุญญากาศในแง่บริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลรักษาการมีอำนาจเต็ม เว้นทำอะไรที่มันไปผูกพันและเป็นภาระต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาในเมื่อรัฐบาลใหม่คือชุดเดียวกับรัฐบาลรักษาการ ย่อมรู้อยู่แล้วว่าทำอะไรลงไป คุณคงไม่ได้ไปมีความรู้สึกขัดแย้งกับความเห็นของคุณในฐานะที่เป็นคนเดียวกัน แต่พอเราเสนอ เขาก็อ้างยังเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำอะไรไม่ได้เช่น เสนอลดภาษีสรรพสามิต กรณีดีเซล อยู่ที่ 6.90 บาท เสนอให้ลดทันที 6 บาท บังเอิญตรงกับ 6 บาทที่น้ำมันขึ้นพอดี ถ้าทำตามที่เราเสนอ วันนี้ราคาน้ำมันไม่ต้องขึ้นเลยแม้แต่สตางค์เดียว แม้ทำให้รายได้ของรัฐบาลลดลง แต่รัฐบาลขอให้ประชาชนอดทน ประหยัด ขณะที่รัฐบาลไม่พร้อมที่จะประหยัด ลดค่าใช้จ่าย สมัยเป็น รมว.คลัง ช่วงต้นปี 2554 เกิดวิกฤติน้ำมัน ยังลดภาษีสรรพสามิตลงมาเหลือ “1 สตางค์” เดิมอยู่ที่ราว 5.30 บาท มันเป็นเรื่องที่เคยทำมาแล้ว ในสถานการณ์ปัจจุบันเหมาะสมที่ต้องทำ และต้องลดรายจ่ายของรัฐบาลลงมาตามสัดส่วนรายได้ที่หายไป เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน“มีความพยายามอธิบายถึงการปรับราคาน้ำมัน รัฐบาลอ้างฝืนกลไกตลาดไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงโครงสร้างราคาน้ำมันไทยไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดที่โปร่งใส เป็นธรรมไทยมี 6 โรงกลั่น แต่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ จึงไม่มีการแข่งขันด้านราคา จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าฮั้ว และยังมีค่าใช้จ่ายสมมติราว 1—2 บาทต่อลิตร บวกค่าขนส่ง ค่าประกัน ทั้งที่ไม่มีจริงทำให้โรงกลั่นกำไร 2 เด้ง ทั้งกำไรจากสต๊อกเก่าที่ซื้อมาถูกมาก เด้ง 2 จากค่ากลั่น พุ่งสูง จาก 2 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตร เนื่องด้วยราคาอ้างอิงสิงคโปร์ขอให้โรงกลั่นแบกรับภาระราคาที่สูงขึ้นของประชาชน เพราะเป็นฝ่ายแบกรับภาระเต็มๆ ต่างกับรัฐบาลที่แฮปปี้ โรงกลั่นยิ่งแฮปปี้ใหญ่ กำไรบาน แบบนี้มันแฟร์หรือไม่”รัฐบาลควรโชว์ฝีมือโดยทำให้โรงกลั่นได้กำไรลดลง นายกรณ์ บอกว่า มันไม่ใช่แค่ฝีมือ ผมว่าใจด้วยรัฐบาลต้องโชว์สปิริตว่ายืนอยู่ข้างใครวันนี้เชื่อว่าประชาชนแอบน้อยใจที่ไม่เข้าใจชาวบ้าน ไม่ได้อยากที่จะบอกว่า “ไม่เห็นหัวประชาชน” ดูเหมือนว่าเป็นห่วงผลประโยชน์ของคนกลุ่มอื่นมากกว่าประชาชนวิกฤติพลังงานเป็นจุดเริ่มต้นวิกฤติเศรษฐกิจของไทย แต่รัฐบาลยังรับมือไม่อยู่ มีความเป็นห่วงอย่างไรในอนาคตวิกฤติจะหนักกว่านี้ นายกรณ์ บอกว่า รัฐบาลระบุว่าไม่ตรึงราคาน้ำมัน ปล่อยตามกลไกตลาด แต่กลไกตลาดมีปัญหา ราคายังไม่สะท้อนความจริงยิ่งปรับราคาขึ้น 6 บาทรวดเดียวอาจเป็นเพียงขั้นบันไดแรก เพราะหากปล่อยตามกลไกตลาดจริงราคาต้องขึ้นไปอีกกว่า 10 บาท แต่รัฐบาลก็ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ตรงนี้คือปัญหา“แอบปรับเพิ่มราคาโดยไร้คำอธิบายใดๆ ทั้งที่สภาฯกำลังพิจารณาญัตติด่วนเรื่องวิกฤติพลังงาน พอปิดประชุมราว 22.00 น. ถึงได้รู้ว่าน้ำมันจะขึ้นราคา 6 บาท วันที่ 26 มี.ค. ทำไมถึงเลือกเล่นกันแบบนี้หากนายกฯ รมว.พลังงาน เข้าสภาฯยกมือขอรายงานการตัดสินใจเชิงนโยบาย มาตรการต่างๆ เพื่อขอฉันทามติในสภาฯ สนับสนุนแนวทางร่วมกัน รับรองภาพลักษณ์ที่ออกไปเปลี่ยนไปทันทีแต่กลับไม่มาฟัง ไม่มาชี้แจง ทำลับหลัง ผมใช้คำว่า ลักหลับ แอบปรับเพิ่มราคาโดยไม่ส่งสัญญาณถึงประชาชนเลยว่าขึ้นแล้วจบหรือไม่น่าเสียดายที่เราอยู่ในระบบรัฐสภา คุณไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ที่ฝ่ายบริหารแยกขาดจากฝ่ายนิติบัญญัติ นับเป็นความน่าอึดอัด เป็นโอกาสอย่างยิ่งของรัฐบาลและประชาชน”นโยบายชดเชยทุกลิตร แสดงว่าน้ำมันทุกหยดจาก 6 โรงกลั่น กระจายไปทั่วประเทศกลไกรัฐต้องรู้ว่าไปที่ไหน แต่ผู้มีอำนาจเหมือนไม่มีข้อมูลตรงนี้ นายกรณ์ บอกว่า ถูกครับ กลั่นแล้วไปไหนมันควรมีครบทุกหยดแต่ทำไมไม่สามารถบูรณาการข้อมูลเหล่านี้ได้ ทุกคนในสภาฯถึงพูดเสียงเดียวกันว่า “ไอ้โม่ง” มีแน่นอน รู้อยู่แล้วโรงกลั่นผลิตเต็มกำลัง แต่ไปไม่ถึงปั๊ม ไม่ถึงประชาชน แล้วมันหายไปไหน ทำไมตอบตรงนี้ไม่ได้ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ถือว่ารัฐบาลล้มเหลวในการบริหารจัดการ รัฐบาลที่ดีไม่เอาวิกฤติมาอ้าง รัฐบาลที่ผ่านมาล้วนเจอวิกฤติ รัฐบาลได้รับการยกย่องว่าดีหรือไม่ดี อยู่ที่ประชาชนยอมรับฝีมือในการบริหารท่ามกลางวิกฤติ ลองย้อนกลับไปประเมินแต่ละวิกฤติ ให้คะแนนรัฐบาลยุคนั้นเท่าไหร่ รัฐบาลในยุควิกฤติน้ำมันที่ยังไม่จบ ณ ขณะนี้สอบตกอยู่รัฐบาลสอบตก กำลังฟอร์มตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ควรเริ่มวางมาตรการทางการเงิน การคลังและภาษีอย่างไรในการรับมือวิกฤติครั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นายกรณ์ บอกว่า คำว่า “ออกมาให้เห็น” นี่สำคัญ ถ้าฟังผมอภิปรายในสภาฯ ได้ระบุส่งเมสเสจถึงรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกท่านระยะหลังท่านมักผลักข้าราชการระดับผู้ใหญ่ออกมารับหน้าแทน ไม่ใช่หน้าที่ของข้าราชการ เป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่จะสื่อสารถึงประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ“เวลามีข่าวดีให้ข้าราชการแถลงบ้างสิ แต่พอคับขันคุณดันข้าราชการออกมา ตัวคุณหายไปไหน อย่าหนี อย่าหลบ อย่าซ่อน ยิ่งวิกฤติยิ่งต้องออกหน้า ถือเป็นหน้าที่คุณเป็นคนกำหนดนโยบาย ประชาชนจะได้รู้ว่าแนวทางแก้ปัญหา แต่ถ้าหายตัวไปเหมือนรัฐมนตรีหลายท่าน รมว.พลังงานแทบไม่เห็น รมว.พาณิชย์หายไปเลย รมว.คลังออกมาบ้าง ขอชื่นชมขณะที่ด้านนโยบายต้องสะท้อนความใส่ใจและการรับรู้สถานะความเป็นอยู่จริงของประชาชน เสนออะไรลอยในภาวะปกติ คนก็พร้อมรับฟัง แต่ในภาวะวิกฤติอาจต้องดูเรื่องกาลเทศะด้วยอย่างนายกฯเสนอควรใช้รถอีวี ผมเห็นด้วย แต่สภาวการณ์แบบนี้ ใครสามารถแก้ปัญหาโดยออกรถอีวีใหม่ได้”สถานการณ์แบบนี้ขอย้ำ รัฐต้องพร้อมมีส่วนร่วมรับผิดชอบหรือรับภาระ เช่น ภาษีสรรพสามิตน้ำมันต้องลด แล้วรัฐบาลถึงค่อยๆ ปรับแผนของรัฐบาล ชาวบ้านก็ต้องปรับแผนครัวเรือนจากที่ค่าครองชีพสูงขึ้น มันถึงแฟร์ส่วนภาคธุรกิจส่วนไหนที่กำไรในภาวะที่ชาวบ้านเดือดร้อน กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจควบคุมการขายสินค้า 59 ประเภท หนึ่งในนั้นคือ น้ำมันเชื้อเพลิง แต่ไม่เคยเห็นบทบาทกระทรวงฯตรงนี้แม้มีการแถลงถึงการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน แต่ทำไมถึงมีความรู้สึกมันขัดๆ “แนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาลไม่จูนไปในระดับเดียวกับระดับปัญหาของประชาชน”มีการขึ้นราคาน้ำมันพรวด 6 บาท โดยที่รัฐบาลไม่มาชี้แจงต่อสภาฯ ตรงนี้มีความเป็นห่วงต่อการบริหารของรัฐบาลอย่างไร และรัฐบาลจะไปต่อได้ยาวแค่ไหน นายกรณ์ บอกว่า รู้สึกกังวลวัฒนธรรมภายในรัฐบาล มันเป็นวัฒนธรรมที่ไม่มีใครที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจสำคัญๆ ที่กล้าพูดความจริงกับเขาหรือไม่โดยเฉพาะยุคดิจิทัลที่ทุกคนติดกับดัก “เอ็กโคแชมเบอร์” เป็นอัลกอริทึมที่ทำให้เรามักได้ยินความคิดของคนที่คิดเหมือนเรา รัฐบาลต้องระวังว่าทุกคนที่อยู่ใกล้ตัว ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ก็หวังผลประโยชน์เกือบทุกคนฉะนั้นสิ่งที่คุณได้ยิน คุณต้องขยันเปิดรับฟังความเห็นจากข้างนอกให้มาก ถ้าทำแบบนี้นับเป็น “ภูมิคุ้มกันทำให้รัฐบาลปลอดภัย” ย้ำอีกครั้งรัฐบาลต้องระวัง แม้ได้รับแมนเดตอำนาจจากประชาชนในระดับที่สูงแต่การใช้อำนาจเป็นดาบสองคมเสมอ ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งต้องระมัดระวัง.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม