ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่หลายข่าว โดยเฉพาะข่าวประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้กองทัพเรือสหรัฐฯยิงจรวดโทมาฮอว์กถึง 59 ลูก เข้าใส่ฐานทัพอากาศแห่งหนึ่งของซีเรีย ดูจะ สร้างความช็อกให้กับชาวโลกมากที่สุด ดังที่ผมเขียนถึงไปแล้วอีกข่าวหนึ่งที่ทำให้ผมช็อกไม่แพ้กันก็คือ ข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ “หวงอี้” นักเขียนกำลังภายในชาวฮ่องกง ที่ได้ชื่อว่าเป็นจอมยุทธ์ของบรรดานักเขียนกำลังภายในทั้งหลายในยุคนี้ข่าวต่างประเทศรายงานว่า หวงอี้ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 เมษายน ด้วยโรคสมองขาดเลือด ณ โรงพยาบาลที่ฮ่องกง ด้วยวัยเพียง 65 ปีเท่านั้นจะไม่ให้แฟนกำลังภายในอย่างผมช็อกได้อย่างไรล่ะ เพราะไม่เคยได้ยินข่าวคราวว่า หวงอี้ เจ็บป่วยด้วยโรคอะไรเลยมาก่อนหน้านี้ผมรู้จักนามปากกา “หวงอี้” และอ่านผลงานชิ้นแรกของเขา “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” ที่มีการแปลเป็นภาษาไทยโดย น.นพรัตน์ เมื่อ พ.ศ.2542 หรือ 18 ปีที่แล้วยังจำได้จนถึงเดี๋ยวนี้ช่วงนั้นผมเริ่มเป็นโรคเบื่อกำลังภายใน เพราะหลังจากอัจฉริยะ “โก้วเล้ง” หรือมังกรโบราณลาโลกไปแล้วก็ไม่มีนักเขียนคนใดหรือนิยายเรื่องใดถูกใจผมอีกเลยจนกระทั่ง สำนักพิมพ์ สยามอินเตอร์บุ๊คส์ นำกำลังภายในเรื่อง “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” ของ หวงอี้ มาให้ น.นพรัตน์ แปล ในปีดังกล่าวผมอ่านตอนแรกที่มีชื่อตอนว่า “ย้อนเวลาสู่อดีต” แบบวางไม่ลง รวดเดียวจบ และหายจากโรคเบื่อนิยายกำลังภายในนับแต่นั้นในทางตรงข้ามผมกลับมาเป็นนักอ่านนิยายกำลังภายในชนิด “เสพติด” อีกหน และต้องตามไปขออ่านต้นฉบับล่วงหน้าจากลายมือคุณ น.นพรัตน์ ที่ส่งมาเรียงพิมพ์ที่สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์ฯ หลายต่อหลายครั้งเพราะอดทนรอให้เขาพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มไม่ไหวว่างั้นเถอะโชคดีที่ผมไปช่วยจัดรายการวิทยุให้กับ “สปอร์ตเรดิโอ” ซึ่งมีห้องส่งอยู่ในตึกเดียวกับสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์ฯ ทำให้เดินลงมาอ่านต้นฉบับลายมือ น.นพรัตน์ ที่ห้องเรียงพิมพ์ได้อย่างสะดวกสบายอีก 8 ปีต่อมา หวงอี้ เดินทางมาเมืองไทย และสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์ฯ จัดงานเลี้ยงต้อนรับให้ที่ห้องอาหารจีน เมย์ฟลาวเวอร์ โรงแรมดุสิตธานี ซึ่งผมได้รับเชิญไปด้วยยังหิ้วหนังสือ “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” เล่ม 1 ของชุดที่ผมมีครบทั้งชุดไปให้เขาเซ็นชื่อที่ปกรองของหนังสือ ซึ่งหวงอี้ก็เซ็นตัวยึกยักเอาไว้ตัวหนึ่ง พร้อมระบุวันที่ไว้ว่า 18 กันยายน 2550หนังสือเล่มนี้ยังอยู่ในตู้หนังสือประจำบ้านของผมมาจนถึงวันนี้หลังจากนั้น สยามอินเตอร์และ น.นพรัตน์ ก็นำเรื่องอื่นๆ ของเขาที่ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทยออกมาแปลและพิมพ์จำหน่ายอีกหลายเรื่อง อาทิ “จอมคนแผ่นดินเดือด” “เทพทลายนภา” “ขุนศึกสะท้านปฐพี” ฯลฯ ติดอันดับขายดีของสำนักพิมพ์ทุกเรื่องก็ว่าได้จนในที่สุดก็มาถึงมหากาพย์ล่าสุด “เหยี่ยวมารสัประยุทธ์สิบทิศ” ที่กำลังพิมพ์จำหน่ายอยู่ขณะนี้ และเป็นอีกเรื่องที่แฟนๆ ติดตามอ่านอย่างกระหาย จนถึงกับมีการโพสต์จากแฟนรายหนึ่ง เมื่อ 2 วันก่อนว่า“ท่าน (หวงอี้) มีลูกศิษย์แต่งเหยี่ยวมารฯ ต่อให้จบมั้ยครับ? ผมเพิ่งซื้อเล่ม 17 ไปเมื่องานสัปดาห์หนังสือนี่เอง...ถ้าไม่มีต่อแล้วคงเสียใจมาก”สำหรับ น.นพรัตน์ นักแปลคู่บารมีได้โพสต์ไว้อาลัยการจากไปของเขาว่า “เหมือนดั่งอสนีบาตยามแล้ง” เพราะการเสียชีวิตของหวงอี้ก็เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงสำหรับคุณ น.นพรัตน์ เช่นกันเมื่อวันมาฆบูชาปีนี้ คุณ น. กับคณะสยามอินเตอร์ฯ เพิ่งไปคารวะหวงอี้ หวงอี้ยังสดใสร่าเริง ไม่มีวี่แววไม่สบายใดๆทั้งสิ้นน.นพรัตน์ เขียนทิ้งท้ายไว้ว่าจะไม่มีวันลืมหวงอี้ เพื่อนร่วมวงการน้ำหมึก และเป็นผู้ชุบชีวิต “น.นพรัตน์” กลับมาอีกครั้ง พร้อมทั้งขอให้วิญญาณของหวงอี้ จงทลายนภาสมปรารถนาผมเองก็จะไม่มีวันลืมหวงอี้เช่นเดียวกัน และตั้งใจว่าจะหยิบ “เหยี่ยวมารฯ” (ที่ผมกองวางไว้อย่างเป็นระเบียบบนหิ้งหนังสือ เพราะ ยังไม่มีเวลาอ่านเลย) ลงมาอ่านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผมจะอยู่บ้านและไม่เดินทางไปไหน ให้มากเล่มที่สุดเท่าที่จะมากได้เป็นสุขเป็นสุขเถิด “ซือแป๋” หนึ่งใน 3 นักเขียนนิยายกำลังภายในที่ผมก้มศีรษะฝากตัวเป็นศิษย์มาโดยตลอด (อีก 2 เก๊าะ “กิมย้ง” กับ “โก้วเล้ง” น่ะซีครับ จะเป็นท่านใดซะอีกล่ะ)“ซูม”