หลายฝ่ายแสดงความชื่นชมยินดี ต่อการที่ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อแสดงความรับผิดชอบการนำรายได้ที่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย ไปซื้อตราสารหนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ 193 ล้านบาท และขออภัยต่อประชาชนแม้การซื้อตราสารหนี้จะเป็นการลงทุนที่สามารถทำได้ โดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบของ ส.ส.ท. แต่อาจเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ตามที่ผู้ชมบางส่วนตั้งข้อสังเกตและกังวลว่าจะกระทบต่อความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สำคัญของ ส.ส.ท. เนื่องจากวิทยุและโทรทัศน์ไทยเป็นสื่อของรัฐ และเป็นกระบอกเสียงรัฐมาแต่กำเนิดวิทยุและโทรทัศน์ไทยเพิ่งจะถูก “ปลดแอก” อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งค้ำประกันเสรีภาพในการเสนอข่าว และการแสดงความคิดเห็น เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ ห้ามปิดสถานีวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อจำกัดเสรีภาพ และถือว่าคลื่นความถี่ในการส่งวิทยุและทีวีเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประชาชน และมีองค์กรอิสระจัดสรรคลื่นความถี่เป็นแนวความคิดอิสรภาพนิยม ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ทีวีและวิทยุต่างยอมเป็นกระบอกเสียงรัฐบาล รัฐบาลต่อมาแม้จะมาจากคณะรัฐประหาร อันได้แก่ รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ได้ให้กำเนิดทีวีเสรีเป็นครั้งแรก เรียกว่า “ไอทีวี” เพื่อให้เป็นสื่อสาธารณะ เป็นปากเสียงประชาชน แต่ไอทีวีกลับถูกบริษัทของนักการเมืองฮุบ ขาดความอิสระจึงเป็นที่มาของโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่มุ่งหวังให้เป็นทีวีเสรีอย่างแท้จริง โดยค้ำประกันความเป็นอิสระ ด้วยเงินอุดหนุนจากภาษีบาปประมาณปีละ 2 พันล้านบาท ไม่ต้องรับโฆษณาจากธุรกิจ เพื่อให้ปลอดจากอิทธิพลขององค์กรธุรกิจ แต่ในระยะหลัง ไทยพีบีเอสไม่ค่อยจะโดดเด่น ในการเสนอข่าวและความเห็น หลังจากที่มีทีวีดิจิตอลเกิดขึ้นถึง 24 สถานียิ่งกว่านั้น การเข้าสู่อำนาจด้วยรัฐประหารของรัฐบาล คสช. ยังทำให้ความเป็นอิสระและเสรีภาพของสื่อ มีความพร่ามัว ไม่ชัดเจนเหมือนภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แม้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 จะรับคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคที่คนไทยเคยมี แต่สื่อมวลชนต้องปฏิบัติตามกติกาของ คสช.ความไม่ชัดเจนหรือพร่ามัวของความเป็นอิสระ และเสรีภาพของสื่อมวลชน อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้บริหาร ส.ส.ท.ตัดสินใจ เพื่อลงทุนในธุรกิจยักษ์ใหญ่ เพราะมองว่าในปัจจุบันทุกสื่อต่างอยู่ในภาวะเดียวกัน ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในการเสนอข่าว และการแสดงความคิดเห็น ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนถึงสถานะของสื่อ.