นายกฯย้ำเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยครบทุกครัวเรือนทั้งน้ำท่วมก่อนและหลัง 1 ต.ค. หากเข้าเงื่อนไขได้เงินชดเชยจากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ สูงสุด 1 แสนบาท หากตายได้รายละ 2 ล้าน พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ห้ามดุประชาชนที่มายื่นขอรับเงินช่วยเหลือ ด้าน “ชัชชาติ-ทวิดา” ประสานเสียงขอโทษแทนเจ้าหน้าที่เขต ชี้คน กทม.ห้ามพลาด ยื่นรับเงินเยียวยา 2 ส่วน ทั้งตามมติ ครม.และจาก กทม.ที่จะชดเชยตามมูลค่าเสียหายจริง พร้อมสั่งลดขั้นตอนทางธุรการ แนะรีบยื่นขอรับการเยียวยาภายใน90วัน นับจากวันที่ประกาศภัยพิบัติ ขณะที่ ปภ.แจง 3 สิทธิประโยชน์ผู้ประสบอุทกภัย จ่อได้ 3 เด้ง “เยียวยากรณีฉุกเฉิน-ตามมติ ครม. 29 ก.ย.-เคลมประกันภัยพิบัติ” แนะผูกพร้อมเพย์กับบัตร ปชช.ได้เงินภายใน 15 วัน หลัง บ.ประกันได้รับข้อมูลครบถ้วนครบสัปดาห์หลังเกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในภาคตะวันออกและภาคกลาง รวมทั้งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล โดยล่าสุดหลายพื้นที่น้ำแห้งจนเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และภาครัฐเริ่มเข้าสู่กระบวนการเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยใหญ่ครั้งนี้นายกฯกำชับ จนท.ห้ามดุ ปชช.ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เวลา 10.45 น. วันที่ 3 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลอาจเกิดฝนตกหนักวันที่ 4-10 ต.ค.ในพื้นที่กทม.ว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือ ส่วนน้ำเดิมต้องเร่งระบาย คงไม่ปล่อย หรือบอกประชาชนว่าท่วมอยู่แล้ว อีก 2-3 วันจะมาอีกก็ปล่อยให้ท่วมต่อไป ไม่ใช่แน่นอน ส่วนเรื่องการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม กำชับให้ทำความเข้าใจกับประชาชนแล้ว ปภ.รับเป็นเจ้าภาพสำรวจรายชื่อที่จะได้เยียวยา รวมถึงต้องกำชับว่าต้องไม่ดุประชาชน มีแต่เจ้าหน้าที่จะถูกดุ จากนั้น นายกฯ ได้หันไปถามปลัดกระทรวงมหาดไทยว่า “ลูกน้องไปดุใคร” ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ที่ยืนอยู่ด้านหลังกล่าวขึ้นมาว่า “ลูกน้องผมครับ แต่ได้กำชับไปแล้ว”“ชัชชาติ” ขอโทษแทนลูกน้องด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงกรณีมีคุณลุงรายหนึ่งร้องไห้หลังถูกเจ้าหน้าที่เขตลาดกระบังดุ เพราะไม่เข้าใจการลงทะเบียนเยียวยาน้ำท่วมผ่านระบบออนไลน์ว่า ได้กำชับไปแล้วต้องพูดดีๆกับประชาชน และห้ามไม่ให้เกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น ต้องกราบขอประทานโทษพี่น้องประชาชนด้วย หากมีอะไรที่เราทำไม่ดี อาจเป็นเรื่องของความคลาดเคลื่อน ความเข้าใจเรื่องของข้อมูล รวมถึงพฤติกรรมด้วย และขอให้ช่วยเหลือประชาชนให้ดีที่สุด แนวคิดที่เราจะทำให้เป็นออนไลน์มากที่สุด จะมีผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่ถนัดออนไลน์จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ไปช่วย ขณะเจ้าหน้าที่มีหลายภาระในแง่ดูแลประชาชนที่เกิดเหตุอยู่ ตนสั่งลองเอาคนนอก เช่น นักเรียน นักศึกษา มาช่วยลงทะเบียนจะได้สะดวกขึ้น ในเคสแรกจะมีการลงทะเบียน 2 อย่าง คือการลงทะเบียนของรัฐบาล และการลงทะเบียนความเสียหาย ซึ่งรูปแบบมีความซับซ้อน ต้องอำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุดคลีนนิ่งคลองจั่นลุยต่อสะพานสูงนายชัชชาติกล่าวถึงการระบายน้ำท่วมขังในส่วนของลาดกระบัง-ร่มเกล้า หลัง กทม.พยายามเร่งนำท่อซิ่งเข้ามาช่วยว่า ที่ลาดกระบังมีปั๊มน้ำอยู่โดยรอบ 16 ปั๊ม ติดตั้งอยู่แล้ว แต่เกิดล่มเพราะน้ำท่วม กู้กลับมาได้แล้วเกือบครบ และจะมีปั๊มท่อซิ่งอีก 4 ท่อ เริ่มสูบเมื่อวันที่ 2 ต.ค.จนถึงช่วงเช้าวันที่3ต.ค.น้ำลดลงประมาณ 10 เซนติเมตร แต่ช่วงกลางคืนจะลงได้น้อย เดินเครื่องผลักดันน้ำไม่ได้ เสียงจะไปรบกวนประชาชน เดี๋ยวจะมีเครื่องมาติดตั้งเพิ่มขึ้นอีก ช่วงแรกจะลงช้าหน่อย เพราะพื้นที่กว้าง ส่วนฝนที่จะมาเติมวันที่ 4-10 ต.ค.ส่วนของพื้นที่ลาดกระบัง จากพยากรณ์อากาศ จะมีฝนมาเติม 30 มิลลิเมตร ไม่ได้บอกพื้นที่ ถ้าเทียบกับน้ำที่ลดระดับแล้ว ไม่น่ามีปัญหาอะไรมาก ลาดกระบัง 2 วันน่าจะเห็นหน้าเห็นหลัง ต้องลุยต่อ ส่วนที่คลองจั่นเริ่มทำความสะอาดแล้ว ทั้งนี้ ยังมีหมู่บ้านหลายแห่งที่ยังมีปัญหาอยู่ในเขตสะพานสูง เช่น หมู่บ้านเมืองทองการ์เด้น และหมู่บ้านพฤกษชาติที่ต้องลุยไปแก้ เพราะน้ำเข้าไปแล้วออกยากตอบคำถามต้องใจเย็นส่วน น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. แถลงที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำ กทม.ถึงความคืบหน้ามาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตลาดกระบัง มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อผู้ประสบอุทกภัยที่ไปขอรับเงินเยียวยา ก่อนอื่นต้องขอโทษคุณลุงคนนั้นจริงๆ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะตอบอย่างไร ถือว่าไม่ควรทำอะไรแบบนั้นทั้งสิ้น ขอโทษแทนเจ้าหน้าที่ก่อน เขาเสียหายก็แย่อยู่แล้ว ฝั่งเราต้องผ่อนหนักผ่อนเบากว่านั้น ไม่ว่าคำอธิบายจะเป็นอย่างไร ตนแจ้งสำนักงานเขตว่าเวลาตอบคำถามให้ค่อยๆ อธิบายเพราะรายละเอียดเยอะและยุ่งยาก เป็นไปไม่ได้ที่คนจะเข้าใจได้โดยง่ายชี้ขอรับเงินช่วยเหลือมี 2 ส่วนน.ส.ทวิดากล่าวอีกว่า กรณีที่ประชาชนยังเข้าใจผิด เกี่ยวกับเงินเยียวยาว่าจะต้องเข้าผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ที่เดียว ส่วนตัวกังวลว่าประชาชนจะลืมมาแจ้งความเสียหายกับ กทม. เพราะในแอปฯ ทางรัฐ กรอกข้อมูลจะน้อยมาก เนื่องจากเป็นการจ่ายบรรเทาความเดือดร้อน ไม่เทียบเท่ากับการประเมินมูลค่าความเสียหายจริง สำหรับระบบการลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เงินช่วยเหลือตามมติ ครม.ยื่นผ่านแอป “ทางรัฐ” ผู้ที่จะเข้าเงื่อนไขมี 4 กรณี ได้แก่ 1.กรณีที่อยู่ประจำ ถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินเสียหาย 2. กรณีน้ำท่วมขังติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป 3.กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำล้อมรอบ จนส่งผลกระทบทำให้ ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป 4.กรณีที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผล กระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกัน เกินกว่า 7 วันขึ้นไป ล่าสุด มียอดผู้ลงทะเบียนผ่าน แอปทางรัฐแล้วกว่า 230,000 ครัวเรือนชดเชยตามมูลค่าเสียหายจริงรองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ส่วนที่ 2 เงินช่วยเหลือ ตามระเบียบ กทม. และกระทรวงการคลัง เป็นการชดเชยตามมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ยื่น ผ่านระบบออนไลน์ของ กทม. https://claim.bangkok.go.th/ โดยเงินส่วนนี้จะจ่ายเงินช้ากว่าส่วนแรก รอเจ้าหน้าที่จะต้องลงพื้นที่ประเมินทรัพย์สินที่เสียหายจริง จากข้อมูลของ กทม.มีผู้ประสบภัย ในระบบประมาณ 270,000-300,000 ครัวเรือน ทั้งนี้ หากประชาชนเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเองที่สำนักงานเขต เจ้าหน้าที่จะดำเนินการบันทึกข้อมูลเข้าทั้งสองระบบให้พร้อมกันในการยื่นเพียงครั้งเดียวแนะรีบยื่นขอเงินเยียวยาใน 90 วันรองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวด้วยว่า ส่วนด้านสิทธิประโยชน์ กทม.ได้แบ่งแยกความช่วยเหลือระหว่างเจ้าของบ้าน และผู้เช่า ไว้ชัดเจน ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจะจ่ายให้เฉพาะเจ้าของบ้านที่พักอาศัยอยู่จริงเท่านั้น หากเป็นการปล่อยเช่า ทั้งเจ้าของและ ผู้เช่าจะไม่ได้รับเงินในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เช่ายังคง สามารถยื่นขอรับความช่วยเหลือในหมวดอื่นได้ เช่น กรณีเสียหายบางส่วน ค่าเช่าบ้านชั่วคราวไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน กรณีเสียหายทั้งหลังครอบครัวละ ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน สูงสุด 2 เดือน ค่าเครื่องมือ ประกอบอาชีพและเงินทุน ไม่เกิน 13,500 บาทต่อครัวเรือน และค่ารักษาพยาบาล ผู้ป่วยนอกตามจ่ายจริงไม่เกิน 2,000 บาทต่อราย ผู้ป่วยในช่วยเหลือเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 4,000 บาทต่อราย และเงินปลอบขวัญ 2,300 บาทต่อราย โดยผู้ประสบภัยสามารถ ยื่นเรื่องขอรับการเยียวยาได้ภาย ใน 90 วัน นับจากวันที่ประกาศภัยพิบัติทวงอุโมงค์ระบายน้ำ กทม. 3 จุดหลักส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ วันเดียวกัน น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในการแถลงถึงสถานการณ์น้ำท่วมและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยว่า ขอสอบถามถึงความคืบหน้าของอุโมงค์ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ จากกรณีบริษัทผู้รับเหมาสร้างงานในโครงการนี้มีปัญหาเรื่องสถานะการเงินว่าทาง กทม. มีแผนในการดำเนินการต่อจากนี้อย่างไรและขอให้ กทม.เร่งแก้ปัญหาเพื่อสร้างอุโมงค์ดังกล่าว เนื่องจากวันนี้ชัดเจนแล้วว่า พื้นที่ กทม.โซนตะวันออก อย่างเขตประเวศ, ลาดกระบัง น้ำที่ท่วมขังยังไม่สามารถระบายออกได้อย่างที่บอก และจำเป็นต้องมีอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการระบายน้ำในพื้นที่โซนนี้ ทั้งที่มีแผนงานดำเนินการอยู่แล้วอดีตโฆษก กทม.โต้ล้มแก้มลิงคู้บอนขณะที่ ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคปชป. และอดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยุคผู้บริหารชุดก่อน แถลงชี้แจงข้อกล่าวหา กทม.ปัจจุบันกรณีล้มโครงการเวนคืนที่ดินเพื่อทำโครงการแก้มลิงรับน้ำคลองคู้บอนว่า โครงการแก้มลิงคลองคู้บอน เป็นโครงการสำคัญตามแนวพระราชดำริของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ผู้บริหาร กทม.ยุค พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ตั้งใจให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก กระบวนการทางกฎหมายดำเนินมาตั้งแต่ปี 2560 แม้จะต้องเริ่มกระบวนการใหม่ตาม พ.ร.บ.การเวนคืนและการสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 แต่ตลอดปี 62-65 ผู้บริหาร กทม.ชุดก่อนได้ทำตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำประชาพิจารณ์ การรังวัด การจัดงบประมาณและการร่าง พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน ซึ่งขั้นตอนไปจ่ออยู่ที่กระทรวงมหาดไทยและ ครม. พร้อมออกเป็นกฎหมายแล้วค่าเวนคืน 324 ล้านไม่ใช่หมื่นล้านร.ต.อ.พงศกรได้นำเอกสารงบฯโครงการนี้มาแสดงชี้แจงว่า ยอดเงินเวนคืนที่ดินที่ กทม. เสนอไว้เดิมอยู่ที่ 324 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าทดแทนที่ดิน 266 ล้านบาท ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง 50 ล้านบาท รวมค่าทดแทน 317 ล้านบาท และปรับเพิ่มร้อยละ 2 ตามระยะเวลาอีกประมาณ 6 ล้านบาท ไม่ได้ใช้งบฯ สูงถึง 11,000 ล้านบาท ตามที่ผู้บริหาร กทม.ชุดนี้อ้าง ส่วนกรณีที่อ้างอีกว่าราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นจากการเข้าไปจัดสรรหรือปลูกสร้างอาคารเพิ่มเติม ตาม พ.ร.บ.เวนคืนฯ พ.ศ.2562 มาตรา 23 กำหนดชัดเจนว่าหากภาครัฐได้แจ้งหรือประกาศเวนคืนแล้ว สิ่งปลูกสร้างหรือการพัฒนาที่ดินที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น จะไม่ถูกนำมาคิดประเมินเพิ่มจ่ายค่าชดเชย หากผู้บริหาร กทม.ชุดนี้บังคับใช้กฎหมายจริงจัง กรอบงบฯยังคงอยู่ที่ 324 ล้านบาทเท่าเดิม การเปลี่ยนมือถือครองที่ดินหรือการขอจัดสรรที่ดินเป็นอำนาจของกรมที่ดิน ไม่ใช่ กทม. แต่ในทางปฏิบัติ วิญญูชนหรือนักลงทุนทั่วไปย่อมทราบดีว่าที่ดินติดประกาศเวนคืนย่อมไม่คุ้มค่าจะลงสร้างหมู่บ้านจัดสรร เว้นแต่จะมีปัจจัยอื่นแทรกแซงแจงสิทธิผู้ประสบอุทกภัยพึงได้ต่อมา น.ส.ศิริธร สมสุวรรณ ผอ.กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ปภ. กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถึงการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยว่า สิทธิที่ผู้ประสบภัยจะได้ก้อนแรก คือเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดและกรุงเทพฯ ผู้ประสบภัยที่เข้าเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือจะได้รับการดูแลของเงินทดรองราชการในกรณีบ้านพัง เครื่องมือประกอบอาชีพเสียหาย และเสียชีวิต ในอัตราตามระเบียบเงินทดรองราชการว่าด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน หากบ้านพังจะได้รับค่าช่วยเหลือเป็นเงิน 88,600 บาท เสียชีวิตรายละ 35,700 บาท ส่วนกรณีที่ 2 ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 ก.ย.ขยายพื้นที่ที่จะทำการจ่ายเงินช่วยเหลือเงินทดรองราชการ สำหรับในกรณีที่บ้านพักอาศัยเสียหายจะได้รับการเยียวยา จำนวน 9,000 บาท ในส่วนของน้ำล้อมบ้าน จำนวน 5,000 บาท ส่วนกรณีเสียชีวิต ครม.จะดูแลเยียวยาญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตศพละ 2 ล้านบาทตามมติ ครม. และในส่วนที่ 3 คือเรื่องระบบประกันภัยพิบัติและค่าสินไหมทดแทนของผู้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแนะผูกพร้อมเพย์กับบัตร ปชช.น.ส.ศิริธรกล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการแจ้งเคลมและจ่ายเงินสามารถแจ้งผ่านได้ 4 ช่องทาง ที่ประชาชนสามารถแจ้งได้ ในกรณีประกันภัยพิบัติ คือ 1.แจ้งผ่านเว็บไซต์ www.thainatcat.org 2.Line OA “@ThaiNATCAT” 3.ThaiNATCAT Call Center โทร.0-2012-5555 และ 4.จุดแจ้งเคลมในพื้นที่ที่ทางบริษัทและทาง คปภ.แจ้งให้กับจังหวัดที่ผู้ประสบภัยทราบ ขอให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัยเข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขทำการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก คาดว่าหลังจากที่บริษัทประกันได้รับเรื่องแล้ว จะทำการโอนเงินภายใน 15 วัน หลังจากได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนย้ำเยียวยาให้ครบทุกครัวเรือนจากนั้นในช่วงบ่าย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ได้กล่าวขณะเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.นครสวรรค์ ถึงการเยียวยาตามปกติและกรณีประกันภัยแห่งชาติว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจยืนยันว่ารัฐบาลไม่ทิ้งประชาชน ด้านการช่วยเหลือเยียวยาจะดำเนินการให้ครบทุกครัวเรือนแน่นอน กรณีที่เกิดเหตุก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะใช้เงินทดรองราชการเข้ามาช่วยเหลือ ส่วนกรณีที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นระยะเวลา 1 ปี จะมีเงินประกันภัยพิบัติมาเยียวยา รัฐบาลดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชนครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ คุ้มครอง 3 ภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะให้ความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ขึ้นอยู่กับการประเมิน กรณีที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 100,000 บาท และหากกรณีเสียชีวิตจะจ่ายชดเชย 2 ล้านบาทต่อคนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่