“เรนบอมบ์” ประเมินล่วงหน้า ไม่ได้ เป็นอีก ปัจจัยซับซ้อนที่เป็นตัวแปรสำคัญ “น้ำท่วมกรุงเทพ” ที่มองข้ามไม่ได้ ขอให้ประชาชนอย่าประมาท ติดตามประกาศเตือนจากหน่วยงานราชการ และเผื่อเวลาในการเดินทางช่วงฝนตกหนัก โดยเฉพาะเส้นทางที่เคยมีน้ำท่วมขัง“เรื่องเรนบอมบ์ต้องดูเป็นวันๆ เพราะลักษณะฝนขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและทิศทางลมในแต่ละวัน เราไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดเหมือนกันทุกพื้นที่ กทม.จึงต้องติดตามพยากรณ์อากาศทั้งรายสัปดาห์และรายวัน และปรับการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า พร้อมย้ำว่า กทม.ได้เตรียมความพร้อมตามแผน โดยติดตามปริมาณฝนและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการและเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุด กทม. สำรวจและติดตามจุดเสี่ยงน้ำท่วมโดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยมีน้ำท่วม เช่น เสนานิคม ถนนเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน 84 ถนนรามอินทรา 5 และพื้นที่ริมคลองลาดพร้าวที่เคยมีน้ำล้นออกมาสิ่งสำคัญคือประสิทธิภาพในการระบายน้ำ โดยเฉพาะเรื่อง “ขยะ” ที่ไปกีดขวางบริเวณช่องรับน้ำและตะแกรงฝาท่อระบายน้ำ จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดของสำนักงานเขตให้ตรวจสอบและจัดเก็บขยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำในช่วงฝนตกหนักการบริหารจัดการน้ำต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ น้ำฝนที่ตกในกรุงเทพฯ กับน้ำเหนือจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งน้ำฝนในกรุงเทพฯ เรามีระบบสูบน้ำและระบบระบายน้ำตามปกติ ส่วนเรื่องน้ำเหนือจะต้องดูแนวป้องกันน้ำท่วม ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุปกรณ์ต่างๆที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม กทม.จะติดตามสถานการณ์ชุมชนริมแม่น้ำอย่างใกล้ชิด และประสานกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพราะการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯต้องดูทั้งระดับน้ำในแม่น้ำและปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ควบคู่กันพลิกแฟ้ม “จุดเสี่ยง” และ “จุดเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง” ที่ต้องจับตา โซนกรุงเทพฯตะวันออก พิกัดสำคัญ...แยกกิ่งแก้วตัดถนนลาดกระบัง (เคยท่วมยาวกว่า 800 เมตร), ถนนสุวินทวงศ์ (ช่วงตัดถนนหทัยราษฎร์ เขตมีนบุรี), ถนนหลวงแพ่ง (ช่วงหน้าโลตัส) และถนนเจ้าคุณทหารพื้นที่นี้เป็นทำเลลุ่มต่ำและเป็นทางผ่านของมวลน้ำที่ต้องระบายออกสู่ จ.ฉะเชิงเทรา ตัวอย่างในวันที่ 25 กันยายน 2569 เขตมีนบุรีและคลองสามวามีฝนตกสะสมหนาแน่นที่สุด (วัดได้สูงถึง 101.5 มม.) ประกอบกับระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์และคลองแสนแสบอยู่ในระดับสูงทำให้ประสิทธิภาพ “การระบายน้ำค้างท่อ” ทำได้ช้าลงถัดมา...โซนวิภาวดี–พหลโยธิน–รามอินทรา (จุดเสี่ยงเชิงโครงสร้างและการจราจร) พิกัดสำคัญ ถนนวิภาวดีรังสิต (ช่วงแยกหลักสี่-ซอยวิภาวดีฯ 64 ช่องคู่ขนาน), หน้ามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์, ย่านเสนานิคม, ถนนพหลโยธิน 84 และซอยรามอินทรา 5พื้นที่แถบนี้ส่วนใหญ่เป็นชุมชนเมืองหนาแน่นและมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ปัญหาหลักเกิดจากข้อจำกัดของแนวคูน้ำข้างทางและท่อระบายน้ำเดิม รวมถึงการมีสิ่งก่อสร้างขวางทางไหลของน้ำแม้ กทม.จะส่งเจ้าหน้าที่เทศกิจและเครื่องสูบน้ำเข้าประจำจุด แต่หากเจอฝนตกแช่นานหรือขยะอุดตันฝาท่อ น้ำจะเอ่อขึ้นผิวจราจรทันที 5–20 เซนติเมตร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อท้ายแถวการจราจรแถวดอนเมืองและหลักสี่สาม...โซนชุมชนริมน้ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ (ความเสี่ยงจากน้ำหนุนและน้ำเหนือ) พิกัดสำคัญ ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะ 11 ชุมชนที่อยู่นอกแนวป้องกัน หรือบริเวณ “จุดฟันหลอ” และพื้นที่ริมคลองลาดพร้าว...เกิดจากปัจจัยภายนอกที่เป็น “น้ำเหนือ” ทยอยปล่อยผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเมื่อบวกกับสภาวะ “น้ำทะเลหนุนสูง” จากอ่าวไทยตามวงรอบ ทำให้ชุมชนที่ไม่มีแนวเขื่อนถาวรกั้น (จุดฟันหลอ) มีน้ำเอ่อล้นเข้าตลิ่งชั่วคราวในช่วงที่น้ำขึ้นได้ตอกย้ำตัวแปร “เรนบอมบ์” หรือฝนตกหนักเฉพาะจุดในปริมาณมหาศาลภายในเวลาอันสั้น ไม่สามารถประเมินพิกัดหรือเวลาล่วงหน้าในระยะยาวได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากความแปรปรวนของสภาพอากาศและทิศทางลมในแต่ละวัน ทำให้นี่คือ “ภัยคุกคามรูปแบบใหม่” ที่สร้างความเสี่ยงสูงต่อน้ำท่วมขังอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะ...ในพื้นที่แอ่งกระทะและจุดเสี่ยงต่างๆของ “กรุงเทพมหานคร” คำถามสำคัญมีว่า โอกาสและความเสี่ยงกรุงเทพฯ...จะน้ำท่วมหนักเป็น “มหาอุทกภัย” เหมือนปี 2554 หรือไม่ มากน้อยแค่ไหนอย่างไร? คำตอบวันนี้ที่ชัดเจนคือ...“แทบเป็นไปไม่ได้” เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือจากเขื่อนเจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้ ไม่เหมือนปี 2554ถ้าเป็น “ความเสี่ยงน้ำท่วมขังข้ามวัน”...มีโอกาสปานกลางถึงสูงในจุดเสี่ยง หากเกิดเรนบอมบ์ลงจุดที่เป็นแอ่งกระทะ หรือมีสิ่งก่อสร้างและขยะอุดตันท่อระบายน้ำสำหรับคนกรุงเทพฯ การเตรียมความพร้อมรับมือกับ “น้ำท่วม” และ “เรนบอมบ์” จากเบาไปหาหนักตามความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและลดความสูญเสียทางทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด เริ่มจากการเตรียมพร้อมในชีวิตประจำวัน (รับมือเหตุการณ์ปกติ-ฝนตกหนักชั่วคราว) ไม่ให้ชีวิตสะดุดเช็กเรดาร์ฝนล่วงหน้า, ติดตามจุดน้ำท่วมเรียลไทม์, พกอุปกรณ์ป้องกันตัวในรถ/กระเป๋า, จัดระเบียบขยะในบ้าน...การเตรียมบ้านและทรัพย์สิน (รับมือเมื่อน้ำเริ่มปริ่ม/น้ำท่วมรอการระบาย) และระดับสูงสุด...การเตรียมพร้อมรับมือเหตุวิกฤติ (น้ำท่วมขังยาวนาน/น้ำหนุนล้นตลิ่ง)...เอาตัวรอดพึ่งตัวเอง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม