ย่างเข้าสู่วันที่สองแล้วนะครับ สำหรับ “ผู้ประสบภัย” จากภาวะ “น้ำท่วมกรณีพิเศษ” ที่พี่น้องประชาชนหลายจังหวัดรวมทั้งใน 50 เขตของ กทม. รวมทั้งผมด้วยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้แม้สถานการณ์จะไม่รุนแรงเหมือน “มหาอุทกภัย” ในปี 2554 แต่ก็ไม่ใช่กรณีแบบ “น้ำท่วมปกติ” หรือ “น้ำรอระบาย” อย่างศัพท์บัญญัติของกรุงเทพมหานคร เพราะสำหรับผมแล้วถือว่าหนักหนาสาหัสที่สุดในรอบ 55 ปี นับตั้งแต่ผมย้ายทะเบียนบ้านมาเป็นประชากรคนหนึ่งของ เขตบางกะปิ ตั้งแต่ พ.ศ.2514จริงๆแล้วภาวะน้ำท่วมใหญ่ใน กทม.เกิดขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งใหญ่ที่สุดที่เรียกกันว่า “มหาอุทกภัย” นั้นก็คือในปี พ.ศ.2554 นั่นเองแต่ไม่ว่าจะท่วมยิ่งใหญ่ขนาดไหน และทำความเดือดร้อนแก่ประชาชนชาว กทม.มากมายเพียงใด แต่หมู่บ้านที่ผมอยู่อาศัยซึ่งอยู่ด้านหลังของที่ ทำการการเคหะแห่งชาติ และในอดีตเคยเป็นหมู่บ้านนักกีฬาในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ พ.ศ.2509 หรือครั้งที่ 5 ของเอเชีย และครั้งแรกของประเทศไทยนั้น ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้อย่างเหลือเชื่อทว่าครั้งนี้ “ไม่รอด” ครับ มีข่าวว่าตั้งแต่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ มาถึงสี่แยกหน้าเขตบางกะปิ รวมถึงหมู่บ้านคลองจั่นทั้งหมู่บ้าน ซึ่งมีแฟลตสูงๆอยู่ด้วย โดนน้ำท่วมอย่างหนักไปเรียบร้อยผมก็ได้แต่นั่งปลอบใจตัวเองว่าก็ดีเหมือนกัน...เราจะได้รู้รสชาติเวลาน้ำทะลุทะลวงเข้าบ้านกับเขาบ้าง จะได้มีประสบการณ์เก็บไว้คุยกับชาว กทม.ส่วนใหญ่ ซึ่งน่าจะโดนกันมาทั่วหน้าแล้ว...บางคนหลายๆครั้งด้วยซ้ำในอดีตที่ผ่านมาสำหรับวันแรกที่ผ่านไปก็ถือว่าโอเคครับ สามารถรับสถานการณ์ได้ดีพอสมควร...เนื่องจากในช่วงปรับปรุงบ้านครั้งหลังสุด 10 กว่าปีมาแล้ว ช่างไฟฟ้าเขาแยกไฟออกไปหลายๆจุด และมีเครื่อง “เซฟ” ครบทุกจุด ดังนั้น คราวนี้แม้เราจะยก “คัตเอาต์” ออกทุกจุดแล้ว ก็ยังพอเหลือไว้ 1 จุด ที่อยู่ไกลน้ำที่สุดยังพอชงกาแฟดื่มตอนเช้าได้ สำหรับคนติดกาแฟอย่างผม และใช้อุ่นเสบียงอาหารที่เราเตรียมไว้จำนวนหนึ่งได้ ทำให้อาหาร 3 มื้อเมื่อวานนี้มีรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ และน่าจะอร่อยได้อีกหลายวันต้องขอขอบคุณญาติสนิทมิตรสหายหลายๆต่อหลายคนที่รู้ว่าผมอยู่ย่านบางกะปิ ซึ่งเป็นย่านที่เจอผลกระทบอย่างหนัก...ต่างโทรศัพท์มาให้กำลังใจและถามไถ่สถานการณ์ตลอดวันวานนี้ สร้างความอบอุ่นใจให้แก่ผู้ประสบภัยได้อย่างดียิ่งเพื่อนรายหนึ่งปลอบใจแบบ “เล่นมุก” กับผมว่า “นึกเสียว่านายกับเมียนายไปฮันนีมูนที่เกาะ มัลดีฟ ในโรงแรมปริ่มนํ้าทะเลของที่โน่นซะก็แล้วกันนะ”ผมฟังแล้วรู้สึกชอบ “มุก” นี้ ขอถือโอกาสนำเขียนส่งท้ายคอลัมน์วันนี้ซะเลยผมเองโดยส่วนตัวไม่เคยไปมัลดีฟมาก่อน...ยังนึกอิจฉา คุณไพโรจน์ ปักษาษิณ เพื่อนรุ่นน้องที่เป็นผู้สื่อข่าวพิเศษของ ไทยรัฐ ประจำนิวยอร์ก ที่มีโอกาสได้ไปเป็นประจำทุกปี น่าจะ 4-5 ปีเข้านี่แล้วคุณไพโรจน์เขาโชคดีมีลูกชายเป็น อภิชาติบุตร เรียนหนังสือเก่ง จบมหาวิทยาลัยดีและดังมากแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ได้งานทำที่บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ของนิวยอร์ก พอถึงฤดูร้อนของที่โน่นก็จะชวนคุณพ่อและคุณแม่มาเมืองไทย พร้อมกับแวะไปนอนพักผ่อนที่ มัลดีฟ อีกหลายๆวันก่อนกลับอเมริกาดังนั้น จึงต้องขอขอบคุณ “นํ้าท่วม 2569” ที่ทะลักเข้าบ้านผม และทำให้ผมกับภรรยาที่ติดเกาะอยู่ข้างบนมีความรู้สึกเหมือนไปนอนอยู่ที่โรมแรมมัลดีฟแบบคุณไพโรจน์อย่างไรอย่างนั้นแม้จะไม่ถึงขั้น “ฮันนีมูน” อย่างที่เพื่อนผมปลอบใจ เพราะผมอายุเกิน 80 แล้ว ในขณะที่แม่บ้านผมก็จะก้าวเข้าสู่วัย 80 อีกไม่นานข้างหน้าแต่การนั่งดูนํ้ากระเพื่อมในห้องรับแขกชั้นล่างจากห้องนอนของเราที่อยู่ชั้นบน ก็เหมือนไปนอนที่มัลดีฟอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆคืนนี้จะเป็นคืนที่สองแล้ว สูบนํ้าเร็วๆหน่อยนะครับท่านผู้ว่าฯชัชชาติ เพราะแม้จะมีความสุขเหมือนไปนอนมัลดีฟยังไงก็เถอะ แต่ผมก็ไม่อยากจะนอนเกิน 3 คืน 3 วันน่ะครับ.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม