มรสุมเศรษฐกิจกระหน่ำหนัก น้ำมันแพงพ่นพิษ ทำมาค้าขายแสนยากเย็นวันๆกำไรไม่เห็น...หลายชีวิตมากมายที่มีสถานะเป็นเดอะแบก อย่าง “ปอน” ที่ทนสู้เพื่อย่าและลูกสาวที่บ้านเกิดท่ามกลางแสงสีและความวุ่นวายของมหานครกรุงเทพฯ เมืองหลวงที่หลายคนมองว่าเป็นแดนศิวิไลซ์ แต่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำกลุ่มหนึ่ง เมืองแห่งนี้คือสมรภูมิรบที่ไม่มีวันสิ้นสุดหนึ่งในภาพสะท้อนชีวิตจริงอันแสนเจ็บปวดบนท้องถนนคือ “รถพุ่มพวง”...มอเตอร์ไซค์เร่ขายผลไม้และของกิน ที่ต้องวิ่งฝ่าลมร้อนและฝุ่นควันลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยเพื่อหาเงินประทังชีวิตเมื่อถามว่า การขับรถพุ่มพวงฝ่าวิกฤติราคาน้ำมันและเศรษฐกิจที่ซบเซาในเมืองกรุงนี้ ดีกว่าการอยู่บ้านทำนาจริงหรือ? คำตอบสั้นๆ แต่ทิ่มแทงใจของหนุ่มอุบลฯรายนี้คือ “ใช่ครับ...คือมันก็ยังได้ลุ้น”คำว่า “ได้ลุ้น” ของ “ปอน” สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของการทำนาในต่างจังหวัดที่ปีหนึ่งอาจมีโอกาสลุ้นรายได้เพียงไม่กี่ครั้งจากการเก็บเกี่ยว ซึ่งมักจะจบลงด้วยการขาดทุนหรือแทบไม่เหลืออะไรแต่...ชีวิตบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์พุ่มพวง แม้จะต้องแบกรับค่างวดรถที่เป็นหนี้สินผูกพัน และต้องควักทุนรอนไปซื้อผลไม้ ขนมมาจัดพวง ทว่าในทุกๆวันที่เขาบิดคันเร่งออกจากย่านหนองแหง...เขายังมีโอกาส “ได้ลุ้น” เงินสดในทุกๆวันจากการขายของนี่คือเรื่องราวของ “ปอน” หนุ่มใหญ่วัย 30 ปี ผู้หันหลังให้กับท้องนาในอำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ตัดสินใจหอบหิ้วความหวังเดินทางเข้ามาผจญโชคในกรุงเทพฯได้ 2 ปีแล้ว ปัจจุบันปอนปักหลักอาศัยอยู่ย่าน “หนองระแหง” เขตคลองสามวา กทม. ร่วมกับพรรคพวกชาวอีสานบ้านเดียวกันที่ควบรถพุ่มพวงออกสู้ชีวิตในเมืองกรุงเหมือนกันอีกประมาณ 4-5 คันนับจากอดีตชาวนาที่เจอมรสุมราคาพืชผล วันนี้ปอนกลายเป็นคนคุมมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ขนสารพัดผลไม้ ขนม และของกินเล่นอย่างเสาวรส สมอ ส้ม มังคุด กล้วย และข้าวโพดต้ม วิ่งเลาะเร่ขายในราคามิตรภาพ “ถุงละ 20 บาท...ทุกอย่าง!”แม้จะดูเหมือนเป็นราคาที่ขายง่ายขายคล่อง หากแต่ในยุคที่ “เศรษฐกิจซบเซา” เช่นนี้ “ปอน” ยอมรับอย่างถอนหายใจว่า ยอดขายตกลงอย่างเห็นได้ชัด แถมยังต้องเจอกับวิกฤติ “ค่าน้ำมันแพง” ที่เป็นเสมือนมฤตยูเงียบ คอยสูบกินรายได้จนแทบไม่เห็นกำไรในแต่ละวันมันขายรวมๆ ได้เงินมาก็ต้องเอาไปหมุนซื้อของต่อ น้ำมันก็แพงขึ้นทุกวัน กำไรจริงๆแทบไม่เคยเห็นหากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน วิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ ฝากท้องไว้กับเสียงร้องเร่ขายของ ในอดีต รถพุ่มพวงคือทางเลือกแห่งความสะดวกสบายและสีสันของชุมชนเมือง เป็นพื้นที่ที่แม่ค้ากับลูกค้าจำชื่อกันได้ ไหว้ทักทายกันเหมือนญาติมิตร และพึ่งพาอาศัยกันในยามฉุกเฉิน แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาถึงยุคปัจจุบัน...พัฒนาการรถพุ่มพวงไม่ได้เปลี่ยนแค่ยานพาหนะ เพื่อแบกรับปริมาณสินค้าที่หลากหลายขึ้นเท่านั้น หากแต่บทบาทกลับถูกบีบให้ต้อง “เข้มข้น” และ “อดทน” มากยิ่งขึ้นหลายเท่าตัววันนี้ กรุงเทพฯเต็มไปด้วยร้านสะดวกซื้อเปิดทุก 20 ก้าว และห้างสรรพสินค้าติดแอร์ รถพุ่มพวงเคยถูกมองว่าอาจเป็นเทคโนโลยีตกยุคที่กำลังจะหายไป แต่ความเป็นจริงกลับตาลปัตร เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจรุมเร้า ค่าครองชีพพุ่งสูงลิ่วและราคาน้ำมันทะยานไม่หยุด รถพุ่มพวงในเวอร์ชันปัจจุบันกลับพลิกวิกฤติเป็นโอกาสกลายเป็น “ที่พึ่งยามยาก” ด้วยความยืดหยุ่นคือการซอยย่อยสินค้าให้เล็กและถูกที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่หดหายของมนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้น้อยในเมืองกรุง ที่ต่อให้เงินในกระเป๋าเหลือไม่ถึงร้อยบาท ก็ยังสามารถเดินมาเลือกซื้อสินค้าราคาจับต้องได้ เพียงพอ เหมาะสมกับเงินในกระเป๋าในแต่ละวัน ชีวิตของ “ปอน” ต้องหมุนไปตามเวลาอย่างเข้มงวด เริ่มต้นรอบแรกตั้งแต่เช้าตรู่ หกโมงเช้า พอตกเที่ยงต้องเดินทางไปขนซื้อของจาก “ตลาดสี่มุมเมือง” โดยใช้รถใหญ่เพื่อนำสินค้ามาแบ่งกระจายลงรถมอเตอร์ไซค์พุ่มพวง ควักทุนรอนไปซื้อของวันละร่วม 3,000 บาท จากนั้นในเวลาราวๆบ่ายสาม จะเป็นเวลาล้อหมุนรอบเย็น “ปอน” ต้องขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจฝ่าแดดฝุ่นจากหนองแหง มุ่งหน้าสู่เป้าหมายสำคัญคือ “ลาดพร้าว ซอย 48”เส้นทางจากหนองแหงไปถึงลาดพร้าวอาจจะดูไกลและลึกสำหรับคนทั่วไป แต่ “ปอน” บอกว่าที่นั่นคือแหล่งขุมทรัพย์ของเขา เพราะมี “แคมป์คนงานก่อสร้าง” ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าประจำหลักร้อยชีวิต เขาต้องบึ่งรถไปดักรอให้ทันก่อนเวลา 19.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเลิกงานของพี่น้องกรรมกรสู้ชีวิตแม้บางวันจะได้ยอดขายที่ดี บางวันจะเงียบเหงาหลุดเป้าไปบ้าง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์เลือกและต้องสู้กันไปตามสภาพในแต่ละวันเบื้องหลังหยาดเหงื่อที่ไหลต่างน้ำของหนุ่มอุบลฯรายนี้ คือภาระอันยิ่งใหญ่ที่ปฏิเสธไม่ได้ “ปอน” ยังมีภาระต้องหาเงินจ่าย “ค่างวดรถมอเตอร์ไซค์” ที่ใช้ทำมาหากินในทุกๆเดือน และสิ่งสำคัญที่สุดที่เป็นแรงใจผลักดันให้เขายังคงบิดคันเร่งสู้ต่อในทุกวัน คือ “ลูกสาวคนเดียว” และ “คุณย่า”ที่เฝ้ารอคอยความหวังอยู่ที่บ้านเกิดจังหวัดอุบลราชธานี ทุกๆ เดือน “ปอน” จะพยายามกระเบียดกระเสียรเงินที่พอหาได้ ส่งกลับไปให้ลูกสาวและคุณย่าใช้สอยประมาณ 1,000-2,000 บาทฉากชีวิตของ “ปอน” รถพุ่มพวงลาดพร้าว ซอย 48 เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของคนรากหญ้าที่เข้ามาดิ้นรนในป่าคอนกรีต แม้หนทางข้างหน้าจะขรุขระ ค่าน้ำมันจะขยับขึ้น หรือเศรษฐกิจจะซบเซาเพียงใด แต่ตราบใดที่เสียงลมหายใจของคนข้างหลังยังคงดังอยู่ทุกๆวันยังคงหมุนเวียนเป็นวัฏจักร ล้อรถพุ่มพวงถุงละ 20 บาท...ทุกอย่างของเขาก็ยังคงต้องหมุนต่อไป... เพื่อแลกกับรอยยิ้มของลูกสาวและปากท้องของครอบครัวในแดนอีสาน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม