ความกังวลว่าเอไอ (AI) จะยึดครองโลกในไม่ช้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง หลังจากเจคอบ ค็อกซัน นักวิจัยของ Anthropic ประกาศลาออกจากบริษัท พร้อมกล่าวหาบริษัทตนเองและ OpenAI กำลังเดิมพันด้วยชีวิตของผู้คน ซึ่งผู้สร้าง AI บางส่วนเชื่อว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่รุนแรงถึงขั้นทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้ และต่อมามีนักวิจัยจาก OpenAI และ Anthropic ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการชะลอความเร็วในการพัฒนา AI ขั้นสูงวันเสาร์สบายๆวันนี้ผมอยากมาแชร์มุมมองจากคนทำงานด้าน AI ให้ฟัง เพื่อจะได้ทำความรู้จัก AI มากขึ้น ลดความกังวล และเตรียมปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI Transformation & Solution และ AI-Data Driven Technology เผยว่า ความเห็นของนักวิจัยกลุ่มดังกล่าวมีส่วนที่เป็นความจริงอยู่ไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน AI ยังคงเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้ต้องมีองค์ความรู้เพียงพอ รู้เท่าทันระบบ รู้ว่า AI เป็นเครื่องมือในการทำงาน และไม่ได้มาแทนที่คนปัจจุบันมีหลายประเทศที่ให้ความสำคัญการพัฒนาองค์ความรู้ในการใช้งาน AI และเริ่มออกแบบระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เช่น จีนประกาศนำหลักสูตร AI มาใช้กับเด็กประถมครั้งแรกเมื่อเดือน มี.ค.2568 นำร่องที่ปักกิ่ง ก่อนจะประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญของประเทศเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 แผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี ผลักดันการเรียนการสอน AI ในสถาบันการศึกษาทุกระดับทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับประถมถึงอุดมศึกษานโยบายดังกล่าวเป็นการเตรียมกำลังคนสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป้าหมายให้คนจีนทุกคนมี AI Literacy หรือความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ เข้าใจหลักการทำงานของ AI ใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และประยุกต์ใช้ในการเรียนและการทำงานเกาหลีใต้ก็ประกาศ แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ AI Talent Development Plan for All ใช้งบประมาณ 1.4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 32,690 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านเอไอให้กับประชาชน ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนโรงเรียนที่เน้นด้าน AI จาก 730 แห่ง ในปี 2568 เป็น 2,000 แห่ง ภายในปี 2571 และกำหนดให้ทุกโรงเรียนต้องมีห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์อัจฉริยะในปี 2570 วางโครงข่ายการเรียนรู้ AI ครอบคลุมทั่วประเทศ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างทักษะแห่งอนาคตการปรับโครงสร้างทางการศึกษาของหลายประเทศสะท้อนว่า AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและการทำงานในหลายอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน การแพทย์ การศึกษา การผลิต การบริการ หรือแม้แต่ภาครัฐด้วยอย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.รุ่งโรจน์เชื่อว่า AI ไม่สามารถที่จะเข้ามาแทนที่อาชีพทั้งหมด และไม่สามารถที่จะมาแทนมนุษย์ได้ แต่มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงลักษณะงานภายในอาชีพให้มีคุณค่าในแบบที่ AI จะมาทดแทนไม่ได้งานที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดไม่ใช่งานที่ใช้ความรู้สูงหรือต่ำ แต่คือ งานที่ทำซ้ำตามขั้นตอนเดิม และสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ได้อย่างชัดเจน ในทางกลับกันงานที่เกี่ยวข้องกับ การตัดสินใจ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การสื่อสารระหว่างมนุษย์ การสร้างความไว้วางใจ การรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และความคิดสร้างสรรค์ ยังคงต้องอาศัยมนุษย์เป็นสำคัญคำถามที่ถูกต้องอาจไม่ใช่ AI จะมาแย่งงานหรือไม่? แต่ควรถามว่ามนุษย์จะทำงานร่วมกับ AI อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด?ความท้าทายที่แท้จริงในการเข้ามาของ AI คือ “คนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต” และรู้จักควบคุม AI ไปในทิศทางที่เหมาะสม อยู่ในหลักธรรมาภิบาล ไม่ปล่อยให้ AI หลอกหลอนหรือเป็นตัวกำหนดทิศทางให้กับคนโลกเราหมุนเวียนผันเปลี่ยนตลอด ผมว่าขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะเลือกใช้ AI สร้างโอกาส หรือจะต่อต้าน AI เพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม