มติของ กกต.ต่อกรณีการวินิจฉัยคดีการฮั้วเลือก สว. ในระบบ เลือกกันเอง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือก สว. พ.ศ.2567 ใน 3 ระดับ อำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ แบ่งผู้สมัครรับเลือกสว.ออกเป็น 20 กลุ่ม ตามลักษณะอาชีพและประสบการณ์เพื่อคัดเลือก สว.ระดับประเทศจำนวน 200 คน จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน พร้อมจัดทำบัญชีสำรอง 100 คน จาก 20 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน เท่ากับว่า การเลือก สว.ต่างจากการเลือก สส.ที่มาจากการเลือกของประชาชนโดยตรงทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ แต่ในกรณีที่มาของ สว.มาจากกระบวนการเลือกกันเอง ดังนั้นขั้นตอนการเลือก สว.ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ จึงมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน หากมีการเลือกที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม และพบผู้กระทำผิดจริงในจำนวน 77 คนที่ กกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกา ในจำนวนนี้เป็น สว.ชุดปัจจุบันจำนวน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว.ที่ไม่ใช่ สว.ปัจจุบัน และ สว.สำรองอีก 36 คน เป็นบุคคลอื่นอีก 15 ราย โดยพบเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งเครือข่ายบุคคลเพื่อดำเนินการคัดเลือกสว. (กระบวนการฮั้ว) ในลักษณะของการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 จากการสอบสวนตามสำนวนของดีเอสไอ และคณะกรรมการสอบสวนของ กกต. ปรากฏพฤติกรรมสำคัญว่ามีการจัดกลุ่มผู้สมัครและกำหนดค่าตอบแทนในแต่ละระดับ มีการจัดเตรียมการเดินทางไปยังสถานที่เลือก สว. และผลการเลือกในรอบไขว้เป็นไปตามโพยดังกล่าว กกต.ตั้งกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางคณะที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต.เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสำนวนของ กกต.รวม 11 ครั้ง พิจารณาจากสำนวนที่มีผู้ร้องจำนวน 67 คนผู้ถูกร้อง 427 คน และมีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาจำนวน 77 คนดังกล่าว เท่ากับว่า กกต.พิจารณาแล้วว่า การเลือก สว.มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าไม่สุจริต มีการฮั้วเลือก สว.จริง แต่เมื่อกระบวนการเลือก สว.เป็นการเลือกที่มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องกันทั้งระบบ ไม่ว่าจะแยกเป็นกี่กลุ่ม ร่วมขบวนการฮั้วหรือไม่ รู้หรือไม่ สมยอมหรือไม่ แต่ก็มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า กระบวนการเลือก สว.ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมทั้งระบบ เช่นเดียวกับการให้ที่หลบซ่อนผู้ร้ายฆ่าคนตายจะปฏิเสธว่าไม่รู้ว่าฆ่าคนตายมาไม่ได้ รับซื้อทรัพย์สินที่ได้มาโดยการลักขโมย จะปฏิเสธว่าไม่เป็นการรับของโจรไม่ได้ ขับรถไปส่งเหยื่อสแกมเมอร์ ปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมขบวนการก็ไม่ได้ เพราะอยู่ในฐานความผิดเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไรก็ตาม ควรเชื่อได้ว่ากระบวนการเลือก สว.ขัดกับรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยที่มาของ สว.ได้หรือไม่ กระบวนการเลือก สว.ที่ผ่านมาจะเป็นโมฆะด้วยหรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่วิบัติการบริหารการปกครองสว.จำนวน 200 คน มาจากกระบวนการเลือกเดียวกันกับ สว.อีก 26 คน ที่ กกต.ยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยมีข้อพิสูจน์อย่างไรว่า สว.อีกจำนวน 174 คน ไม่ได้มาจากขบวนการฮั้ว สว. การใช้เหตุผลจากการกลับคำของพยานที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุผลและความเกี่ยวโยงของกรรมการบริหารพรรคการเมือง รมต.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อะไรจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน ตามหลักพิจารณาคดี พยานเอกสารมีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดรองลงมาเป็นพยานวัตถุพยานบุคคลเป็นพยานที่มีความยืดหยุ่นและมีความน่าเชื่อถือต่ำที่สุด.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม