กกต.กลับลำ ยอมตั้งโต๊ะแถลงผลลงมติคดีฮั้ว สว. แต่จำกัดจำนวนสื่อและต้องลงทะเบียนล่วงหน้า iLaw-แนวร่วมคึกคักเดิน-วิ่งกดดันสั่งฟ้องทั้ง 229 คน ปล่อยของแฉยับข้อมูลขบวนการ “ยิ่งชีพ” ขู่ถ้าเป่ายกก๊วนเจอแฉทั้งพวง “เท้ง” ซัดโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมือง 4 องค์กรผู้ทรงคุณวุฒิออกโรงกดดัน ส่งสำนวนแก๊งโกงให้ศาลฎีกา พร้อมจี้ กกต.ต้องกล้าหาญฟันอาญาเด็ดขาด เปิดรายชื่อล้วนแต่ระดับ “บิ๊กเนม” ภท.หนุน กกต.อย่าไปสนแรงกดดัน “ภูมิธรรม-วิโรจน์” แลกหมัดขจัดสีน้ำเงิน โพลชี้วิกฤติปากท้อง-โกง-ฮั้ว สว.จุดชนวนม็อบ “อนุทิน” ทำบุญวันเกิด “ลุงตู่-คุณหญิงพจมาน” ส่งกระเช้า-การ์ดร่วมอวยพร งามไส้อีกฝ้าโรงอาหารรัฐสภาหมื่นล้านถล่ม เดชะบุญเป็นวันหยุดสำนักงาน กกต.กลับลำ ยอมตั้งโต๊ะแถลงข่าวผลการลงมติคดีฮั้วเลือก สว. แต่จำกัดสิทธิสื่อสำนักละไม่เกิน 3 คน และต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากกลุ่ม iLaw (ไอลอว์) และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและผู้ทรงคุณวุฒิ 4 องค์กร ให้ กกต.ต้องสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนกกต.กลับลำตั้งโต๊ะแถลงคดีฮั้ว สว.เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 13 ก.ย. สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แจ้งผ่านกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์สื่อมวลชนที่สนใจเข้ารับฟังการแถลงข่าว ผลการพิจารณาของ กกต. สำนวนการไต่สวนการเลือก สว. 229 คน ในวันที่ 14 ก.ย.เวลา 15.00 น.ที่ห้องประชุม 201 ชั้น 2 ที่สำนักงาน กกต.จะมีการแถลงผลการลงมติ ให้ลงทะเบียนผ่าน Google Form ภายในเวลา 16.30 น.ของวันนี้ (13 ก.ย.) พร้อมย้ำว่าหากลงทะเบียนหลังพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ถือว่าสละสิทธิ์ในการเข้าร่วมการแถลงข่าว และยังกำหนดมาตรการเข้าร่วมการฟังแถลงข่าว สงวนสิทธิ์เฉพาะสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเท่านั้น โดยแต่ละสำนักข่าวสามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมได้ไม่เกิน 3 คน ทั้งนี้สื่อที่ลงทะเบียนสามารถรับบัตรสื่อมวลชนสำหรับเข้าห้องประชุม 201 ได้ตั้งแต่เวลา 13.30 น.เป็นต้นไป บริเวณประตูทางเข้าสำนักงาน กกต. ประตู 1 ทิศตะวันออก สื่อมวลชนที่ไม่ได้ลงทะเบียน รวมถึงผู้สังเกตการณ์และบุคคลภายนอก ไม่สามารถเข้าร่วมได้ แต่สามารถติดตามการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์วงจรปิดที่จัดไว้บริเวณประตู 1iLaw–แนวร่วมคึกคักเดินวิ่งกดดันเวลา 10.00 น.ที่หน้าอาคาร ALL RISE ถนนลาดพร้าวซอย 25 เครือข่ายประชาชนโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และองค์กรแนวร่วม นำโดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw จัดกิจกรรมแสดงพลังครั้งสุดท้ายก่อนที่ กกต.ลงมติคดีฮั้วเลือก สว. กับข้อเรียกร้องสั่งฟ้อง 229 ผู้ต้องหาโดยไม่มีข้อยกเว้น มีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ สส.กทม. รวมถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวการเมือง และประชาชนผู้สนับสนุนจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น ระยะทาง 11 กิโลเมตร ไปยังลานหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กันอย่างคึกคัก กระทั่งเวลา 10.30 น. เริ่มเคลื่อนขบวนพร้อมป้ายข้อความเรียกร้อง กกต.สั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหา ไปตามถนนลาดพร้าวจนถึงห้าแยกลาดพร้าว ข้ามไปทางถนนพหลโยธิน แล้วเดินตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส ก่อนแวะจุดพักแรกที่บิ๊กซี สะพานควาย จุดที่สอง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปลายทางที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เรียกความสนใจจากผู้คนได้ตลอดเส้นทาง“ยิ่งชีพ” ขู่เป่ายกก๊วนจะแฉทั้งพวงนายยิ่งชีพกล่าวว่า คดีฮั้วเลือก สว.มีที่มาแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น ฉ้อฉล และเครือข่ายผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการโกงเลือกสว. รวมทั้งกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย สส. รัฐมนตรีหลายคนอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ ถ้าวันนี้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทุกอย่างเดินไปตามปกติ เราไม่ต้องจัดกิจกรรม แต่ปัจจุบัน กกต.ไม่อิสระ ใน 4 จาก 7 คนมีที่มาจากการเลือกของ สว.ชุดนี้ คนที่ถูกกล่าวหาเลือกคนมาวินิจฉัยเรื่องของตัวเองว่าจะฟ้องหรือไม่ ทำให้ประชาชนอยู่เฉยไม่ได้ เราเชื่อว่าหากประชาชนพูดถึงเรื่องนี้ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราต้องส่งเสียงถึง กกต. มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนคือต้องการให้ส่งคดีนี้ไปถึงมือศาลฎีกาฯ ผู้ต้องหาทั้ง 229 คนต้องถูกสั่งฟ้องทั้งหมด เราไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนกระทำความผิด เราไม่ได้ตัดสินใครไปแล้ว แต่เราต้องการให้องค์กรที่เป็นกลางเป็นผู้วินิจฉัย ให้องค์กรที่มีที่มาทางกฎหมายเป็นกลางตัดสิน วันนี้มีกิจกรรมหลายจังหวัดทั้ง จ.เชียงใหม่ ยะลา ปัตตานี ภูเก็ต พิษณุโลก และหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ มีขบวนวิ่ง-เดินหลายจุด หาก กกต.ไม่สนใจเสียงของประชาชน สั่งไม่ฟ้อง เราชัดเจนมีเอกสารในคดีนี้จำนวนมาก ถ้าไม่ฟ้องส่วนของคนไหนเราจะนำหลักฐานของคนนั้นมาเปิดเผย หากไม่ฟ้องทั้งหมดก็จะเปิดเอกสารทั้งหมด ยืนยันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำเราไม่อยากเปิดเผยเอง“เท้ง” ซัดสกปรกสุดในประวัติศาสตร์นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า มาในฐานะประชาชนเช่นเดียวกับทุกคน สิ่งที่ต้องทำร่วมกันคือการส่งเสียงเรียกร้องให้ดังที่สุด เนื่องจากคดีนี้อาจเป็นการโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะนิ่งเฉยไม่มีใครออกมารับผิดชอบไม่ได้ ต้องส่งเสียงเรียกร้องไปยัง กกต.ให้ดำเนินการทุกอย่างตรงไปตรงมา องค์กรเดียวที่จะทำหน้าที่ชี้ขาดได้คือศาลฯ ไม่ใช่ กกต.ปล่อยของแฉยับข้อมูลขบวนการ กระทั่งเวลา 15.00 น. กลุ่มมวลชนเคลื่อนขบวนมาถึงหอศิลปวัฒนธรรมฯ ทำกิจกรรม “ปล่อยของ” ทำสิ่งที่ถนัดไม่ว่าจะเป็นวิ่ง เดิน นั่งเฉยๆ นอน วาดรูป ร้องเพลง ล้อมวงคุย กินก๋วยเตี๋ยว ทำหนังสือทำมือ ฯลฯ สลับการแสดงดนตรี เรียกร้อง กกต.สั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่มีข้อยกเว้น และยังมีการจัดบอร์ดเปิดข้อมูลคดีโกงเลือก สว. พร้อมกับแจกเอกสารข้อมูลขบวนการโกงเลือก สว. มีการอ้างถึงข้อมูลขบวนการโกงในภาคใต้ อาทิ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล และประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงพื้นที่อื่นอย่าง จ.อำนาจเจริญ อ่างทอง ให้กับสื่อมวลชนและประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมทุกคน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ ขึ้นเวทีปราศรัยเปิดผังความเชื่อมโยงคดีโกง สว.ทั้ง 229 คน และเชิญชวนมวลชนร่วมกันแปรอักษรเป็นเลข 229 บอกกับ กกต.ว่าต้องสั่งฟ้องผู้ต้องหาทุกคนไม่มียกเว้น ก่อนจะยุติกิจกรรมทั้งหมดในเวลา 18.30 น.4 องค์กรผู้ทรงคุณวุฒิออกโรงกดดันขณะที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ต่อเนื่องเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว.ที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตเชิงระบบ การจัดตั้ง สมยอมคะแนน และการ “บล็อกโหวต” (Block Vote) ในทุกระดับ กระทบต่อความมั่นคงในหลักนิติธรรมของประเทศอย่างร้ายแรง เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและผู้ทรงคุณวุฒิ 4 องค์กร ประกอบด้วย กลุ่มอดีตสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 (ส.ส.ร.) กลุ่มอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลุ่มนักวิชาการอาวุโส และกลุ่มพี่น้องมหิดล (มวลสมาชิกสายวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ รังสีเทคนิค สาธารณสุข และศิษย์เก่ามหิดล) ออกแถลงการณ์ยื่น ข้อเรียกร้องเด็ดขาดต่อ กกต. ดังนี้ 1.เร่งรัดส่งสำนวนคดีบล็อกโหวตสู่ศาลฎีกา ให้นำสำนวนการสืบสวนและหลักฐานเกี่ยวกับบุคคลที่ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีพฤติการณ์ทุจริต หรือสมยอมคะแนน รวมทั้งผู้วางแผน สนับสนุน แบ่งงานกันทำเพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดการทุจริต ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาทันที เพื่อเข้าสู่ กระบวนการไต่สวน วินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สั่งให้ผู้กระทำผิดพ้นจากตำแหน่งโดยเร็วที่สุด เพราะหน้าที่วินิจฉัยตัดสินเป็นของศาลฎีกา กกต.จึงไม่ควร เป็นผู้ตัดสินคดีแทนศาลฎีกา ซึ่งอาจถูกกล่าวหาได้ว่า เป็นผู้ตัดตอนกระบวนการยุติธรรมจี้ กกต.กล้าหาญฟันแก๊งโกงเด็ดขาดในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า 2.ดำเนินคดีอาญาขั้นเด็ดขาดกับขบวนการทุจริต เร่งรัดเอาผิดทางอาญา กับผู้สมัคร ผู้สนับสนุน และผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการฮั้วทุกคนไม่มีข้อยกเว้น มิให้เกิดการครอบงำอำนาจนิติบัญญัติและองค์กรอิสระ ที่เป็นต้นน้ำการตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐ วุฒิสภาต้องเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นอิสระ และปราศจากการครอบงำของ พรรคการเมือง การปล่อยให้ผู้ที่มาจากการทุจริตทำหน้าที่ในวุฒิสภา เลือกกรรมการในองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ ถือเป็นการทำลายระบบการตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย กกต.ต้องไม่ปล่อยให้พรรคการเมืองที่หวังผูกขาดอำนาจรัฐ ร่วมกับส่วนหนึ่งของ สว. และองค์กรอิสระ ผูกขาดบริหารประเทศ ซึ่งเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอให้ กกต.บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและกล้าหาญ ก่อนที่ระบบรัฐสภาและประเทศชาติจะเสียหายเกินกว่าจะกอบกู้ได้เปิดรายชื่อล้วนแต่ระดับ “บิ๊กเนม”สำหรับรายชื่อผู้ลงนามท้ายแถลงการณ์ล้วนแล้ว แต่เป็นนักวิชาการและบุคคลมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ในสังคม อาทิ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา ศ.วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีต รมช.เกษตรฯ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต สว. นาย อลงกรณ์ พลบุตร อดีต รมช.พาณิชย์ นายมานิจ สุขสมจิตร สื่อมวลชนอาวุโส อดีต ส.ส.ร.2550 ศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีต รมช.การพัฒนาสังคมฯ นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ อดีตรองประธานศาลการปกครอง สูงสุด ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ อดีต สปช. รศ.ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน อดีตอธิการบดี มจธ. รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI นายคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัด กระทรวงพลังงาน นายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ประสูติ รัศมีแพทย์ อดีตรอง ผบ.ทหารสูงสุด อดีต สปช. ศ.ดร.ปราณี ทินกร คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ รศ.ดร.อัจนา ไวความดี อดีตรองผู้ว่าการ ธปท. ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน กลุ่มนักวิชาการอาวุโส นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต สว. นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ อดีต ส.ส.ร.50 นายคมสัน โพธิ์คง อดีต ส.ส.ร.50 รศ.จุมพล รอดคำดี อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุดภท.หนุน กกต.อย่าไปสนแรงกดดันนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ลงโซเชียลมีเดียระบุว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ แต่ในทางกฎหมายจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่างความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของระบบกับเงื่อนไขทางกฎหมาย ในคดีฮั้วเลือก สว.การส่งคดีขึ้นสู่ศาล รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไม่ได้กำหนดว่าเมื่อเกิดข้อสงสัยหรือมีเสียงเรียกร้องจากสังคมแล้ว กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยอัตโนมัติ แต่กำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น สิ่งที่ กกต.ต้องวินิจฉัยจึงไม่ใช่ว่าสังคมสงสัยมากเพียงใด แต่คือพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ Rule of Law ไม่ควรถูกนำมาใช้เฉพาะด้านที่เรียกร้องให้รัฐตรวจสอบผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่ต้องคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาด้วย วันที่ 14 ก.ย. สิ่งที่ กกต.ต้องรับผิดชอบจึงไม่ใช่การตัดสินใจให้ถูกใจฝ่ายใด แต่คือการตอบคำถามตามรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมาว่าพยานหลักฐานในสำนวนถึงระดับมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหรือไม่ ถึงก็ส่งศาล ไม่ถึงก็ยุติเรื่อง และไม่ว่าจะเลือกทางใดต้องมีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ”“วรชัย” ชี้ออกมุมไหนน้ำเงินก็เหนื่อยนายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนกำลัง สนใจอย่างยิ่ง เพราะหลักฐานการฮั้วที่หลุดออกมา รมว.ยุติธรรมยอมรับเองว่าเป็นเอกสารจริง ถึงขั้นให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปสอบสวนและแจ้งความต่อกองปราบปราม ทำให้เห็นว่าเอกสารมีหลักฐานชัดเจนเป็นของจริง ถ้าวันที่ 14 ก.ย. ผลการวินิจฉัยของ กกต. เป็นผลบวกแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนกับการฮั้ว สว. จะถือเป็นเงื่อนไขสำคัญให้กลุ่มการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลใช้เป็นเชื้อไฟโหมการขับเคลื่อนไล่รัฐบาลให้มีน้ำหนักมากขึ้น ประกอบกับเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น เรื่องเขากระโดง แม้รัฐบาลมีเสียงข้างมากและเข้มแข็งในสภา แต่ถ้ามีเชื้อไฟโหมเข้ามาต่อเนื่อง คงเป็นรัฐบาลอยู่ต่อได้ไม่นาน หรือหากผลวินิจฉัยของ กกต.ออกมาเป็นลบต่อผู้ถูกกล่าวหา จะทำให้คนที่อยู่ในกระบวนการฮั้ว สว.ที่อยู่ในเครือข่ายสีน้ำเงินต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และคนเหล่านี้เป็นแกนนำหลักของรัฐบาลในการขับเคลื่อนงาน ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อยอย่างไร เรื่องนี้ ส่งผลต่อรัฐบาลแน่นอน“อ้วน” ซัดส้มไม่มีสิทธิเรียกร้อง พท.นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ทวีตลง X กรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตรองหัวหน้าพรรค ปชน. พูดในทำนองให้พรรคเพื่อไทยร่วมขจัดสีน้ำเงินว่า “ส้มไม่มีสิทธิเรียกร้อง พท. ตอนคุยตั้งรัฐบาล ถ้าให้นายชัยเกษม นิติศิริ อดีตแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ ก็จะยุบสภาทันทีไม่รอ 4 เดือน เขากระโดงจะจบใน 1 เดือน ฮั้ว สว.ก็จะทำให้จบ แต่ส้มไม่ไยดี ยกให้น้ำเงินเป็นรัฐบาลทั้งๆที่เตือนแล้ว เขากระโดง ฮั้ว สว.จะหายไป เราทำแล้วแต่คุณไม่ร่วมทำ จะเรียกร้องเราอีกทำไม”“วิโรจน์” สวนทันควันไม่สมยอมโกงด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้กลับนายภูมิธรรม เวชยชัย ระบุว่า “หากพรรค พท.ยังคงเห็นว่าทั้งเรื่องเขากระโดง และฮั้ว สว. เป็นเรื่องร้ายแรงต่อบ้านเมืองนี้ ก็ควรต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้พรรค พท.ละทิ้งหลักการที่ตัวเองเคยยืนยันว่าเป็นเรื่องร้ายแรงต่อบ้านเมือง เหตุผลที่ว่า ผมต้องยอมไปรับใช้ผู้ที่กระทำทุจริตคอร์รัปชัน ก็เพราะคุณไม่ให้อำนาจกับผมเอง พอผมไม่มีอำนาจผมก็เลยต้องไปรับใช้ผู้ที่กระทำทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่ เหตุผลที่สังคมยอมรับได้ ทั้งๆที่รู้ทะลุปรุโปร่งว่าขบวนการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นอย่างไร เราไม่จำเป็นต้องยอมไปเข้าพวก เพราะสมการทางการเมืองอาจเปลี่ยนได้ แต่หลักการเรื่องการต่อต้านทุจริตไม่ควรเปลี่ยนตาม สำหรับพรรค ปชน. พวกเราจะขอรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไปอย่างสุดความสามารถ เราย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราแก้ไขที่อนาคตได้ และทุกวันนี้ยังคงน้อมรับเสียงวิพากษ์ วิจารณ์เช่นเดิม ส่วนพรรค พท.จะตัดสินใจอย่างไรคงไม่ก้าวล่วง“สนธิ—ชัยวัฒน์” ป้องผืนป่าเขา 15 ชั้นช่วงเช้าวันเดียวกันที่หน้าศาลากลางจังหวัดจันทบุรี ประชาชนชาวจันทบุรี จังหวัดใกล้เคียงและอีกหลายจังหวัด กลุ่มผู้คัดค้านโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี รวมตัวแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการ โดยมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีปราศรัยว่าไม่ได้ตั้งใจมาขับไล่รัฐบาล ไม่ได้ตั้งใจมาคัดค้าน แต่เหมือนเป็นธรรมะจัดสรรรัฐบาลไหนบริหารไม่เข้าตามีแนวโน้มจะทำลายสภาพแวดล้อม ทำลายป่า เราจะทำทุกวิถีทางให้เค้าอยู่ยาก รวมถึงนายชัยวัฒน์ ลิ้มขิตอักษร แกนนำกลุ่มผู้คัดค้านโครงการ ร่วมแสดงจุดยืนปกป้องผืนป่าเขาสิบห้าชั้น จากนี้ไปจะตรวจสอบว่ามีการซื้อขายหรือตั้งนอมินีซื้อขายที่ดินไว้ล่วงหน้าหรือไม่ เพื่อดำเนินคดีกับทุกคนที่กระทำผิดกฎหมาย เรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตประชาชนอย่างรอบด้านก่อนเดินหน้าโครงการปากท้อง—โกง—ฮั้ว สว.จุดชนวนม็อบสวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,149 คน เรื่อง “การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้” ระหว่างวันที่ 8-11 ก.ย. พบว่าร้อยละ 44.65 สนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด มีร้อยละ 30.02 ที่สนใจและติดตามต่อเนื่อง ร้อยละ 17.15 ไม่ค่อยสนใจ โดยปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง มากสุดร้อยละ 69.54 มองว่าปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ รองลงมา คดีทางการเมือง ฮั้ว สว. ความโปร่งใสและการทุจริต และส่วนใหญ่มองว่าการชุมนุมทางการเมืองช่วยสะท้อน ปัญหาที่สังคมควรให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความเหมาะสมของการชุมนุมในสถานการณ์ ขณะนี้ ร้อยละ 40.56 เห็นว่ายังไม่ถึงเวลาเหมาะสม มีร้อยละ 35.60 ที่มองว่าเหมาะสมแล้ว และร้อยละ 23.84 ไม่แน่ใจ“อนุทิน” ทำบุญวันเกิดในครอบครัวเวลา 09.00 น. ที่บ้านพักส่วนตัวย่านบางพลี จ.สมุทรปราการ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายก รัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีการจัดพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบปีที่ 60 เป็นการภายในกับครอบครัว แต่มีบรรดารัฐมนตรีที่ทราบข่าวมาร่วมด้วย อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ยังมีบุคคลสำคัญทางการเมืองส่งกระเช้าดอกไม้พร้อมการ์ดอวยพร อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี นายอนุทินได้เปิดเอกสารอ่านคำอวยพรของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยนำโดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีทุกกรม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. นำคณะข้าราชการตำรวจเข้าอวยพรชี้เป็นอุดมการณ์แต่ละคนลงถนนนายอนุทินให้สัมภาษณ์กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม iLaw ว่า เป็นสิทธิ์ของทุกคนในความเป็นประชาชนหรือในบทบาทอะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้เคารพและอยู่ภายใต้กฎหมาย แบบนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่าแปลกหรือไม่ที่ผู้นำฝ่ายค้านลงถนนเองโดยไม่ใช้เวทีสภา นายอนุทินตอบว่า วันนี้เป็นวันหยุดราชการแต่ละคนอาจมีอุดมการณ์ความคิดของตัวเอง เราต้องยอมรับและรับฟังไม่มีสัญญาใจกล้าธรรม—ปรับ ครม.เมื่อถามถึงสัญญาณการปรับ ครม.และสมการการเมืองหลังพรรคกล้าธรรมร่วมโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 70 ว่า การเมืองเป็นพลวัตแบบนี้ แสดงว่ารัฐบาลมาถูกทาง ทำให้มีกำลังใจ เมื่อถามว่ามีสัญญาใจร่วมรัฐบาลกันในอนาคตหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ ส่วนการปรับ ครม.ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไร รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ รัฐมนตรีหลายคนเริ่มเข้ารูปเข้ารอย มีความมั่นใจในภารกิจแต่ละคน ทุกคนมีภารกิจมีตัวชี้วัดในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อถามย้ำว่าการทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพน่าประทับใจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ขยันทุกคน เริ่มเข้าใจในระบบราชการ ตอนนี้ เห็นชัดเจนว่าขับเคลื่อนด้วยความมั่นใจ แบ่งเบาภาระได้เยอะ“อนุทิน” โพสต์ “พระมหากรุณาธิคุณ”ต่อมาช่วงค่ำ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์เป็นผู้อัญเชิญแจกันดอกไม้มาพระราชทานเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบหกสิบปี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น หาที่สุดมิได้และเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลอันสูงสุดแก่วงศ์ตระกูล ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม กราบถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาทและขอถวายความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระผู้เปรียบเสมือนเจ้ามหาชีวิตและต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ตราบจนชีวิตจะหาไม่ ขอจงทรง พระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”ฝ้าเพดานโรงอาหารรัฐสภาถล่มอีกเรื่องที่รัฐสภา ได้เกิดเหตุระทึกเมื่อฝ้าเพดานบริเวณห้องอาหารชั้น B2 ภายในอาคารรัฐสภา เกิดพังถล่มลงมากองกับพื้น แรงกระแทกส่งผลให้ชุดโต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหารที่อยู่บริเวณด้านล่างพังเสียหายยับเยิน โชคดีที่เป็นช่วงวันหยุด ทำให้ไม่มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคคลภายนอกใช้งานพื้นที่ดังกล่าว นับว่าเฉียดฉิวต่อการเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ เนื่องจากในวันทำการปกติ ชั้น B2 ถือเป็นพื้นที่ใช้งานหนาแน่น มีข้าราชการ พนักงานรัฐสภา บุคลากร รวมถึงบุคคลสำคัญทางการเมือง ทั้ง สส. สว. ใช้เป็นจุดพักผ่อนและรับประทานอาหารกลางวันจำนวนมาก ที่อาจส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากได้ เบื้องต้นหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารสถานที่ ผู้เกี่ยวข้องและทีมวิศวกรของอาคารรัฐสภา ได้เข้าสำรวจความเสียหายและสำรวจดูพื้นที่เกิดเหตุแล้ว เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุของการพังถล่ม ว่าเกิดจากปัญหาโครงสร้าง ความชื้น หรือวัสดุเสื่อมสภาพ พร้อมทั้งเตรียมสั่งปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราว เพื่อซ่อมแซมและตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารทั้งหมดอย่างละเอียด ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่อาจสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ในอนาคต ก่อนการใช้งานในวันที่ 14 ก.ย.นี้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่