ปชน.เปิดเวทีชำแหละอนุฯชุดที่ 36 คดีฮั้ว สว. กลิ่นทะแม่ง “สมชัย” จับพิรุธออกตัวป้อง “ผู้มีบารมีบุรีรัมย์” ไล่บี้เปิดคำวินิจฉัยหวั่นบิดเบี้ยว “พริษฐ์” ข้องใจมีธงอุ้ม “สีน้ำเงินเข้ม” ระดับ รมต. สส. แกนนำพรรค เฉ่งทำงานค้านสายตาทั้งประเทศ ลั่นญัตติซักฟอกมีปมนี้แน่ “ชยพล” โยงอนุฯชุด 36 คนรอบกาย “เสี่ยหนู” ภท.-กกต.-ศาล รธน.ผลประโยชน์ทับซ้อนไขว้กันไป-มา ผ่านหลักสูตรคอนเนกชัน พตส.-นธป. “พนิดา” ซัดปลัด ยธ.คนใหม่จ้องเด้ง ผอ.ดีเอสไอ มือทำคดีนายกฯรุกที่สาธารณะ-เขากระโดง หวังกำหนดทิศทางคดี “ก๊วนน้ำเงิน” “มาร์ค-ไหม” จองคิวรื้องบฟื้นฟูเศรษฐกิจซ้ำซ้อนกู้เงิน 2 แสน ล. เปิดรายงานยุทธศาสตร์ “วปอ.68” ชง Quick Big Win เร่งยกร่าง รธน.ใหม่-เลือกตั้งตรง สว.ทันที-ยุบ อบจ.-เพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบ-ยับยั้งโครงการรัฐพรรคประชาชนเปิดเวทีชำแหละคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ในคดีฮั้วเลือก สว. ของ กกต. ลากโยงผลประโยชน์ทับซ้อนคนในเครือข่ายสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย-กกต.-ศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านหลักสูตรคอนเนกชัน พตส.-นธป.“สมชัย” จับพิรุธคณะอนุฯชุดที่ 36เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ก.ย. ที่อาคารอนาคตใหม่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ในคดีฮั้วเลือก สว.ว่า กกต.ตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่าอนุกรรมการชุดที่ 35 มีภาระงานมาก มีความรู้ความเชี่ยวชาญไม่พอ แต่หลายคนในคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เป็นกรรมการในชุดเดิม เมื่อเข้ามาทำงานกลับไม่ค่อยซักถาม ความชอบธรรมจึงไม่ค่อยมี มีประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง การประชุมช่วงแรกๆอาจซักถามบ้าง แต่ระยะหลังฝ่ายเลขาฯเป็นผู้รายงานเกือบทั้งหมด เช่น การประชุมครั้งที่ 13/2569 มีเอกสาร 39 หน้า ฝ่ายเลขาฯอ่าน 38 หน้าครึ่ง กรรมการแทบไม่ซักถามหรือสงสัย มีเพียงมติรับทราบข้อชี้แจง และไม่พบว่าได้เรียกอนุฯชุดที่ 26 มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือนำเอกสารต้นฉบับมาพิจารณา เป็นเพียงการสรุปผลการสอบสวนของอนุฯชุดที่ 26แฉออกตัวป้อง “ผู้มีบารมีบุรีรัมย์”นายสมชัยกล่าวว่า แม้นายเชาวนะ ไตรมาศ เป็นประธานอนุฯชุดที่ 36 แต่นายอนุชา จันทร์สุริยา หนึ่งในอนุกรรมการกลับมีบทบาทนำประชุม ทั้งตั้งประเด็น กำหนดกรอบการพิจารณา การประชุมครั้งที่ 4/2569 มีการกล่าวถึงผู้มีบารมีนอกพรรค ใน จ.บุรีรัมย์ แต่มีอนุกรรมการคนหนึ่งทักท้วงว่าบุคคลดังกล่าวไม่เกี่ยวกับผู้สมัคร ไปยุ่งกับเขาทำไม เขาแค่เตะบอลนุ่งกางเกงขาสั้นไม่ควรนำมาเกี่ยวข้อง แต่ฝ่ายเลขานุการชี้แจงว่าแม้ไม่เป็นผู้สมัคร ไม่เกี่ยวกับพรรค แต่หากเป็นผู้ทำความผิดก็นำมาอยู่ในสำนวนได้ นายอนุชาอาจตีกรอบที่ดี ทำให้การวินิจฉัยชัดเจนขึ้น หรืออาจตีกรอบให้คนผิดหลุดไปเลย แต่สิ่งที่แปลกคือตีกรอบว่านักการเมืองไม่สามารถช่วยหรือแทรกแซงการฮั้ว สว.ได้ ถือว่าไม่ถูกต้อง แปลว่าฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทุจริต ควรร้องขออำนาจศาลดูรายงานการประชุมอนุฯชุดที่ 36 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 ว่าอนุกรรมการแต่ละคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนบุคคลอย่างไร เพราะมี 5 คน ยกคำร้องทั้งหมด อีก 2 คน ไม่ยกหมด ควรไปดูคำวินิจฉัยหากมาจากกรอบที่บิดเบี้ยวก็เอาผิดได้“ไอติม” ชี้ 4 ข้อมีธงอุ้มนักการเมืองนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชนชน กล่าวว่า พรรคประชาชนอยากตั้งคำถามการทำงานของอนุฯชุดที่ 36 มี 4 ข้อพิรุธ คือ 1.ที่มาและความจำเป็นในการตั้งอนุฯชุดที่ 36 ยังไม่ชัดเจน แม้อนุฯชุดที่ 26 และชุดที่ 36 จะเป็นชุดพิเศษทั้งคู่ แต่ความจำเป็นและน้ำหนักไม่เท่ากัน อนุฯชุดที่ 26 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาร่วมด้วย ถือว่าสมเหตุผล แต่อนุฯชุดที่ 36 ตัวแทน กกต.ชี้แจงว่า ภาระงานของทั้ง 35 ชุดมีมากอยู่แล้ว หากให้ทำคดีนี้ที่มีความละเอียด จะยิ่งเพิ่มภาระอีก จึงตั้งอนุฯชุดที่ 36 จำนวน 7 คน แต่ยังไม่ได้คำตอบชัดเจนจาก กกต.ว่า 7 คนดังกล่าวมีชื่อทับซ้อนใน 35 คณะหรือไม่ และยังไม่ได้คำตอบว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์เฉพาะทางหรือไม่ 2.กระบวนการทำงานอนุฯชุดที่ 36 ประชุมตั้งแต่เดือน พ.ย.2568-มี.ค.2569 ประมาณ 20-30 ครั้ง ยังไม่รับรู้ผลลัพธ์ว่ามีข้อมูลกี่หน้า มีพยานหลักฐานอย่างไร ยังเป็นหลุมดำอยู่ 3.การตีความของอนุฯชุดที่ 36 หลายครั้งสอดรับโดยบังเอิญหรือไม่กับธงการเมือง หลายครั้งการซักถามเพื่อตีตกหลักฐานที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้จนสิ้นความสงสัย ตีความปกป้องนักการเมือง ไม่ให้สาวถึงนักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม ระดับรัฐมนตรี สส. ผู้บริหารพรรค พยายามปฏิเสธขบวนการโกง สว.เฉ่งทำงานค้านสายตาทั้งประเทศนายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 4.ที่ผ่านมาอนุฯชุดที่ 36 มีความเห็นว่าไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว ค้านต่อหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ที่ผ่านมา กกต.มีการสั่งฟ้องไปศาลอย่างน้อย 2 กรณี ที่มีหลักฐานแค่ไม่กี่ข้อความในแอปพลิเคชันไลน์คือ จ.นครราชสีมา เป็นแชตไลน์บุคคลหนึ่งที่ไปขอแลกคะแนนกับอีกฝ่าย ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องเส้นเงิน แต่ กกต.สั่งฟ้องและศาลพิพากษาว่าผิด อีกกรณีที่ จ.ชลบุรี เป็นข้อความไลน์ที่บอกให้มาจับคู่กัน กกต.ก็ส่งฟ้องศาล ขอตั้งคำถามเมื่อ กกต.เคยมีบรรทัดฐานว่าเพียง ไม่กี่ข้อความในไลน์เป็นหลักฐานเพียงพอส่งไปยังศาลได้ แต่ชุดที่ 36 ทำงานอย่างไรจึงบอกว่าหลักฐานที่เห็นเส้นเงินที่ จ.สุราษฎร์ธานี ไม่ใช่หลักฐานอันควร เชื่อได้ว่าทุจริตยันญัตติซักฟอกมีเรื่องฮั้ว สว.แน่ต่อมา นายพริษฐ์ให้สัมภาษณ์ว่า ยืนยันว่าเรื่องฮั้ว สว.จะอยู่ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึง เรื่องอื่นๆที่ไม่ปรากฏต่อสาธารณะ จากการคุยกันใน พรรคร่วมฝ่ายค้านมีการวางตัวรัฐมนตรีคนใดจะถูก อภิปรายบ้าง “ขออนุญาตพูดดักทางไว้เลยอย่าให้ รู้ว่ามีใครพยายามให้เจ้าหน้าที่สภาตีความในลักษณะที่บอกว่าไม่สามารถบรรจุเรื่องโกง สว. และโกงสอบ ท้องถิ่นเข้าในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้” เมื่อถามว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า เอ็มโอเอที่พรรคประชาชนทำไว้กับพรรคภูมิใจไทย อีก 100 ปี ก็ไม่เกิดและควรนำมาถอดบทเรียน นายพริษฐ์ตอบว่า ต้องพูดตรงไปตรงมาว่าเป็นการครบ รอบ 1 ปี เหตุการณ์ที่เราตัดสินใจผิดพลาด และถูก ลงโทษจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมาแล้ว ในอีกมุมหนึ่งเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในพรรคปชน. ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว เดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในวันนั้น“ชยพล” โยงอนุฯ 36 คนรอบกาย “หนู”ด้านนายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงเปิดข้อมูลอนุกรรมการวินิจฉัยชุด ที่ 36 ว่า อยากให้เห็นโครงข่ายจักรวาลที่ล้อมรอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไล่ไปทีละคน คนแรกนายอนุชา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำประธาน กกต. เรียนหลักสูตร พตส.รุ่น 6 หลักสูตร นธป.รุ่น 7 ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล คนคอยรับ-ส่งนายกฯถึงสนามบิน บุรีรัมย์ ที่นายอนุทินตั้งให้เป็นกรรมการประปานครหลวง เรียน พตส.รุ่น 10 นธป.รุ่น 11 นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่ปรึกษาบอร์ด กกต. ปี 2568 เรียน นธป. และ พตส. รุ่น 6 นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาศาล รัฐธรรมนูญ เรียน พตส.รุ่น 6 รวมถึงนายเดชา พฤกษ์ พัฒนรักษ์ เป็นประธานบอร์ดการท่าเรือ ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.คมนาคม ก่อนหน้านี้เคยเป็น อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่แต่งตั้งโดยนายพิพัฒน์ สมัยเป็น รมว.แรงงาน เรียน พตส.รุ่น 14จับกลุ่มผลประโยชน์ไขว้กันไป–มานายชยพลกล่าวอีกว่า หลักสูตร พตส. หรือพูดง่ายๆคือหลักสูตรคอนเนกชันคล้าย วปอ. แต่อยู่ใน กกต.เอง ในอนุฯชุดที่ 36 เรียนหลักสูตรนี้ 5 คน ยังมีคนในพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายอนุทิน นาย ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีต รมว.ศึกษาธิการ น้องชายนายเนวิน ชิดชอบ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรค ภท. น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ นางแว่นฟ้า ทองศรี ภรรยานายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. นายเขมพล อุ้ยตยะกุล ผู้ช่วยงานนายพิพัฒน์ และนาย ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรค ภท. เรียกว่า อยู่กันแน่นในบ้าน กกต. หลักสูตรนี้มีกรรมการหลักสูตรคือ นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อดีตบอร์ด กกต. และนายอิทธิพล บุญประคอง อดีตประธาน กกต. นายกสมาคมหลักสูตร พตส. ประกอบด้วยนายสรอรรถ นายอนุทิน และนายศุภชัย คิดว่าหลักสูตร พตส.อาจจะรันด้วยสีน้ำเงินก็เป็นได้ อีกหลักสูตรคือ นธป. หรือหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย จัดโดยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นหลักสูตรคอนเนกชันเช่นกัน มีอนุฯชุดที่ 36 เรียน 3 คน คือนายอัฌษไธค์ นายอนุชา และ ร.ต.อ.ปิยะ ส่วนในฝั่งพรรค ภท. มี นายอนุทิน นายสรอรรถ และ พล.ต.อ.เพิ่มพูน มีนายเชาวนะ ไตรมาศ เป็นผู้อนุมัติจบหลักสูตร และนายอัฌษไธค์ยังมีชื่อปรากฏเป็นกรรมการบริษัทที่เกี่ยวข้อง กับนายพิพัฒน์ และนายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สว.ชุดปัจจุบันซัดเด้งมือทำคดีนายกฯ–เขากระโดงน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน แถลงว่าดูไทม์ไลน์การดำเนินคดีพิเศษที่ 24/2568 การกระทำความผิดฐานอั้งยี่-ฟอกเงินอันเนื่องมาจากการเลือก สว.ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระหว่างมีการสอบเพิ่มเติมอยู่นั้นพบว่าในวันที่ 7 ก.ค.2569 มีมติ ครม.สั่งย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรมไปเป็นที่ปรึกษานายก รัฐมนตรี ก่อนที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมลาออกทันที ต่อมาวันที่ 26 ส.ค.2569 นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังจากนั้น 2 วัน เซ็นคำสั่งทันที 2 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับคดีสีน้ำเงิน คือ 1.สั่งสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ โดยไม่มีการสั่งสอบข้อเท็จจริงก่อน พ.ต.ต.ณฐพลถือว่ามีส่วนสำคัญในคดีบุกรุกที่ดินการรถไฟเขากระโดง 4,414 ไร่ คดีบุกรุกที่สาธารณะและลำรางเขากระโดง 250 ไร่ คดีใช้ถนนสาธารณะเป็นรันเวย์สนามบินส่วนบุคคลและสนามกอล์ฟขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีชื่อนายอนุทินลงนามขออนุญาต และคดีบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมคดีแตงโม พ.ต.ต.ณฐพลยังมีรายชื่อจะได้ขึ้นอธิบดีดีเอสไอหากมีตำแหน่งว่างด้วยหวังกำหนดทิศทางคดี “ก๊วนน้ำเงิน”นางพนิดากล่าวต่อว่า ผลงานของนายปิยะศิริคือเด้งมือทำคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากคดีโกง สว. ไปเป็นฝ่ายอำนวยการ จากนั้นวันที่ 3 ก.ย.2569 มีข่าวว่าจะมีการโยกย้ายอธิบดีและรองอธิบดีดีเอสไอ มีรายชื่อที่ปรากฏว่าอาจมีการโยกย้ายในครั้งนี้ คือ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ หนึ่งในพนักงานสอบสวนดีเอสไอในคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากการโกงเลือก สว. และเป็นหนึ่งในสามพนักงานสอบสวนจากดีเอสไอที่ไปร่วมเป็นอนุฯชุดที่ 26 และมีมติสั่งฟ้อง 229 ราย มีข่าวว่าจะถูกย้ายไปเป็นรองอธิบดี กรมบังคับคดี เรากำลังตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปเพื่อบริหารงานบุคคลทั่วไป หรือกำลังพยายามกำหนดทิศทางคดีที่เกี่ยวข้องกับสีน้ำเงิน หาก กกต.มีมติว่าทั้ง 229 คนไม่มีความผิด เราสามารถตั้งคำถามได้หรือไม่ว่าดีเอสไอจะเป่าคดีที่อยู่ในมือเช่นกัน โดยอ้างไม่มีความผิดมูลฐานแล้ว“ลิซ่า” ปูดโควตาเด็กนายไม่ต้องจ่ายขณะที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ขอตั้งคำถามไปยังนายกฯและ รมว.มหาดไทย ขณะนี้มีรายชื่อข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกเพิกถอนผลสอบเนื่องจากทุจริตอยู่ในมือกว่า 5,900 รายชื่อ ในจำนวนนี้พบว่าเข้าข่ายที่เรียกว่าโควตาเด็กนายจำนวนมาก และมีความเกี่ยวโยงกับ สส.พื้นที่ของพรรคใหญ่หลายคนที่ฝากเด็กเข้าสอบ ซึ่งโควตาเด็กนายคือกลุ่มบุคคลที่ไม่ต้องจ่ายเงินสินบน 300,000-700,000 บาท เหมือนกรณีทุจริตทั่วไป แต่ได้รับการแก้ไขกระดาษคำตอบให้สอบผ่าน โดยอาศัยเส้นสายของผู้มีอำนาจ ทั้งข้าราชการระดับกรม ข้าราชการระดับสูงในกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ บางรายมีคะแนนสอบสูงกว่ากลุ่มที่จ่ายเงินเสียอีกดันผู้ว่าฯพัวพันคดีขึ้นเก้าอี้อธิบดีน.ส.ภคมนกล่าวยกตัวอย่างกรณี จ.นครศรี ธรรมราช ผลการประกาศบรรจุข้าราชการท้องถิ่นรอบแรกมีผู้สอบผ่าน 2 ราย ใช้นามสกุลเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัด คะแนนสอบภาค ก. จากที่ทำได้จริงราว 30 คะแนนเศษ ถูกแก้ไขเป็น 70-80 คะแนนเศษ ส่วนภาค ข. จากคะแนนจริงประมาณ 50 คะแนนเศษ ถูกแก้เป็น 90 คะแนน จนได้รับการบรรจุก่อนที่ในรอบที่สองกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อทั้งสองคนดังกล่าว ประเด็นสำคัญคือผู้ว่าราชการจังหวัดรายดังกล่าวได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นอธิบดีในเดือน ต.ค.นี้ หากบุคคลที่ถูกมองว่ารู้เห็นเป็นใจกับระบบทุจริตได้รับตำแหน่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนจะมั่นใจในความโปร่งใสของกระทรวงมหาดไทยได้อย่างไร ถ้านายกฯจริงใจกับคำพูดที่ว่าเรื่องนี้สาวไปถึงใครต้องจัดการให้สิ้นซาก ต้องพิสูจน์ด้วยการไม่มอบตำแหน่งใหญ่ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบทุจริตนี้กมธ.ประเคนงบกลางพุ่ง 6 พันล้านผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในวันที่ 7-9 ก.ย. ที่จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว โดย กมธ.พิจารณาตัดลดงบประมาณจากวาระแรกลง 11,162 ล้านบาท นำไปจัดสรรให้ส่วนราชการตามที่ ครม.เสนอตามความเหมาะสมและจำเป็น 10,891 ล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐ รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอัยการ 271 ล้านบาท งบประมาณที่ตัดลดลง 11,162 ล้านบาท ส่วนหนึ่งถูกนำไปจัดสรรเพิ่มให้งบกลาง 6,044 ล้านบาท เพื่อนำไปอยู่ในรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รวมถึงการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรงและภารกิจจำเป็นเร่งด่วนของรัฐที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย ทำให้งบกลางเพิ่มขึ้นเป็น 699,924,956,400 บาท จากเดิม 693,880,000,000 บาท“มาร์ค–ไหม” จองคิวอภิปรายวนซ้ำซ้อนส่วนกระทรวงที่ถูกตัดลดสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดลง 3,129.5 ล้านบาท เป็นของกรมควบคุมมลพิษ 3 พันล้านบาท ที่เสนอของบนำไปชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กรณีคลองด่าน แต่ กมธ.ลงมติตัดทิ้งทั้งหมด 2.กระทรวงกลาโหมลดลง 1,228 ล้านบาท 3.กระทรวงมหาดไทย ลดลง 912.8 ล้านบาท 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลดลง 682.2 ล้านบาท และ 5.กระทรวงคมนาคม ลดลง 626.2 ล้านบาท ส่วนนี้อยู่ในมาตรา 6 งบกลาง มี กมธ.และ สส.เข้าชื่อขออภิปรายจำนวนมาก โดยเฉพาะการขอตัดงบโครงการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เพราะมองว่ามีความซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ในส่วนที่ 2 ที่ใช้สำหรับช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่แล้วปธ.วิปรัฐบาลมั่นใจไม่มีเหตุป่วนนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่าเบื้องต้นจากการหารือกับวิปฝ่ายค้าน เชื่อการ บริหารจัดการเวลาการประชุมจะไม่มีปัญหา เป็นไปตามกรอบเวลา เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาภายใต้งบประมาณที่ กมธ.เสนอ และไม่กังวลจะมีเหตุปั่นป่วนในสภาฯเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา“วรศิษฎ์” ลุยล้างภัยทะเบียนราษฎรวันเดียวกัน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า จากปฏิบัติการกวาดบ้านกลางกรุง ที่พบความผิดปกติจากการตรวจสอบทะเบียนและการพักอาศัย การสวมสิทธิบัตรชมพู ไปจนถึงปฏิบัติการไชยปราการ ขยายผลไปถึงบุคคลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทำให้เห็นช่องโหว่และคนที่อยู่เบื้องหลัง สะท้อนปัญหาทะเบียนต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุด สั่งให้ลุยต่อไม่ใช่จบแค่คดีที่จับได้ ต้องเอาข้อมูลจากทุกปฏิบัติการมาวิเคราะห์หาความผิดปกติในพื้นที่อื่นด้วย ต้องตรวจให้เจอ-ขยายผลให้ถึง-จัดการคนผิด-ปิดช่องโหว่ เพื่อไม่ให้ระบบทะเบียนถูกใช้เป็นเครื่องมือสวมสิทธิหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ปิดช่องตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยตามแก้ ใครทำผิดต้องถูกดำเนินการ ใครเปิดช่องให้เกิดการทุจริตต้องรับผิด และช่องโหว่ที่พบต้องถูกแก้ไขไม่ให้เกิดซ้ำ ทะเบียนราษฎรต้องเป็นหลักประกันความถูกต้องของประชาชน ไม่ใช่ช่องทางให้คนผิดใช้ประโยชน์วปอ.68 ชี้ต้นเหตุวิกฤติประเทศไทยผู้สื่อข่าวรายงานจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) คณะนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 (วปอ.68) ที่มี พล.ต.อนุวัตร เหลืองวิลัย ผอ.สำนักงานสนับสนุนหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผอ.สสน.นทพ.) เป็นประธานรุ่น เตรียมเสนอรายงานเชิงนโยบายด้านการเมือง ภายใต้แนวคิด “สร้างการเมืองแห่งพื้นที่เสรีภาพ การต่อรอง และรับผิดชอบต่อเจตจำนงของทุกคน” มีกำหนดแถลงผลการศึกษาในวันที่ 8 ก.ย. เสนอต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย แต่นายอนุทินจะมาร่วมรับฟังข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในวันที่ 7 ก.ย. ส่วนกำหนดแถลงข้อเสนอต่อนายกฯในวันที่ 8 ก.ย. นายอนุทินติดภารกิจสำคัญมอบหมายให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม มารับฟังข้อเสนอ โดยข้อเสนอดังกล่าววิเคราะห์ว่า ปัญหาการเมืองไทยไม่ได้อยู่เพียงความขัดแย้งระหว่างพรรคหรือกลุ่มการเมือง แต่เป็นปัญหาในระดับโครงสร้าง โดยกติกาและสถาบันทางการเมืองมีลักษณะเอื้อต่อการรักษาอำนาจแบบรวมศูนย์ มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้เกิดการต่อรองอย่างเสมอภาค และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาบี้ยกร่าง รธน.ใหม่-สว.เลือกตั้งตรงรายงานดังกล่าวมีข้อเสนอแก้ปัญหา 4 ประเด็น ได้แก่ 1.จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2.แก้มาตรา 107 ให้ประชาชนเลือก สว.โดยตรง 3.ยุบ อบจ. และกระจายอำนาจลงเทศบาล และ อบต. และ 4.คืนอำนาจประชาชนในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ พร้อมยกระดับสิทธิประชาชนสามารถยับยั้งโครงการของรัฐให้มีผลผูกพัน ทั้งนี้ข้อเสนอที่มีนัยสำคัญทางการเมืองมากที่สุด คือ มาตรการ “Quick Big Win” ควรเริ่มดำเนินการทันที โดยผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 107 ให้ สว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทันทีแทนระบบเลือกกันเอง ให้เหตุผลว่าที่มาของ สว.ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 50 รัฐธรรมนูญปี 60 นำไปสู่ปัญหาความชอบธรรมอย่างรุนแรง เป้าหมายของข้อเสนอต้องการเปลี่ยนหลักการกลับไปให้ประชาชนเป็นผู้เลือก สว.โดยตรง เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง และทำให้ สว.ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ อีกประเด็นสำคัญคือ ให้อำนาจการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระ และเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงแก่ประชาชนชงยุบ อบจ.เพิ่มอำนาจประชาชนในรายงานยังเสนอเพิ่มน้ำหนักให้อำนาจประชาชนคัดค้านโครงการของรัฐ จากเดิมที่กระบวนการประชาคมอาจไม่มีผลต่อการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ให้กลายเป็นอำนาจยับยั้งที่มีผลผูกพันต่อหน่วยงานรัฐ โดยเสนอให้ยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดให้ผลการดำเนินการดังกล่าวมีผลผูกพันกับหน่วยงานเจ้าของโครงการ หรือหน่วยงานผู้มีอำนาจอนุมัติอนุญาต ส่วนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างท้องถิ่นครั้งใหญ่ เสนอยุบ อบจ. เพราะมีภารกิจซ้ำซ้อนกับเทศบาล และ อบต. ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน อีกทั้งการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่นยังไม่มีความชัดเจน การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการถ่ายโอนอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรลงสู่เทศบาลและ อบต.โดยตรง ข้อเสนอเหล่านี้ถูกวางอยู่ภายใต้แนวคิด “Institutional Reboot & Decentralization” ถูกจัดเป็น Quick Big Win กำหนดให้มีโรดแม็ปการถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร พร้อมยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อไปนายกฯร่วมยินดี 60 ปี 9 สมาคมจีนช่วงสายที่สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว. มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนาชมรม 9 สมาคมจีนในประเทศไทย มีนายสมชาย เวชากร ประธานชมรม 9 สมาคมจีน สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนสมาคมต่างๆ มีคณะเชิดสิงโตจากสมาคมกว๋องสิวแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ จากนั้นร่วมถ่ายภาพกับตัวแทน 9 สมาคม และนายอู๋ จื้ออู่ อุปทูต รักษาการแทนเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย นายอนุทินขึ้นเวทีกล่าวว่า ชมรม 9 สมาคมจีนไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นเครือข่ายที่สร้างโอกาส สร้างธุรกิจ สร้างรายได้ช่วยเหลือสังคม และเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์ประชาชนชาวจีนและพี่น้องชาวไทย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงสายสัมพันธ์ไทยจีนครอบครัวเดียวกัน ว่าจีนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่พึ่งพาได้ของไทย และขอให้ไทยคิดว่าประเทศจีนคือเพื่อนสนิทที่อยู่ใกล้ชิด ประโยคเหล่านี้มีความหมายมาก คำว่าจีนไทยไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน เป็นความจริงที่เราพิสูจน์แล้ว ปีนี้ 9 สมาคมจีนครบรอบ 60 ปี เป็นตัวเลขที่ดี ปีนี้ตนก็ 60 ปี สัปดาห์หน้าก็แซยิดแล้ว ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายเป็นภาษาจีนว่า “จง ไท้ อี้ เจีย ซิน เจีย หยู จง กั๋ว” หรือ “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกันตลอดไป ขอให้เจริญๆขึ้นไปเรื่อยๆ”เรียก สส.ภท.ติวเข้มถก พ.ร.บ.งบฯต่อมาเวลา 16.40 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงหลังเป็นประธานประชุม สส.เตรียมความพร้อมรับมืออภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ว่า สส.ฝ่ายรัฐบาลต้องเข้าประชุมเพื่อให้ผ่านทุกวาระด้วยความเรียบร้อย ไม่ต้องกำชับเป็นหน้าที่ของ สส.อยู่แล้ว เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมใช้เป็นการซ้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินตอบว่า เรื่องงบประมาณเกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงาน สส.ทุกคนมีสิทธิ์ซักถามแสดงความเห็น กมธ.มีหน้าที่ชี้แจง เมื่อถามย้ำว่าหากฝ่ายค้านถามนอกประเด็น เช่น เรื่องฮั้ว สว.ได้หรือไม่ นาย อนุทินตอบว่า จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะพูดอะไรโต้ “ไอติม” ทำตัวเป็นขี้แพ้ชวนตีเมื่อถามว่าพรรคประชาชนนำเรื่องอนุฯชุดที่ 36 ในคดีฮั้ว สว. เชื่อมโยงกับหลักสูตร พตส. และ นธป. นายอนุทินตอบว่า ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย ผูกเรื่องกันมั่วซั่วไปเรื่อย ให้นายพริษฐ์ตอบ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ให้ได้ก่อน ถ้าแพ้ตรงนั้นแล้วก็อย่าไปพาลที่อื่น ต้องมีวุฒิภาวะ อันนี้เหมือนขี้แพ้ชวนตี ตอนนี้พรรค ภท. ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นอะไรเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. ในที่ประชุมพรรคตนได้ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องของพรรค และก่อนเลือก สว. 1 เดือน เคยออกหนังสือประกาศห้ามให้สมาชิกพรรค ภท.ยุ่งแล้ว บอกคนพรรค ภท.เกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะถ้าเขาเกี่ยวข้องก็ขัดคำสั่ง ซึ่งพรรคยังไม่เห็นมีใครขัดคำสั่ง ปี 67 เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีแรงจูงใจใดๆต้องไปวุ่นวายกับเรื่อง สว. อยากให้เห็นใจและเข้าใจด้วยว่าพรรค ภท.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องนี้เย้ยไม่ได้อยู่ในสมการมาเคลมอะไรนายอนุทินยังกล่าวถึงครบรอบ 1 ปีการทำข้อตกลงเอ็มโอเอระหว่างพรรค ภท.และพรรค ปชน. ว่า ครบวันนี้หรือ เวลามันเร็วมาก เมื่อถามว่าพรรค ปชน.บอกว่าเป็นความผิดพลาด นายอนุทินตอบว่า ไม่ใช่หรอก จะไปผิดพลาดได้อย่างไร วันนั้นทั้ง 2 พรรคร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ สนับสนุนกัน หลักสำคัญของพรรค ปชน.คือต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก็ทำตามทุกอย่าง แต่เขามาเพิ่มเงื่อนไขอีกตอนหลัง และเขาคิดว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะกดดันอย่างไรก็ได้ คนที่ทำให้เกิดความผิด พลาดคือพรรค ปชน.ที่ไม่ยึดมั่นอยู่ในเอ็มโอเอ ที่ไม่รักษาสัญญาข่มเหงนายกฯ ก็ยุบตามที่ท่านบอกเลย และนายพริษฐ์ไม่ได้เป็นคนเซ็น ไม่ได้เกี่ยวข้อง ตอนไปเจรจาไม่เห็นอยู่ในสมการ เขาไม่เกี่ยวข้องในวันนั้นแล้วจะมาเคลมอะไรปชป.ห่วงล้มโต๊ะไฮสปีด 3 สนามบินที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่งของประเทศว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญในโครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ก่อนจะเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการให้บริการประชาชน ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เป็นแกนหลักในการพัฒนาพื้นที่อีอีซีที่มีกระแสข่าวว่าภาคเอกชนอยากให้สัญญาสิ้นสุดลง เพราะมองว่าไม่คุ้มค่าหลังผ่านพ้นไปกว่า 7 ปี ที่ผ่านมารัฐบาลไทยไปโรดโชว์ทั่วโลกเพื่อดึงดูดการลงทุน หากปล่อยให้ยกเลิกสัญญาจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ สิ่งน่ากังวลที่สุดคือ ผลกระทบต่อคนกรุงเทพฯโซนตะวันออก หากเอกชนสิ้นสุดสัญญาอาจหยุดให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ปัจจุบันมีผู้โดยสารและผู้เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิใช้งานสูงถึง 60,000-80,000 คนต่อวัน เรียกร้องให้นายกฯเร่งสางปัญหานี้โดยด่วน อย่าปล่อยให้โครงการมูลค่ากว่า 1.3—1.5 แสนล้านบาท ต้องนับหนึ่งใหม่เป็นสิทธิเสรีภาพ “สนธิ” นัดชุมนุมอีกเรื่องนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตร ประกาศจัดชุมนุมในวันที่ 7 ก.ย.ว่า ขอพูดในภาพรวมไม่ได้เจาะไปใคร ต้องยืนยันว่าเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย ตราบใดที่ข้อเสนอของกลุ่มนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาอยู่ภายใต้ครรลองและระบอบประชาธิปไตย เมื่อถามว่าทางฝั่งไอลอว์ก็เตรียมจัดชุมนุมในวันที่ 13 ก.ย.เช่นกัน นายพริษฐ์ตอบว่า ส่วนกิจกรรมของไอลอว์ที่ผ่านมา พรรค ปชน.ไม่เคยปฏิเสธอยู่แล้วว่าเป้าหมายหรือข้อเสนอที่ไอลอว์และภาคประชาชนเรียกร้องเกี่ยวกับการโกง สว. สอดรับกับพรรค ปชน. พวกตนก็เคยไปร่วมกิจกรรมออกกำลังกายที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ตราบใดที่เห็นตรงกันคิดว่าสามารถไปร่วมได้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่