เมืองเซอเรียน รัฐซาราวักของมาเลเซีย กำลังเผชิญมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง ค่ามลพิษเพิ่มสูงจนถึงระดับฉุกเฉิน โรงเรียนต้องปิด เด็กจำนวนมากต้องหยุดเรียน ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจต้องหลบอยู่ภายในบ้าน เพราะอากาศข้างนอกกลายเป็นอากาศที่ไม่ปลอดภัยไม่ได้เกิดขึ้นในมาเลเซียเพียงประเทศเดียว แต่มาจากไฟป่าและไฟบนพื้นที่พรุในอินโดนีเซีย ควันจำนวนมหาศาลลอยข้ามทะเลและพรมแดนเข้าไปปกคลุมรัฐซาราวัก ทางการอินโดนีเซียจึงสั่งพักใบอนุญาตบริษัท 5 แห่ง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเผาพื้นที่จนเกิดหมอกควันข้ามแดนเหตุการณ์นี้สอนเราอีกครั้งว่า ‘ควันไฟไม่มีหนังสือเดินทาง’ เมื่อประเทศหนึ่งเผาป่า ประชาชนอีกประเทศหนึ่งอาจต้องสูดควัน เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งต้องการลดต้นทุนหรือขยายพื้นที่ทำกิน บริษัทนั้นอาจได้รับกำไร แต่เด็ก คนแก่ และชาวบ้านนับล้านคนกลับต้องจ่ายด้วยสุขภาพและลมหายใจของตนเองเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ...ซึ่งวุฒิสภาไทยแก้ไขแล้วส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎรผมอ่านแล้วไม่ได้รู้สึกว่าอากาศจะสะอาดขึ้น ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก ไม่ใช่เพราะฝุ่น PM2.5 แต่เป็นเพราะสงสัยว่า เหตุใดผู้มีอำนาจแก้กฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับลมหายใจของประชาชนทั้งประเทศ จึงแก้ไขบทบัญญัติเรื่องมลพิษข้ามแดนให้กว้างและไม่ชัดเจนกว่าเดิมร่างเดิมกำหนดค่อนข้างชัดว่า กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานของรัฐต้องเร่งเจรจา รวมทั้งใช้ช่องทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษที่ลอยข้ามมาจากประเทศเพื่อนบ้านแต่วุฒิสภากลับแก้ถ้อยคำจนไม่ชัดว่า หน่วยงานใดจะต้องเป็นเจ้าภาพและรับผิดชอบโดยตรง ถ้อยคำที่วุฒิสภาแก้ดูยืดหยุ่นในห้องประชุม แต่เมื่อนำไปใช้จริง อาจกลายเป็นช่องทางให้ทุกหน่วยงานปฏิเสธความรับผิดชอบ กระทรวงหนึ่งอาจชี้ไปอีกกระทรวง อีกกระทรวงอาจบอกว่าต้องรอการประชุม ส่วนประชาชนก็ต้องนั่งไอและสูดควันอยู่ที่บ้านต่อไปเหตุการณ์ที่รัฐซาราวักแสดงให้เห็นแล้วว่า ปัญหาควันข้ามแดนไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไทยเองได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนแทบทุกปี โดยเฉพาะประชาชนในภาคเหนือและภาคใต้เมื่อควันลอยเข้ามาในไทย เราไม่ควรเสียเวลาถกเถียงว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด กฎหมายต้องเขียนให้ชัดว่า ใครต้องตรวจสอบ ใครต้องเจรจา ใครต้องติดตามบริษัทที่เกี่ยวข้อง และใครต้องรายงานผลให้ประชาชนทราบ2 กันยายน 2569 สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่เห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภาด้วยคะแนนถึง 414 เสียง ขณะที่มีผู้เห็นด้วยเพียง 2 เสียง และมีการตั้งกรรมาธิการร่วมกัน 20 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติใหม่ผมขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 414 คน ที่ยังเห็นว่าลมหายใจของประชาชนมีค่ามากกว่าความสะดวกของผู้ก่อมลพิษผมอยากฝากถึงกรรมาธิการร่วมทั้ง 20 คนว่า เวลาพิจารณาถ้อยคำเรื่องมลพิษข้ามแดน ขอให้นึกถึงภาพโรงเรียนในมาเลเซียที่ต้องปิด นึกถึงเด็กที่ไม่ได้ไปเรียน นึกถึงผู้สูงอายุที่หายใจติดขัด และนึกถึงผู้ป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาล ทั้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้จุดไฟเผาป่าแม้แต่กองเดียวบริษัทซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผาจะต้องถูกตรวจสอบ หากทำผิดก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทเก็บกำไรไว้ แล้วโยนควันพิษและค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนเป็นผู้รับภาระรัฐบาลไทยต้องกล้าเจรจากับเพื่อนบ้าน ต้องติดตามแหล่งกำเนิดควัน และต้องตรวจสอบว่ามีบริษัทของไทยหรือบริษัทที่ขายสินค้าให้คนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเผาป่าในต่างประเทศหรือไม่อากาศไม่ใช่สมบัติของรัฐบาล ไม่ใช่ทรัพย์สินของวุฒิสภา และไม่ใช่ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง อากาศเป็นของประชาชนทุกคนคนรวยซื้อเครื่องกรองอากาศได้ คนมีอำนาจนั่งรถที่ปิดกระจกสนิทได้ แต่ไม่มีใครหยุดหายใจได้ และไม่มีใครซื้อปอดใหม่ได้ง่ายๆกฎหมายอากาศสะอาดจึงต้องปกป้องผู้สูดมลพิษ ไม่ใช่ปกป้องผู้ก่อมลพิษ ต้องกำหนดผู้รับผิดชอบให้ชัด และต้องจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง เพราะควันไฟไม่มีหนังสือเดินทาง แต่บริษัทที่จุดไฟมีชื่อ รัฐบาลที่มีหน้าที่เจรจาก็มีชื่อ และผู้ที่แก้กฎหมายให้อ่อนแอลงก็มีชื่อเช่นเดียวกันครับ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม