ระทึกกลางกรุง เพลิงไหม้ใหญ่ศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์วอด กว่า 300 ร้านค้า เผยไฟเริ่มกระหน่ำ เผาโซนร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์ลามไหม้รวดเร็วกว่า 3 ชั่วโมง จนพื้นอาคารลานจอดรถ ชั้น 2 และ 3 ยุบตัวถล่มลงมาทับรถยนต์เสียหายกว่า 20 คัน รถดับเพลิงกว่า 20 คัน รถกระเช้า 90 เมตร ฉีดน้ำสกัดข้ามคืนจนเพลิงสงบตอนตีห้า มีอาสาสมัคร บรรเทาสาธารณภัยบาดเจ็บนับสิบ ในจำนวนนี้อาการ โคม่า 1 ราย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตาม สถานการณ์พร้อมพูดคุยกับเจ้าของโครงการ เศร้า ตลาดคลองถมอาจเหลือแต่ชื่อ สั่งคุมเข้มความปลอดภัย แม้ควบคุมเพลิงได้แล้ว ห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้ เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยด่วนเหตุไฟไหม้ใหญ่ศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ หรือ “ตลาดคลองถม” เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 28 ส.ค. พ.ต.ท.สุเกรียงไกร ใจสุบรรณ สว. (สอบสวน) สน.พลับพลาไชย 1 รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ในศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ ถนนวรจักร แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบก่อนไปตรวจสอบพร้อมนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ต.อ.อภิเชษฐ์ ทรัพย์ส่งเสริม ผกก.สน.พลับพลาไชย 1 และรถดับเพลิงกว่า 20 คันไฟลุกจากด้านในเสียงบึมเป็นระยะที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 3 ชั้น อยู่ในเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ชั้นล่างแบ่งเป็นล็อกขายสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า อะไหล่รถยนต์ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ กล้องวงจรปิด เพาเวอร์แบงก์ รวมประมาณ 700-800 ล็อก ชั้น 2 เป็นลานจอดรถและบางส่วนเช่าเป็นโกดังเก็บสินค้า ชั้น 3 เป็นลานจอดรถ มีรถยนต์จอดกว่า 20 คัน เพลิงลุกไหม้อยู่โซนด้านในลุกลามอย่างรวดเร็ว เพราะสินค้าส่วนมากจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ กล่องกระดาษ และพลาสติก เสียงระเบิดดังเป็นระยะ กลุ่มเจ้าของร้านและลูกจ้างต่างวิ่งขนของออกจากร้านกันจ้าละหวั่น เจ้าหน้าที่ทำการตัดกระแสไฟฟ้า ก่อนจะระดมฉีดน้ำ การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะเพลิงลุกลามขึ้นชั้น 2 และ 3 อย่างรวดเร็ว ซึ่งพื้นทำด้วยยางมะตอย ไวไฟ ถูกเพลิงไหม้หลอมละลายย้อยลงมา ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปทำงานด้านในได้รถกระเช้าสูง 90 ม. ฉีดน้ำช่วยถึงคุมได้เพลิงลุกไหม้นานกว่า 3 ชั่วโมง ทำให้พื้นชั้น 2 และชั้น 3 พังถล่มลงมา พารถเก๋งที่จอดอยู่ถูกไฟไหม้ถล่มลงมาด้วยรวมกว่า 20 คัน เวลาผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมงยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ ต้องใช้รถกระเช้าสูง 90 เมตร ขึ้นไปฉีดน้ำมุมสูงเพลิงจึงสงบ เกือบตี 5 ของวันที่ 29 ส.ค. เพลิงลุกไหม้เสียหายเกือบเต็มพื้นที่“ชัชชาติ” ชี้โครงสร้างเริ่มยุบตัวด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า อาคารดังกล่าวมีโครงสร้างเหล็ก มีความเสี่ยงต่อการยุบตัวหรือสูญเสียกำลังเมื่อได้รับความร้อนสูง ขณะนี้หลังคาและโครงสร้างบางส่วนเริ่มทรุดตัวลง เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ติดค้างภายในอาคาร เจ้าหน้าที่ได้ระดมรถดับเพลิงจากหลายสถานีเข้าพื้นที่ เพื่อควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังอาคารและพื้นที่ข้างเคียงคาดต้นเพลิงเริ่มจากชั้น 1 ก่อนลามผู้ว่าฯ กทม.กล่าวต่อว่า สันนิษฐานเบื้องต้นว่า ต้นเพลิงน่าจะเริ่มจากชั้น 1 เป็นพื้นที่ร้านค้ามีสินค้าเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้มีเชื้อเพลิงจำนวนมากและส่งผลให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง โดยให้ความปลอดภัยเป็นหลัก จึงยังไม่สามารถเข้าภายในอาคารได้ เนื่องจากต้องประเมินความเสี่ยงด้านโครงสร้างก่อน เน้นฉีดน้ำสกัดเพลิงจากภายนอก เพื่อควบคุมไม่ให้เพลิงลุกลามไปยังตึกแถวข้างเคียงทั้งนี้ ได้รับรายงานว่าภายในอาคารมีการติดตั้งระบบสปริงเกอร์ แต่คาดว่าอาจไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมด ทั้งนี้ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยแรก เคยลงพื้นที่ตรวจสอบประปาหัวแดงบริเวณดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่ามีน้ำเพียงพอสำหรับการใช้งาน เนื่องจากพื้นที่นี้มีความเสี่ยงด้านอัคคีภัย ปัจจุบันยังมีประปาหัวแดงอยู่หลายจุด สามารถนำมาใช้สนับสนุนการดับเพลิงได้ระทึกไฟลามต่อตึกแถว 5 ชั้นด้านหลังมีรายงานว่า ช่วงกลางดึกแสงเพลิงได้ลุกลามไปยังอาคารพาณิชย์ ปลูกติดอยู่กับด้านหลังของตลาดคลองถมเซ็นเตอร์ ซอยฝั่งขวา มีจำนวน 8 คูหา จุดเกิดเหตุเป็นคูหาที่ 5 ลักษณะเป็นอาคารสูง 5 ชั้นด้านบนใช้เป็นหอพักและใช้สำหรับเก็บของ ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า พบต้นเพลิงบริเวณชั้น 5 ซึ่งเป็นดาดฟ้าก่อนลุกลามลงมายังชั้น 3-4 ของอาคาร เจ้าหน้าที่จึงระดมกำลัง โดยลำเลียงสายฉีดน้ำจาก อาคารข้างเคียงอย่างทุลักทุเล โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง จนสามารถควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังคูหาติดกันไว้ได้สำเร็จ จนเพลิงสงบ“อนุทิน” เข้าตรวจสอบด้วยตัวเองต่อมาเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้ใหญ่ภายในศูนย์ การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ โดยมาในชุดอยู่บ้านสบายๆ พร้อมสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น เพื่อความปลอดภัยจากควันพิษที่เกิดจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หลังเจ้าหน้าที่สกัดเพลิงไว้ได้แล้ว ระหว่างลงพื้นที่ได้พูดคุย กับชาวบ้านและให้กำลังใจตลอดเส้นทาง ก่อนที่จะเข้าไปถึงจุดที่รถแบ็กโฮกำลังทำงานและเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งฉีดน้ำเพื่อให้ควันเบาบางลง เนื่องจากบางจุดยังมีไฟปะทุ โดยนายอนุทินเข้าสำรวจความเสียหายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมพูดคุยกับ เจ้าของโครงการคลองถมเซ็นเตอร์เจ้าของเศร้า...อนาคตอาจเหลือแต่ชื่อช่วงหนึ่งเจ้าของโครงการรายงานให้นายก รัฐมนตรีฟังว่า “พื้นที่ดังกล่าวมี 4 ไร่ หากคิดเป็น พื้นที่ใช้สอย อยู่ที่ประมาณ 8,000 กว่าตารางเมตร และส่วนตนเป็นเจ้าของที่ตามสัญญา เมื่อวานเราพยายามทำทุกอย่างไม่ให้มีคนเจ็บ หลังจากนี้ด้วยภาวะเศรษฐกิจด้วย อาจจะไม่มีคลองถมแล้ว เดี๋ยวนี้ออนไลน์มันแรงด้วย และตอนเกิดเหตุร้านปิดหมด ประมาณ 6 โมงเย็น ก็ไม่มีคนอยู่แล้ว เสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่ค่อยมีคน”นายกฯยันภาพรวมคุมเพลิงได้แล้วนายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงในภาพรวมไว้ได้แล้ว แต่ยังคงมีกลุ่มไฟ และจุดความร้อนลุกไหม้เป็นหย่อมๆ อยู่ภายในพื้นที่ ไม่สามารถเข้าไปได้โดยง่าย ได้ประสานงานนำรถแบ็กโฮเข้ามาช่วยเคลียร์และเปิดทาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงฉีดน้ำเข้าถึงจุดต้นเพลิงได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมฉีดน้ำหล่อเลี้ยงไว้ตลอดเวลา เพื่อป้องกัน การปะทุซ้ำ ยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดต้องน่ากังวลว่าเพลิงจะลุกลามขยายวงกว้างอีก เนื่องจากเพลิงไหม้เกิดขึ้น ในพื้นที่ร้านค้าส่งและอุปกรณ์ต่างๆ สินค้าบางส่วนเป็นเคมีภัณฑ์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ส่งผลให้เกิดควันพิษ หนาแน่นและมีกลิ่นแรง ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงและผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หลีกเลี่ยงเข้ามาในจุดเกิดเหตุ หากจำเป็นต้องเข้ามา ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อป้องกันอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจทำงานเร็วไฟไม่ลามบ้านเรือน ปชช.นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ทั้งนี้รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร นำโดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานคร ได้ส่งกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่ช่วงดึกที่ผ่านมา สามารถบล็อกพื้นที่ เส้นทางไม่ให้เพลิงลุกลามไปยังบ้านเรือนประชาชนข้างเคียงได้ทันท่วงที ได้รับความชื่นชมจากชาวบ้าน และผู้ประกอบการว่าเจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ได้รวดเร็ว สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บได้รับการดูแลและเยียวยาแล้ว โดยผู้ที่มีอาการหนักได้รับการรักษาจนพ้นขีดอันตรายขู่ฟ่อโทษหนักพวกจ้องลักทรัพย์นายอนุทินกล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีรายงานว่ามีคนฉวยโอกาสเข้ามาขโมยสินค้าในช่วงเช้ามืด นายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้กำชับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จัดกำลังสายตรวจคอยเฝ้าสอดส่องดูแลสินค้าของผู้ประกอบการที่ยังคงเหลืออยู่อย่างใกล้ชิด พร้อมฝากเตือนไปยังผู้ที่จะซ้ำเติมผู้เดือดร้อนว่า “หากตรวจพบหรือจับกุมได้ จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและลงโทษขั้นสูงสุด”ต้องคุยกันอนาคตจะเปิดใหม่ไหวมั้ยเมื่อถามถึงกรณีที่ผู้ประกอบการและเจ้าของอาคารตัดพ้อว่าอาจไม่ทำตลาดคลองถมต่อ เนื่องจากโครงสร้างอาคารเสียหายหนัก ยุบตัวลงมา และสู้กระแสการค้าออนไลน์ไม่ไหว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้เจ้าของอาจกำลังท้อแท้ เสียใจ เพราะเป็นสถานที่สร้างอาชีพให้ผู้คนและชาวบ้านมานานหลายสิบปี เจ้าของธุรกิจได้รับผลกระทบหนักจากไฟไหม้ครั้งนี้ อีกทั้งตลาดยุคใหม่เป็นตลาดออนไลน์ ต้องพูดคุยกันภายหลังว่าจะกลับมาค้าส่งหรือค้าย่อยได้อีกหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่กับการแข่งขันการค้ายุคใหม่ อย่างไรก็ตามโครงสร้างอาคารและทรัพย์สินต่างๆมีการทำประกันภัยไว้ ซึ่งจะมีการชดเชยตามขั้นตอนประกันภัยต่อไปaอย่ามโนบั่นทอนจิตใจ–เผาไล่ที่ส่วนการตั้งข้อสังเกตกรณีข่าวลือการวางเพลิงเพื่อไล่ที่ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องทำเช่นนั้น ขออย่าตั้งสมมติฐานที่บั่นทอนจิตใจผู้ประสบภัย ส่วนสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ที่แท้จริง อยู่ระหว่างรอเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าตรวจสอบอย่างละเอียด คาดว่าจะทราบผลสรุปในเวลาอีกไม่นานโครงสร้างถล่มคืออุปสรรคดับไฟขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เผยอีกครั้งว่า ขณะนี้สามารถควบคุมสถานการณ์โดยรวมได้แล้ว แต่ยังมีความร้อนและเชื้อเพลิงหลงเหลืออยู่ภายในอาคาร อุปสรรคสำคัญคือโครงสร้างอาคารที่ถล่มลงมาทับถมกัน ทำให้ไม่สามารถฉีดน้ำเข้าไปถึงจุดที่เป็นต้นเพลิงด้านล่างได้ เมื่อหยุดฉีดน้ำจึงมีโอกาสที่ไฟจะปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะโครงสร้างหลักที่เป็นเหล็ก เมื่อได้รับความร้อนสูงเป็นเวลานานจะสูญเสียกำลังและทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการเข้าพื้นที่ยื่นร้องขอเยียวยาที่เขตป้อมปราบฯนายชัชชาติกล่าวต่อว่า ด้านความเสียหาย คลองถมเซ็นเตอร์มีแผงค้าประมาณ 300 แผง คาดว่ามีผู้ประกอบการประมาณ 100 ราย เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายมีหลายแผง ล่าสุดมีผู้มาลงทะเบียนแจ้งความเสียหายแล้วประมาณ 70 ราย กทม.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบราย ละเอียดความเสียหาย ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้ สำหรับการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายได้จัดจุดรับลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือเบื้องต้น ณ ศาลาวัดพระพิเรนทร์ และตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.สามารถยื่นคำร้องได้ที่ฝ่ายปกครอง ชั้น 2 สำนักงานเขตป้อมปราบ ศัตรูพ่ายเวลา 08.00-16.00 น.เอกสารประกอบการยื่นคำร้อง ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สัญญาเช่า บันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ ระบุรายละเอียดความเสียหายเป็นรายกรณี พร้อมภาพถ่ายความเสียหาย หลังยื่นคำร้อง สำนักงานเขตจะออกหนังสือรับรองผู้ประสบภัย นัดหมายรับเงินช่วยเหลือต่อไปอาสากู้ภัยเจ็บ 10 ราย วิกฤติ 1 รายนายชัชชาติกล่าวด้วยว่า เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุหลักเป็นพื้นที่ประกอบการค้า ไม่ใช่ที่พักอาศัยจึงไม่มีรายงานความเสียหายต่อบ้านเรือนในพื้นที่โดยตรง แต่มีผู้พักอาศัยในหอพักบริเวณใกล้เคียงที่อาจได้รับผลกระทบและอาจจำเป็นต้องจัดหาที่พักใหม่ ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นมีประมาณ 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครที่ได้รับผลกระทบจากควันไฟและมีกรณีได้รับบาดเจ็บจากวัสดุตกหล่น ขณะที่มีประชาชนทั่วไปได้รับผลกระทบจากควันไฟ 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอาการวิกฤติ 1 ราย ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นอาสาสมัคร ทั้งนี้ รายละเอียดจำนวนและอาการผู้บาดเจ็บอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจนท.กู้ภัยอาการยังน่าห่วงสำหรับอาการบาดเจ็บของนายสุทัศน์ จุ้ยพงษ์ หรือต๋อง เจ้าหน้าที่กู้ภัยรหัสสำราญราษฎร์ 26 ที่เป็นชุดแรกๆที่เข้าไประงับเหตุเพลิงไหม้อาคารคลองถมเซ็นเตอร์ แล้วเกิดสำลักควันพิษเข้าไปจนหมดสติ ถูกนำส่ง รพ.กลางในสภาพหมดสติ ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ได้มีการเคลื่อนย้ายไปรักษาต่อที่ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า (รพ.ทหารเรือ) เพราะมีอุโมงค์ลมออกซิเจน เนื่องจากนายสุทัศน์มีอาการขั้นวิกฤติ ไม่ตอบสนองต่อยารักษา มีภาวะเลือดเป็นกรด หลอดลมบวม ต้องใส่ท่อและเครื่องช่วยหายใจตลอดเวลาเฝ้าระวังสารพิษจากควันไฟนายชัชชาติกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังกลุ่มควันที่พวยพุ่งออกจากพื้นที่ เนื่องจากภายในอาคารมีสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งแบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ และสารเคมีบางส่วน อาจก่อให้เกิดสารพิษจากการเผาไหม้ กทม.เตรียมประสานนำเครื่องมือตรวจวัดสารพิษเข้าตรวจสอบ เฝ้าระวังผลกระทบต่อประชาชน ทั้งนี้ ทิศทางลมในช่วงดังกล่าวพัดจากทิศใต้ขึ้นไปทางทิศเหนือผู้ดูแลโครงการรอหารือเยียวยาด้านผู้ดูแลโครงการยืนยันว่ายังอยู่ระหว่างรอให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าตรวจพิสูจน์อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม เรื่องที่นับว่าโชคดีที่สุดในเหตุการณ์ครั้งนี้คือ “ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” ส่วนเรื่องมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยต่างๆจะต้องนำมาพิจารณาและหารือร่วมกันอีกครั้งหลังจากนี้ยันสับคัตเอาต์ตัดไฟทุกสองทุ่มเมื่อถามถึงมาตรฐานและความพร้อมของระบบป้องกันอัคคีภัย ผู้ดูแลโครงการ ชี้แจงว่า “ที่ผ่านมาได้เดินตรวจและทดสอบระบบร่วมกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอยู่เป็นประจำ ยืนยันว่าเมื่อช่วงวันก่อนหน้าเกิดเหตุ ระบบสปริงเกอร์ยังคงทำงานได้ตามปกติ” ส่วนในวันเกิดเหตุจะทำงานสมบูรณ์หรือไม่ ต้องรอให้ พฐ. เข้าไปตรวจสอบเชิงลึกอีกครั้ง ขณะที่ระบบไฟฟ้ามีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยหลังเวลา 2 ทุ่มของทุกวัน จะสับคัตเอาต์ใหญ่ ตัดกระแสไฟฟ้าภายในอาคารทั้งหมด ตนดูแลอยู่เพียงจุดเล็กๆไม่ได้ครอบครองพื้นที่ทั้งหมด และตนทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ได้รับจ้างมาดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่เจ้าของโครงการหรือผู้จัดการใหญ่ตามที่ถูกตั้งข้อสังเกต ส่วนข้อมูลผู้ค้าและการจัดระเบียบพื้นที่ ในส่วนของจำนวนผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้ามาเช่าพื้นที่ค้าขาย ผู้ดูแลโครงการเปิดเผยว่า ไม่สามารถระบุตัวเลขที่แน่นอนได้ เนื่องจากลักษณะการเช่าพื้นที่ของตลาดมีการเข้า-ออกและเปลี่ยนแปลงของผู้ค้าอยู่ตลอดเวลารปภ.ระบุต้นเพลิงร้านอุปกรณ์ไฟฟ้าด้าน พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 กล่าวว่า จากการสอบถาม รปภ.ของอาคารที่เกิดเหตุ ให้การเบื้องต้นว่า เห็นกลุ่มควันและแสงเพลิงเกิดขึ้นที่ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าบริเวณโซนกลางด้านใน ซึ่งแต่ละร้านจะมีกล้องวงจรปิดที่อาจเก็บข้อมูลภาพไว้ในไอคลาวด์ ซึ่งต้องเอามาให้เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์เพื่อเทียบกับคำให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์ว่า จุดเกิดเหตุตรงกันหรือไม่ อย่างไรก็ตามต้องรอให้ความร้อนสงบลงเสียก่อน และมั่นใจว่าโครงสร้างจะไม่พังถล่มลงมาเพิ่ม เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานก็พร้อมที่จะเข้าไปพิสูจน์หาสาเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ได้ตลอดเวลาก่อนนี้ปี 52 หวิดวอดมาหนมีรายงานว่า เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 14 ต.ค.52 เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารคลองถม เซ็นเตอร์มาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนั้นเพลิงไหม้จากร้านซ่อมและขายเตาแก๊สปิกนิกคลองถมด้านหลังร้านเคเอฟซี จนหวิดคลอกลูกจ้าง 8 คน ที่นอนเฝ้าสินค้าด้านใน แต่ก็ช่วยทุกคนออกมาได้อย่างทุลักทุเล เนื่องจากมีลูกจ้าง 2 คนหนีขึ้นไปบนดาดฟ้าชี้ความเสี่ยงใกล้เคียงเหตุตึกถล่มต่อมาเวลา 14.00 น. ที่วัดพระพิเรนทร์ ศาลา 1-2 รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เผยว่า ได้นำโดรนตรวจจับความร้อนขึ้นบินสำรวจต่อเนื่อง แต่ต้องหยุดพักเป็นระยะเนื่องจากมีฝนตกหนักลงมา ประกอบกับมีอุณหภูมิความร้อนสะสมค่อนข้างสูงเท่ากับช่วงเช้าที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ลุกลามขยายวง แต่จากการประเมินล่าสุดพบจุดที่เป็นปัญหาด้านในอาคาร รถแบ็กโฮและเจ้าหน้าที่ยังเข้าไม่ถึงจุดสำคัญ เนื่องจากพื้นที่ด้านหน้าและช่วงกลางอาคารมีซากวัสดุทับถมกันอยู่ ประกอบกับโครงสร้างตัวอาคารยึดโยงกันด้วยโครงเหล็ก หากรื้อถอนหรือขยับสิ่งกีดขวางแรงไป อาจทำให้เกิดช่องว่าง มีอากาศเข้าไป รวมทั้งโครงสร้างเหล็กที่พังถล่มลงมาอาจเกี่ยวกันไว้อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อโครงสร้างภาพรวม ลักษณะความเสี่ยงใกล้เคียงกับเหตุการณ์ตึกถล่ม ต้องใช้วิธีตัดโครงสร้างอย่างละเอียดเข้าไปดันจุดที่มีอุณหภูมิสูง ทีมประเมินสถานการณ์ต้องถอนกำลังกลับมาปรับแผนปฏิบัติงานใหม่อีกครั้ง เนื่องจากแผนเดิมที่วางไว้ในการนำโดรนเข้าปฏิบัติการอาจต้องทบทวนความเหมาะสมให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดลงทะเบียนขอเยียวยากว่า 200 รายรศ.ทวิดากล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายภายในตัวตลาดคลองถมเซ็นเตอร์ ซึ่งมีจำนวนแผงค้าค่อนข้างมากนั้น ในวันนี้มีผู้เช่าหรือผู้ที่มีชื่อในระบบมาลงทะเบียนแจ้งข้อมูลประมาณ 200 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการชั่วคราวให้ความช่วยเหลือและเปิดให้ซักถามข้อมูล ทั้งในส่วนของเจ้าของกิจการ ลูกจ้าง หรือผู้ช่วยขาย ให้มาทยอยจดแจ้งรายละเอียดกับสำนักงานเขต อาจมีอุปสรรคเรื่องเอกสารหลักฐานผู้เสียหายที่ยังอยู่ในร้านค้า ต้องตรวจสอบข้อมูลกับทางตลาดควบคู่ พร้อมกันนี้ได้ประสานทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่ดูแล เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ รวมถึงรถจักรยานยนต์ มีส่วนประกอบของสารเคมี ทำให้ยังมีกลิ่นและควันหลงเหลือในพื้นที่ อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางทบทวนความปลอดภัย จยย.ไฟฟ้า-โซลาร์เซลล์รศ.ทวิดากล่าวในตอนท้ายว่า เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและยานพาหนะประเภทรถจักรยานไฟฟ้าในพื้นที่ตลาดค่อนข้างมาก รวมถึงมีจุดชาร์จแบตเตอรี่และการรวมกลุ่มของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ประ กอบกับในช่วงคืนที่ผ่านมายังมีเหตุการณ์ซ้อนเกิดขึ้นจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน กทม. ต้องทบทวนยกระดับมาตรการความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะและการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อวางแนวทางป้องกันในระยะยาวต่อไป ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังคงต้องรอผลการตรวจสอบเพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงของเพลิงไหม้ครั้งนี้อย่างเป็นทางการอีกครั้งตำรวจรับแจ้งความแล้ว 168 คนด้านความคืบหน้าทางคดี พ.ต.ท.สมศักดิ์ ธิจริยา รอง ผกก. (สอบสวน) สน.พลับพลาไชย 1 เผยว่า ยอดผู้ที่เดินทางมาแจ้งความที่ศูนย์อำนวยการชั่วคราวขณะนี้มี 62 คน และที่ สน.พลับพลาไชย 1 อีก 106 คน รวมผู้เข้าแจ้งความแล้ว 168 คน ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 จะแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้ ปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การทยอยสอบปากคำผู้เสียหาย ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยผู้พบเห็นเหตุการณ์คนแรก ยังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยังไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เก็บพยานหลักฐานในจุดเกิดเหตุได้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่