สถานการณ์โลกในปัจจุบันกำลังเต็มไปด้วยความไม่แน่ไม่นอน และเต็มไปด้วยการแข่งขันทั้งแบบสร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์ ยุโรปกำลังวุ่นวายและติดหล่มความขัดแย้งในยูเครน อเมริกาใต้กำลังรับมือกับ “ผู้นำใหม่” ของภูมิภาคจากตอนเหนือ สถานการณ์เอเชียตะวันตกอ่าวเปอร์เซียกำลังหนักหน่วง ดังนั้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะจิ๊กซอว์สำคัญคือ ภูมิภาคอาเซียน“ปีเตอร์ หลัน” ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย เปิดประเด็นเรื่องทิศทางการกระชับความสัมพันธ์ในแวดวงสากล และความจำเป็นในการปรับจูนให้เหมาะสม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความแตกแยกและกระจัดกระจายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมองว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญตั้งอยู่ใจกลางของอาเซียน หากให้เจาะจงคือ “อาเซียนบนแผ่นดินใหญ่”และตอนนี้มีเสียงดังมากขึ้นว่าไทยกำลังมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ยาวนานยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นคลื่นลูกใหม่ของการลงทุน นักลงทุนจากไต้หวันกำลังสนใจที่จะเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นโดยถือเป็นภารกิจสำคัญของผมและสำนักงาน ในการสร้างความมั่นใจว่า “ความสนใจเหล่านั้น” จะมีต่อไป และกระบวนการต่างๆจะเป็นไปอย่างราบรื่น มีการเปลี่ยนผ่านและการปรับตัวที่ราบรื่นสำหรับนักลงทุนเหล่านั้น ไทยและไต้หวันสามารถมีการลงทุนใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมใหม่ๆ นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ทุกอย่างใหม่ๆ ขอเพียงแค่มีช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมและการหารือที่สร้างสรรค์เราเปิดกว้างสำหรับการติดต่อสื่อสาร พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกคน ดังนั้นตอนนี้มันขึ้นอยู่กับฝั่งไทยจริงๆ โดยมีความท้าทายคือการถูกมองว่า ติดต่อกับไต้หวันแล้วจะเกิด “ความยุ่งยาก”แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมโยงเข้ากับเรื่อง “นโยบายจีนเดียว” (One China Policy) ที่ทำให้หลายคนมีความคิดที่คลาดเคลื่อน เข้าใจไปว่าจีนเดียวคือเส้นแดงที่ห้ามข้าม ห้ามยุ่งเกี่ยวกับไต้หวัน ห้ามไปคุยกับไต้หวันหรือไปไต้หวัน แต่การตีความของผมคือ นโยบายจีนเดียวคือกรอบการทำงานที่ประเทศนั้นๆจะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยอิงตามผลประโยชน์สูงสุดของตัวเอง และจะมีปฏิสัมพันธ์กับจีนและไต้หวันไปพร้อมๆกันอย่างไรคำว่า “นโยบาย” จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น ยึดตามผลประโยชน์ของประเทศเจ้าบ้าน และประเทศนั้นสามารถตัดสินใจเปลี่ยนเนื้อหา เปลี่ยนแปลงการบังคับใช้ได้ นโยบายจีนเดียวมีอยู่ก็จริงแต่การจะกำหนดเนื้อหา วิธีปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับการหารืออย่างตรงไปตรงมาระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดไม่ได้อยากลากประเด็นนี้เข้ามาเกี่ยว ไม่ได้ต้องการให้กลายเป็นเรื่องรักสามเส้า อีกทั้งการสร้างผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ ไม่ว่าประเทศไหนในโลก คือการบริหารจัดการความสัมพันธ์ “ขนานกันไป” ความสัมพันธ์กับจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ไต้หวัน ไม่จำเป็นต้องมาพันกันสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ และสถานการณ์ในภูมิภาค ทำให้อุตสาหกรรมยุคใหม่มีความอ่อนไหวสูงมาก ไม่ใช่แค่เรื่องการทำธุรกิจตามปกติอีกต่อไป บางประเภทมีการถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงชาติ หากไม่มีการหารือและจัดสรรอย่างจริงจัง ก็ย่อมไม่สามารถก้าวสู่ระดับต่อไปได้อยากขอยกตัวอย่างสารคดีที่เรานำมาฉายช่วงเดือน ก.พ. เรื่อง Chip Odyssey ซึ่งเป็นเรื่องราวว่าไต้หวันสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขึ้นมาได้อย่างไรตลอด 50 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามันยากลำบากและท้าทายแค่ไหน เราต้องมีการรวบรวมทรัพยากรทั้งหมดจากรัฐบาล สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยตั้งทีมไปศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนรู้เทคโนโลยีเหล่านั้น แล้วกลับมาสร้างของตัวเองขึ้นมาจากศูนย์“มอร์ริส จาง” ผู้ก่อตั้ง TSMC ทำงานอยู่ในสหรัฐฯ 20 ปี เราเชิญกลับมาไต้หวันและก่อตั้งบริษัท ซึ่งกรณีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosys tem) ขึ้นมาทั้งระบบ ประกอบด้วยบริษัทที่แตกต่างกันมากกว่า 150 บริษัท เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ไม่ได้เกิดขึ้นมาภายในชั่วข้ามคืน เรื่องนี้ไม่มีทาง แต่ถ้ามีการหารือกันอย่างเหมาะสม ไต้หวันยินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์ ขอแค่ประเทศเจ้าบ้านหรือพันธมิตรอื่นๆยินดีที่จะให้ความเท่าเทียมอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีแพลตฟอร์มการหารือต่อไปได้เดือน ส.ค.นี้ ถือเป็นการครบรอบ 1 ปีเต็ม ที่ได้กลับมารับตำแหน่งตัวแทนไต้หวันประจำประเทศไทยและการพูดคุยกันครั้งนี้ก็เป็นอีกรอบที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถามเรื่องคำจำกัดความ “3 คำ” สำหรับการกลับมาและทำงานอยู่เมืองไทยมาครบ 1 ปี อยากจะบอกว่าพวกคุณเอาอีกแล้วนะ ที่ต้องให้คิดกันแบบไม่ทันตั้งตัวผู้อำนวยการใหญ่ปีเตอร์ หลัน หยิบปากกาขึ้นมาจดน้ำหมึกลงบนกระดาษอยู่สักพัก ก่อนเงยหน้าขึ้นมาและกล่าวว่า จากเรื่องที่ผมพูดไป นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมคิดออกครับ คำ 3 คำได้แก่ “การสื่อสาร” (Communication) “การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน” (Mutualism) และ “โอกาส” (Opportunity) การสื่อสารที่ดีเท่านั้นจะนำไปสู่ความเข้าใจกันและกัน และจากจุดนั้นเราก็ย่อมสามารถสร้างโอกาสใหม่ เปิดศักยภาพใหม่ๆขึ้นมาได้ หวังว่าผมจะสอบผ่านคำถามนี้นะครับ.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม