ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ สั่งจำคุก 3 ปี อดีตนักการเมืองใหญ่ “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” ไม่รอลง อาญา แบ่งเป็นข้อหากระทำอนาจาร 1 ปี และพรากผู้เยาว์ 2 ปี เชื่อคำให้การ นศ.สาววัย 17 ปี (ขณะเกิดเหตุ) ที่สมัครอบรมโครงการอาชีพ ในอนาคตกับผู้ต้องหา เจ้าตัวถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในชุดนักโทษ เพราะต้องคำพิพากษาคดีทางเพศที่ศาลอาญากรุงเทพใต้อีก 5 คดี หลังฟังคำพิพากษาถูกส่งตัวกลับไปคุมขังในเรือนจำต่อไปที่ห้องพิจารณาคดี 914 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ส.ค. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีดำที่ อ 1849/2565 พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นจำเลยความผิดฐานกระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล และพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปีเพื่อการอนาจาร โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 เม.ย.61 เวลากลางวัน จำเลยพรากหญิงสาวรายหนึ่งอายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหาย ไปจากบิดา มารดา หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยหญิงนั้นเต็มใจ ด้วยการที่จำเลยใช้มือขวาจับมือซ้ายลักษณะกุมมือและใช้มือซ้ายจับที่ต้นขาผู้เสียหายที่อยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทำอนาจารดังกล่าวเป็นลักษณะเปิดเผยที่เกิดต่อหน้าธารกำนัล เหตุเกิดแขวงและเขตดินแดง จำเลยให้การปฏิเสธ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาพนักงานอัยการยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า ช่วงเดือน มี.ค.61 ผู้เสียหายเข้าร่วมโครงการอบรมนักเรียนที่สนใจประกอบอาชีพในอนาคต มีจำเลยเป็นผู้สอบสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง ถามเรื่องส่วนตัวว่ามีแฟนและคู่รักหรือยัง ระหว่างพูดคุยใช้มือจับแขน มือและโอบไหล่ ทำลักษณะเช่นนี้รวม 2 วัน พยานเข้าใจว่าจำเลยแสดงออกฐานะผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก ต่อมาวันที่ 25 เม.ย.61 หลังเสร็จการบรรยาย จำเลยชักชวนผู้เสียหายไปร่วมงานเลี้ยง บอกว่าจะพาไปส่งคอนโดมิเนียม ผู้เสียหายจึงเดินทางไปกับรถตู้ด้านหลังจำเลย ระหว่างทางจำเลยพูดคุยกับผู้เสียหายเป็นภาษาอังกฤษ อ้างว่าไม่ให้คนขับรถรู้เรื่อง พยายามสอบถามเรื่องส่วนตัวส่อไปในเรื่องเพศ ลูบไล้ต้นแขน ผู้เสียหายพยายามออกห่างปัดมือออก จำเลยพยายามถลกกระโปรงขึ้นผู้เสียหายจึงขอลงที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก จำเลยขู่ว่าห้ามไปบอกใคร หลังเหตุการณ์ผู้เสียหายหวาดกลัวแจ้งผู้จัดการโครงการอบรมขอไม่ร่วมโครงการต่อต่อมาเดือน เม.ย.2565 มีข่าวทางโทรทัศน์ว่า มีผู้หญิงหลายคนแจ้งความดำเนินคดีจำเลยข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา และกระทำอนาจาร ผู้เสียหายจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มารดาฟัง ก่อนเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2565 ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหาย เป็นเรื่องน่าอับอายและมีรายละเอียดเหตุการณ์ บทสนทนาในรถตู้ยากที่จะแต่งขึ้น วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายแจ้งต่อผู้จัดการโครงการฝึกอบรมดังกล่าวทันที เพื่อให้รับทราบว่า ถูกจำเลยกระทำอนาจาร โดยไม่ปรากฏว่า ผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน หรือมีเหตุใดให้ผู้เสียหายเบิกความปรักปรำจำเลยต้องได้รับโทษทางอาญา คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ขณะเกิดเหตุภายในรถตู้มีคนขับรถของจำเลยอยู่ จึงเป็นการกระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัลตามที่โจทก์ฟ้อง การกระทำของจำเลยมีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะล่วงเกินกระทำอนาจารต่อผู้เสียหาย นับได้ว่าเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลผู้เสียหาย ให้ถูกตัดขาดพรากไปโดยปริยาย การกระทำเป็นการพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ออกไปจากอำนาจการปกครองดูแลของบิดาและมารดา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี จำคุก 1 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปีแต่ไม่เกิน 18 ปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี ให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 841/2565 และหมายเลขแดงที่ อ 1409/2566 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1258/2566 และหมายเลขแดงที่ อ 1711/2566 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 968/2565 และหมายเลขแดงที่ อ 2239/2566 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1651/2565 และหมายเลขแดงที่ อ 2306/2566 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1652/2565 และหมายเลขแดงที่ อ 2262/2566 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการฟังคำพิพากษาวันนี้ ศาลเบิกตัวนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ จำเลยมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยนายปริญญ์สวมชุดผู้ต้องโทษจากเรือนจำ เนื่องจากถูกศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกในคดีอื่นที่เกี่ยวกับความผิดทางเพศ หลังฟังคำพิพากษาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวผู้ต้องหากลับไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่