รอง ผบ.ตร. “สำราญ นวลมา” ร่วมกับ มท.2 “พลพีร์” นำทีมเปิดปฏิบัติการกวาดล้างนอมินีเกาะสมุย พบ 875 บริษัทนำคนไทย เข้าถือหุ้นแทน มีทั้งครอบครองที่ดินสิ่งปลูกสร้าง ประกอบธุรกิจโรงแรม วิลล่าหรู และโรงเรียนนานาชาติ ไม่ได้รับอนุญาต รวมมูลค่าถึง 1,500 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ลุยค้น 37 เป้าหมาย รวบผู้ต้องหาตามหมายจับหลากหลายสัญชาติได้ 27 คน ยังหลบหนี อีก 35 คน บางส่วนเผ่นออกนอกประเทศไปแล้ว เตรียมเรียกคนไทย 26 คน สอบดำเนินคดีตำรวจเปิดปฏิบัติการล้างนอมินีเกาะสมุย เปิดเผยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ส.ค. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท. ผบช.ภ.8, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์ รอง ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6 พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ และนายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นำกำลังเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าวเฟส 7” ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการเดินตามแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล” ตำรวจบูรณาการสืบสวนขยายผล ร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ตรวจสอบวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนใน อ.เกาะสมุย ทั้งหมด 12,906 บริษัท ในจำนวนนี้มีนิติบุคคล มีผู้ถือหุ้น เป็นบุคคลต่างด้าวจำนวน 8,254 บริษัท และมีนิติบุคคล ที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายการเป็นนอมินี 875 บริษัท เจ้าหน้าที่พบกลุ่มเป้าหมายเข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี รวมถึงบริษัทที่ช่วยเหลือในการจัดตั้งบริษัท 61 บริษัท ครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวม 42 แปลง เนื้อที่ 33 ไร่ 1 งาน 51 ตร.ว. มูลค่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 1,500 ล้านบาทกระทั่งนำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 60 คดี ผู้ต้องหา 88 คน เป็นคนไทย 26 คน และบุคคลต่างด้าว 62 คน พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเกาะสมุยออกหมายค้น 37 หมาย และหมายจับบุคคล ต่างด้าว 62 หมาย ครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ประกอบด้วย สัญชาติอิสราเอล 20 คน รัสเซีย 17 คน ฝรั่งเศส 12 คน ยูเครน เยอรมนี 2 คน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิตาลี เอสโตเนีย ออสเตรเลีย แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ บัลแกเรีย และฟิลิปปินส์สัญชาติละ 1 คน ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 27 คน มีรัสเซีย 12 คน ฝรั่งเศส 4 คน อิสราเอล และยูเครน สัญชาติละ 2 คน แคนาดา ฟิลิปปินส์ สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐ อเมริกา อิตาลี และเอสโตเนียสัญชาติละ 1 คน ส่วนที่ยังจับกุมไม่ได้อีก 35 คน อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัว บางส่วนหลบหนีออกนอกประเทศไปก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ ตำรวจเตรียมออกหมายเรียกกลุ่มคนไทยที่เข้าข่ายเป็นนอมินีถือหุ้นแทนอีก26 คน มาสอบสวนต่อไปนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจค้นจับกุมเครือข่าย 5 กลุ่มบริษัท ได้แก่ 1.กลุ่มบริษัทกัลป์-ทรี จำนวน 19 บริษัท 19 คดี มีนายกัลและนางรอน สัญชาติอิสราเอล เป็นเจ้าของ วางโครงสร้างบริษัทหลายชั้น มีคนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทน ประกอบธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต และซื้อถือครอง พัฒนาขาย และให้เช่าวิลล่าหรูให้กลุ่มลูกค้าชาวอิสราเอล 2.กลุ่มบริษัทโฮล-ซี จำนวน 4 บริษัท 4 คดี โดยนายโฮล สัญชาติเยอรมัน อาศัยคนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทน 100% กลุ่มบริษัทนี้ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ให้บริการเกี่ยวกับการให้เช่าที่พักอาศัย และก่อสร้างวิลล่าหรู ตั้งอยู่บนพื้นที่เขาสูงชันอาจเกินกว่ากฎหมายกำหนด เสี่ยงต่อใบอนุญาตก่อสร้างที่มิชอบ ขายวิลล่า โดยวิธีการเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนในบริษัทนอมินีไม่เสียภาษีซื้อขายที่ดิน และไม่นำรายได้มาเสียภาษีนิติบุคคล 3.กลุ่มบริษัทกมล จำนวน 19 บริษัท 19 คดี โดย น.ส.กมล สัญชาติไทย มีชื่อในโครงสร้างผู้ถือหุ้น 27 บริษัท จัดตั้งบริษัทให้ชาวต่างชาติเพื่อใช้ขอใบอนุญาตทำงาน หรือวีซ่าประเภทธุรกิจ เป็นวีซ่า ระยะยาวอยู่ได้ 1 ปี โดยข้อมูลทางทะเบียนขัดแย้งกับ การลงทุนจริง น.ส.กมลไม่ได้ลงทุน หรือชำระค่าหุ้น ไม่ได้รับปันผล และไม่ทราบถึงการดำเนินกิจการของ กลุ่มบริษัทแต่อย่างใด 4.กลุ่มบริษัทปา จำนวน 17 บริษัท 17 คดี โดยนางปา สัญชาติไทย เริ่มจัดตั้งบริษัท จากคนไทยทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการที่ต้อง แสดงเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ จากนั้นจะนำบุคคลต่างด้าว เข้ามาในโครงสร้างของผู้ถือหุ้น เพื่อขอใบอนุญาตทำงานและเปลี่ยนประเภทวีซ่าเป็นวีซ่าธุรกิจ โดยไม่ได้ มีการประกอบธุรกิจจริงแต่อย่างใด5.กลุ่มบริษัท ไอ จำนวน 2 บริษัท 1 คดี โดย นายสตีฟ สัญชาติฝรั่งเศส สืบเนื่องมาจากสถานเอกอัคร ราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย แจ้งเบาะแสให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองติดตามตัวนายสตีฟ ที่มี พฤติการณ์ฉ้อโกงชาวฝรั่งเศส อ้างว่าจะนำเงินไปลงทุน ทำฟาร์มกัญชามูลค่าความเสียหายกว่า 21 ล้านบาท ตม.จ.สุราษฎร์ธานี สืบสวนทราบว่านายสตีฟ นำเงิน ที่ฉ้อโกงไปจัดตั้งบริษัท ไอ ใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้น แทนเพื่อซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงแรมหรู พร้อมสระ ว่ายน้ำ สนามเทนนิส และจัดตั้งบริษัท โดเมน เพื่อ บริหารโรงแรมผ่านสัญญาเช่าอำพราง ลงโฆษณาที่พัก รายวันในเว็บไซต์ราคาคืนละ 11,000-17,000 บาท แต่ไม่พบการขออนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์อีกจำนวนมาก ก่อนนำไปตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการกวาดล้างเครือข่าย นอมินีในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ หลังดำเนินการมาแล้ว 6 เฟส ตรวจสอบบริษัท 238 แห่ง ที่ดิน 272 แปลง รวมกว่า 184 ไร่ มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 2,839 ล้านบาท และออกหมายจับแล้ว 178 หมาย อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ชลบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้การลงทุนและประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติเป็นไปอย่าง ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันกลุ่มทุนต่างชาติเอารัด เอาเปรียบและสร้างผลกระทบต่ออาชีพของคนไทย พร้อมเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายนอมินี รวมถึง เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างเด็ดขาดด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบการประกอบกิจการและการถือครองที่ดินใน อ.เกาะสมุย รวมถึงการจดทะเบียนบริษัทไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ของชาวต่างชาติหรือของคนไทย กระทรวงมหาดไทย ได้บูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการเข้ามาตรวจสอบ เพื่อต้องการให้เกิดความถูกต้องและเท่าเทียมกัน การตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า ในพื้นที่เกาะสมุยมีบริษัท ที่มีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก มีทั้งประกอบธุรกิจที่พักวิลล่า การถือครองที่ดิน ในส่วนนี้ต้องตรวจสอบว่า ดำเนินการถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องก็ต้องมีการ ดำเนินการตามกฎหมายอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่