หากจะกล่าวถึงบทสวดมนต์ที่เป็น “ยอดพระคาถา” ซึ่งหยั่งรากลึกในหัวใจพุทธ ศาสนิกชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน คงไม่มีบทใดเกินไปกว่า “พระคาถาชินบัญชร” ที่เชื่อกันว่ามีอานุภาพครอบจักรวาลดุจมีเกราะ เพชรคุ้มกายเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มีที่มาที่ไปอันน่าอัศจรรย์ซึ่งเชื่อมโยงกับอริยสงฆ์แห่งยุครัตนโกสินทร์อย่าง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ต้นกำเนิดจากคัมภีร์โบราณตำนานระบุว่า พระคาถาทรงคุณค่านี้ไม่ใช่สิ่งที่แต่งขึ้นใหม่เสียทีเดียว แต่ตามหลักฐานจากแหล่งข้อมูลระบุว่า สมเด็จโตฯเป็นผู้ค้นพบจากคัมภีร์โบราณ เล่ากันว่าท่านได้รับคัมภีร์นี้มาจากลังกา หรืออาจเป็นคัมภีร์เก่าแก่ทางภาคเหนือของไทย ซึ่งท่านได้นำมาปรับปรุง แก้ไข และเรียบเรียงใหม่จนมีความสละสลวยและทรงพลัง ก่อนที่จะขนานนามบทสวดนี้ว่า “คาถาชินบัญชร” อย่างที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันความหมายและศรัทธาเกราะเหล็กแห่งพระอรหันต์ คำว่า “ชินบัญชร” แปลความตามตัวได้ว่า “กรงหรือหน้าต่างของพระชินเจ้า (พระพุทธเจ้า)” ความเชื่อในปัจจุบันมองว่าบทสวดนี้คือการอัญเชิญพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ รวมถึงพระอรหันต์ผู้ทรงฤทธิ์ เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ ให้มาประดิษฐานในทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจดเท้า เพื่อสร้างเป็นปราการอันศักดิ์สิทธิ์ป้องกันภยันตรายทั้งปวง พุทธคุณครอบจักรวาลในโลกปัจจุบัน ด้วยว่าในยุคที่ผู้คนแสวงหาที่พึ่งทางใจ พุทธคุณของคาถาชินบัญชรได้รับการกล่าวขานถึงอย่างกว้างขวางในหลายด้าน อาทิ เกราะป้องกันภัย ...เชื่อว่าสามารถปัดเป่าอุปสรรค สิ่งอัปมงคล และป้องกันอันตรายจากสิ่งที่มองไม่เห็นเมตตามหานิยม...ผู้ที่สวดเป็นประจำจะมีรัศมีแห่งความเมตตา ทำให้การติดต่อเจรจาหรือการทำงานราบรื่น เป็นที่รักแก่เทวดาและมนุษย์ สมาธิและปัญญา...ด้วยตัวบทที่ยาวและซับซ้อน การสวดคาถานี้จึงเป็นกุศโลบายสำคัญในการฝึกจิตให้ตั้งมั่น สร้างสมาธิชั้นยอดก่อนเริ่มภารกิจในชีวิตประจำวันแม้ข้อมูลดั้งเดิมบางส่วนอาจสูญหายไปตามกาลเวลาหรือติดขัดด้วยปัญหาทางเทคนิคของแหล่งข้อมูลต้นทาง แต่พลังแห่ง “ศรัทธา” ที่มีต่อสมเด็จโตฯและพระคาถาชินบัญชรกลับยิ่งเข้มแข็งขึ้นตามกาลเวลา กลายเป็นสมบัติทางจิตวิญญาณที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น...ใครที่ชีวิตกำลังติดขัด ลองตั้งจิตนึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จฯ แล้วสาธยายมนต์บทนี้ดูสักครั้ง บางทีปาฏิหาริย์ที่รออยู่อาจปรากฏขึ้นตรงหน้าก็เป็นได้ “คาถาชินบัญชรกับคนมีองค์ การเสริมบารมีของคนมีซิกซ์เซ้นส์ เป็นร่างผ่านร่างทรง เป็นนักพยากรณ์ ที่ทำได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพิธีไสยศาสตร์ใดๆเลย คือ การสวดชินบัญชรคาถาชินบัญชร สำหรับคนที่มีญาณครู ญาณเทพ เป็นสื่อกลางร่างผ่าน ร่างทรง มีจิตเปิดรับกระแสนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ” fb : Jaruvat Chanposri ทิพยจักร 5 ส.ค.69รู้ไหมว่าการสวดคาถาชินบัญชรนั้นคือการอาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ลงมาสถิตในกาย วาจา ใจ ลงมาปกป้องคุ้มครองอวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์กาย ทั้งด้านหน้าด้านหลังเบื้องบนเบื้องล่าง คุณวิเศษที่สำคัญมากๆ คือ จิตวิญญาณมิจฉาทิฐิ ที่ไม่ใช่ครู ไม่ใช่องค์เทพ ไม่ใช่ผู้มีสัมมาทิฐิจะเข้ามาแอบแฝงในร่างไม่ได้เลย ถ้ามาแอบแฝงอยู่ก็จะถอยหนีออกไป ถ้ายังไม่มาแอบแฝงก็เข้าใกล้เราไม่ได้เพราะอานุภาพคาถานี้เหมือนเกราะแก้วกำแพงเพชรเจ็ดชั้นคุ้มกันกายสังขาร นอกจากนี้คาถาชินบัญชรยังเพิ่มสง่าราศีแสงสว่างออร่าให้กับกายและใจ เป็นการเสริมบารมีสังขารด้วยพุทธานุภาพ และทางจิตวิญญาณยังเสริมบารมีเทพเทวาครูอาจารย์ที่ปกป้องคุ้มครองสังขารอีกด้วย“คาถานี้ไม่ทำร้ายจิตวิญญาณทั่วไป ไม่ทำร้ายผู้เป็นสัมมาทิฐิ อานุภาพพระคาถาจะคุ้มครอง เสริมบารมี และขับไล่พลังงานลบ ดวงจิตที่เป็นมิจฉาทิฐิเท่านั้น”สวดท่องบริกรรมให้เป็นนิสัยครับ พระคาถาชินบัญชรสุดยอดของดี มรดกธรรมที่สมเด็จโตฯท่านส่งต่อมาถึงพวกเราหากจะถามว่า...สวดคาถาชินบัญชรเวลาไหนให้พุทธคุณดีที่สุด? เท่าที่รวบรวมเก็บข้อมูลบอกกล่าวต่อๆกันมามีความเชื่อทั่วไปว่า ช่วงเวลาที่นิยมสวดเพื่อให้เกิดพุทธคุณดีที่สุดคือ...ก่อนเริ่มภารกิจในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าเป็นการสร้าง “เกราะป้องกันภัย” หรือกำแพงแก้วคุ้มครองตัว ก่อนออกไปเผชิญอุปสรรคหรืออันตรายในวันนั้นๆ เพื่อให้การทำงานและการเจรจา ราบรื่น เป็นเมตตามหานิยมถัดมาก็ก่อนนอน เป็นกุศโลบายในการฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจสงบ ตัดความฟุ้งซ่านจากเรื่องราวทั้งวันที่ผ่านมา ส่งผลให้หลับสบายและมีสติปัญญาแจ่มใสเมื่อตื่นนอน และสวดช่วงเวลาที่จิตสงบอานิสงส์สำคัญของการสวดคาถานี้ขึ้นอยู่กับ “สมาธิ” และ “ศรัทธา” ของผู้สวดเป็นสำคัญ ดังนั้นเวลาที่ผู้สวดมีความสำรวมจิตได้ดีที่สุดจึงถือเป็นเวลาที่เป็นมงคลแหล่งข้อมูลระบุว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นผู้ค้นพบคัมภีร์โบราณนี้และตั้งชื่อว่า “คาถาชินบัญชร” ซึ่งท่านมักจะแนะนำให้ศิษย์สวดภาวนาด้วยความตั้งมั่นเพื่อให้เกิดผลสูงสุด“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.รัก–ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม