“รองสำราญ” นำกำลังตำรวจ-ปกครองกว่า 200 นาย ปฏิบัติการ เฟส 6 ปราบนอมินีต่างชาติ ค้น 15 จุดทั่วหัวหิน กวาดล้างพูลวิลล่าหรู โครงการดัง พบ 33 บริษัทต้องสงสัยถือครองที่ดินถือหุ้นบังหน้า มูลค่าราว 300 ล้าน ออกหมายจับ 45 ราย จับกุม 13 ราย ต่างชาติอื้อ สารภาพถูกสำนักทนายความ-บัญชีแนะนำให้เปิดบริษัทอำพรางตำรวจลุยหัวหินเปิดปฏิบัติการเฟส 6 ทลายนอมินีต่างชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ส.ค. พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. สั่งการ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ภ.7 พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก. ภ.จ.ประจวบ คีรีขันธ์ พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน สนธิกำลังกว่า 200 นาย เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 6” พูลวิลล่าเถื่อน ในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนออกหมายจับผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 45 ราย ออกหมายเรียกคนไทย 39 ราย ออกหมายค้น ตรวจค้น 15 จุด จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 13 ราย ประกอบด้วย ชาวอังกฤษ 3 ราย, อิตาลี 1 ราย, จีน 4 ราย, ฝรั่งเศส 1 ราย, เนเธอร์แลนด์ 1 ราย, ออสเตรีย 1 ราย, ฟิลิปปินส์ 1 ราย, อเมริกา 1 รายเป้าหมายในการตรวจค้นครั้งนี้ คือโครงการ “เอ หัวหิน” เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและพูลวิลล่าสไตล์โมเดิร์น อยู่ที่ ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ราคาหลังละประมาณ 10-20 ล้านบาท ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทน เพื่อครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในหมู่บ้านดังกล่าว 6 บริษัท ดังนี้ 1.โครงการ เอ หัวหิน เฟส 1 พบ 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท อินเตอร์ฯ บริษัท บลูฯ บริษัท โครฯ และบริษัท ฮัมมิ่งฯ และ 2.โครงการ เอ หัวหิน เฟส 2 พบจำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอลฯ, บริษัท คริสฯจากการสอบสวนบุคคลต่างด้าวให้การว่าต้องการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ และได้รับคำแนะนำจากบริษัททนายความ, บริษัทบัญชี ให้เปิดบริษัทเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย เชื่อว่าครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยถูกกฎหมาย บริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการแต่อย่างใด สอดคล้องคำให้การของคนไทยที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทให้การว่าเป็นการถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว ไม่เคยชำระค่าหุ้น ไม่เคยบริหารจัดการบริษัทใดๆมาก่อน อีกทั้งไม่เคยเห็นเอกสารทางการเงินหรือหลักฐานการถือหุ้นของบริษัท การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถอำพรางการถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดเอกสารจดทะเบียนบริษัท, เอกสารบัญชี, คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และขยายผลไปยังบุคคลหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศสำหรับภาพรวมการกวาดล้างเครือข่ายนอมินีก่อนหน้านี้ตำรวจดำเนินการมาแล้ว 5 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ 6 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ ชลบุรี ตรวจสอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 233 แปลง เนื้อที่กว่า 160 ไร่ มูลค่าประมาณ 2,539 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับรวม 133 หมาย และมีคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดีทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลปราบปรามขบวนการนอมินี และกลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ พร้อมตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด ประชาชนที่พบเบาะแสการกระทำผิด ของกลุ่มทุนต่างชาติสามารถแจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมงอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่