กำลังเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม กรณีการจัดสรรงบกลาง ในโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อแก้ปัญหาระดับชุมชน แก้ปัญหาภัยแล้ง ของกรมทรัพยากรน้ำ ปี 2569 วงเงิน 6,500 ล้านบาท ที่ถูกตั้งข้อสังเกตกระจุกตัวอยู่เฉพาะพื้นที่ สส.พรรคภูมิใจไทย ตามที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลน.ส.รักชนก ระบุว่า งบกลางแก้ปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 จำนวน 3,136 ล้านบาท จาก 6,500 ล้านบาท คิดเป็น 57.2% ถูกนำไปจัดสรรในพื้นที่พรรคภูมิใจไทย เป็นการใช้อำนาจรัฐโยกงบประมาณไปลงพื้นที่ตัวเอง ไม่เรียงลำดับความเดือดร้อน เอาความเดือดร้อนประชาชนมาบังหน้า เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้พวกพ้องขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงหลักเกณฑ์การจัดสรรงบภัยแล้งว่า คำขอโครงการน้ำบาดาลทั้งหมด ก่อนขึ้นก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ต้องผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และอีกหลายขั้นตอน รวมถึงพื้นที่ขุดเจาะน้ำบาดาลต้องเป็นพื้นที่ภัยแล้งนายสุชาติยืนยันว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติ การจัดสรรงบฯยึดตามคำขอขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นหลัก ไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะเขต สส.พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ สส.พรรคประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ กทม. จ.นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ไม่ใช่พื้นที่การเกษตรที่เจอภัยแล้ง มองว่าฝ่ายค้านตั้งธงวิจารณ์ไว้ก่อนในบริบททางการเมือง ฝ่ายรัฐบาลมองว่าการดึงงบประมาณลงพื้นที่ได้เป็นผลงานชิ้นโบแดง ตอบโจทย์ฐานเสียง สะท้อนความสามารถการทำงานของ สส. ต่างจากฝ่ายค้านมองว่า เป็นการกระจายงบตามโควตาการเมือง ไม่เรียงลำดับความสำคัญตามความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริง เกิดความเหลื่อมล้ำการแก้ปัญหาในเขตไม่มี สส.รัฐบาลปัญหาภัยแล้งในประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องภัยธรรมชาติ แต่สะท้อนถึงปัญหาการเมืองเชิงอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก ถูกหยิบยกมาถกเถียงในสภาทุกยุคสมัย แม้พื้นที่ภัยแล้งจะปักหมุดซ้ำซากที่เดิมทุกปี แต่งบประมาณที่ใช้แก้ปัญหากลับผันแปรไปตามอำนาจของฝ่ายบริหารแต่ละสมัย ทำให้การแก้ปัญหาไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดการจัดสรรงบประมาณแก้ปัญหาภัยแล้งตามโควตาอำนาจ เพื่อผลประโยชน์เชิงพื้นที่ ย่อมส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ตราบใดที่งบแก้ภัยแล้งยังผูกติดกับโควตาการเมือง เกษตรกรมักถูกจับเป็นตัวประกัน ใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ ให้เลือกพรรคเดิมๆ แลกการได้โครงการมาลงพื้นที่ต่อเนื่อง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม