เทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนาเวียนมาบรรจบอีกครั้ง นั่นคือ “วันอาสาฬหบูชา” และ “วันเข้าพรรษา” ซึ่งเปรียบเสมือน “สถานีเติมพลังใจ” ของชาวพุทธ ให้หยุดพักจากความวุ่นวาย มาสำรวจตรวจสอบจิตใจตัวเอง เพื่อสร้างความปกติสุขให้เกิดขึ้นกับทั้งตัวเองและสังคมย้อนกลับไปในอดีต วันนี้คือวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ ทำให้เกิดองค์ประกอบที่ครบถ้วนของพระพุทธศาสนา คือ “พระพุทธ” (ศาสดาผู้รู้แจ้ง), “พระธรรม” (คำสอนนำทาง) และ “พระสงฆ์” (ผู้สืบทอดคำสอน)เปรียบเหมือนรถที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และแผนที่ที่ชัดเจน ให้เราก้าวเดินได้อย่างไม่หลงทางช่วงเวลาเข้าพรรษา 3 เดือน ไม่ใช่แค่การที่พระภิกษุสงฆ์งดเว้นการค้างแรมข้างนอก แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการ “ฝึกฝน” เพื่อสร้างความมั่นคงในธรรมวินัย เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ที่ต้องมีช่วงเวลาให้รากหยั่งลึกเพื่อให้เติบโตอย่างแข็งแรงการที่พระสงฆ์ตั้งใจจำพรรษา จึงเป็นต้นแบบของการมี “วินัย” และ “ความอดทน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเพศสมณะที่จะเป็นเนื้อนาบุญให้แก่ญาติโยม“พระธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์คือสาวกผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ส่วนวันเข้าพรรษาคือวันเริ่มต้นที่พระภิกษุสามเณรและนักบวชในพระพุทธศาสนาอธิษฐานเข้าจำพรรษาโดยไม่ไปพักค้างแรมที่ไหนนอกจากภายในวัดวาอารามที่ได้อธิษฐานเข้าพรรษาแล้วเป็นเวลา 3 เดือน...”ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไปจนถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 โดยไม่มีเหตุจำเป็น แต่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ไปพักค้างแรมที่อื่นได้ในกรณีที่จำเป็น แต่จะต้องกลับคืนมาภายในวัดที่จำพรรษาภายใน 7 วัน เรียกว่าสัตตาหกรณียะดังนั้น...หลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้ให้พระภิกษุนักบวชในพระพุทธศาสนาประพฤติปฏิบัติล้วนมีคุณค่าและมีความหมายต่อการดำรงชีพของเพศสมณะเพื่อให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน ศาสนทายาทของพระพุทธศาสนาจะได้มีความมั่นคงถาวรยิ่งๆขึ้นไป พระครูจินดาสุตานุวัตร (พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก) ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน และเจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม. บอกอีกว่า บัดนี้เทศกาลวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาก็เข้ามาถึงแล้วอีกวาระหนึ่งคือวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาซึ่งมีติดต่อกันสองวันจึงเป็นโอกาสอันดีที่พุทธศาสนิกชนจะได้บำเพ็ญบุญกุศลสะสมคุณงามความดีให้กับตนเอง ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและร่วมใจกันสร้างสังคมของเราให้เพิ่มพูนไปด้วยการมีศีลและมีธรรมะครองใจ จะได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวมจนสามารถสร้างความปกติสุขให้กับผู้คนในสังคมของเราที่ได้มีพระพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจกันต่อไปท่ามกลางการดิ้นรนหาปัจจัยสี่...อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย, ยา ในปัจจุบัน หากเราอยากใช้ชีวิตแบบมี “กิน– มีเกียรติ” โดยไม่ตกต่ำ ขอฝาก 3 สิ่งที่เป็น “หัวใจสำคัญ” นั่นก็คือ...หนึ่ง การให้ทาน (แบ่งปัน) สังคมที่มีการแบ่งปัน จะไม่มีวันแห้งแล้ง เหมือนน้ำที่ไหลเวียนย่อมไม่เน่าเสียการให้ไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่คือการให้อภัยและการแนะนำสิ่งดีๆต่อกัน สอง การรักษาศีล (เกราะป้องกัน) คนที่มีศีล 5 หรือศีล 8 ประจำตัว เปรียบเหมือนคนที่มี “เกราะเหล็ก” เดินไปไหนก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ใครอยู่ใกล้ก็เย็นสบาย เป็นสัญลักษณ์ของคนดีที่น่าคบหา สาม การเจริญจิตตภาวนา (สมาธิ) คือ การฝึกใจให้แกร่ง เหมือนมี “ระบบเบรกและคันเร่ง” ที่แม่นยำเมื่อเจอเรื่องร้ายในชีวิต สติและสมาธิจะเป็นตัวช่วยให้เราประคองตัวรอดไปได้นี่คือหลักใหญ่ใจความ...“หัวใจ 3 ดวง” เพื่อชีวิตที่ร่มเย็น ตอกย้ำประเด็น...อาชีพมีเกียรติเท่ากัน ใจคนก็เช่นกันพระครูจินดาสุตานุวัตร บอกอีกว่า ในสังคมที่ต่างคนต่างทำมาหากินขอให้ “ให้เกียรติ” กันทุกอาชีพ อย่าล้อเลียนหรือดูแคลนใคร เพราะทุกชีวิตคือฟันเฟืองที่พึ่งพากันและกัน หากผิดพลาดไปบ้าง ให้ใช้คำว่า “อโหสิกรรม” นำความพลาดนั้นมาเป็นบทเรียน คนที่สำนึกผิด...แก้ไขได้คือ “สุดยอดมนุษย์” ที่แท้จริงสำคัญคือ อย่าเป็นคน...“เอาหูไปนาเอาตาไปไร่” ช่วงเข้าพรรษานี้ เชิญชวนให้ทุกคนหันหน้าเข้าหาธรรมะ ห่างไกลอบายมุขและยาเสพติด หากเห็นสิ่งชั่วร้ายในสังคม อย่าเพิกเฉย แต่ขอให้ร่วมมือกันเป็นหูเป็นตา หากเกินกำลังก็แจ้งผู้มีอำนาจ อย่าปล่อยให้ความไม่ดีกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ช่วยกันเป็นหูเป็นตาแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีร่วมกันการประพฤติตนอยู่ในหลักพระธรรมวินัย ประพฤติตัวเสมอต้นเสมอปลายก็เป็นสิ่งสำคัญของพระภิกษุสามเณรนักบวชในพระพุทธศาสนา จะเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาและนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสของชาวบ้านและชาวพุทธ เราจะได้กลายเป็น...“เนื้อนาบุญของโลก”ศีลนี่เองจะทำให้เราสง่างาม ให้เรามีความเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ ส่วนผู้บวชใหม่หรือ “พระนวกะ” ก็ขอจงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนหลักธรรมวินัยของพระพุทธองค์ รับการฝึกอบรมจากครูบาอาจารย์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย อย่าได้ประพฤติผิดศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมืองเริ่มวันนี้...สร้างบุญให้ตัวเรา ครอบครัว และชาติบ้านเมือง ด้วยการประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม รับรองว่า “ความสุข” และ “ความเจริญ” จะติดตามเราไปในทุกย่างก้าว.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม