ผมพอเข้าใจ คนไทยเชื่อเรื่อง “ดวง” หรือ “ดวงชะตา” อยู่บ้าง เคยคิดว่า “พวกเราเป็นเอามาก” อารมณ์นี้ เกิดความอยากรู้ว่า ถ้าเป็นฝรั่งล่ะ! เขาเชื่อเรื่องดวง หรือดวงชะตาสักแค่ไหน?ในหนังสือมหัศจรรย์แห่งสัญลักษณ์ เครื่องราง และเคล็ดลับนำโชค (อลิส อาร์ ยาบลอน เขียน ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล แปล บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) พิมพ์ พ.ศ.2552) มีคำอธิบาย เรื่อง “ดวงชะตา” ไว้ดังนี้ความเชื่อเรื่องดวงชะตามีปรากฏอยู่ในหลายๆศาสนา และหลายๆวัฒนธรรม แม้แต่เรื่องของจักรวาล ก็มีผลต่อดวงชะตา ผลลัพธ์ของดวงชะตามนุษย์ทุกรูปนาม อยู่ที่ประสบการณ์ในชีวิตที่สั่งสมกันมาเพียงแต่จะลงเอยอย่างไร ไม่สามารถตอบได้แน่นอนเพราะยังมีส่วนปัจจัยสำคัญ ที่มีผลต่อการกระทำ คือ “โชค” ยามเมื่อสัมผัสได้ถึงการประสบพบโชคดี นั่นเพราะเราได้เคยกระทำในสิ่งที่ดีงามถูกต้องมาก่อน ณ เวลาใด เวลาหนึ่งดังนั้น โชคจะหวนบังเกิดกับเรา ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำ และดวงชะตาที่จะกำหนดให้เป็นไปในสมรภูมิกลางสนามรบ ท่ามกลางความเป็นและความตาย ทหารมักพูดถึงตัวอักษรที่พิมพ์สลักไว้บนลูกกระสุน มีความเชื่อกันว่า ตัวอักษรพวกนี้มีผลดีผลร้ายต่อชีวิตพวกเขาการมีชีวิตรอดถือเป็นพลังด้านบวก ในขณะที่ความตายถือเป็นพลังด้านลบด้วยเหตุนี้ ทหารหลายคนมักไม่สบายใจนัก หากปรากฏพยัญชนะ หรือตัวอักษรที่เกี่ยวกับชื่อของตนเองมีอยู่ในกระสุนปืน มันอาจเป็นสัญญาณบอกเหตุ หรือไม่ก็เป็นสัญญาณบอกความหมายอะไรบางอย่างในภาษายิดดิช (ภาษายิวโบราณ) มีคำว่า Bashert คำนี้มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ดวงชะตาในประเพณีของชาวยิว มีการพูดถึงลิขิตของดวงชะตาไว้ว่าพระเจ้าได้ทรงกำหนดชะตาของชีวิตมนุษย์ทุกคนไว้แล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ท่่านจะถือกำเนิดในครรภ์ของมารดา พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรไว้แล้วว่า ใคร! คือคู่ครองของท่าน และสุดท้ายท่านต้องแต่งงานกับผู้ใดบางคนอาจเป็นได้เพียงคนรัก แม้ว่าท่านจะรักเขามากแค่ไหน ก็เป็นได้แค่คนรักแต่บางคนที่พระเจ้าได้ลิขิตดวงชะตาไว้ให้เป็นคู่ครองของท่าน ถึงแม้ว่าท่านอาจจะไม่ได้รักเขาเลยก็ตาม สุดท้ายคู่ครองของมนุษย์แต่ละคน หาได้กำหนดด้วยตัวเองไม่แต่อยู่ที่ว่าพระเจ้าได้กำหนดนามของคนผู้นั้นไว้เช่นใดความเชื่อของยิวโบราณอธิบายไว้อีก นี่คือเหตุผลประการสำคัญว่า ทำไมเราถึงถูกชะตากับคนคนนี้นัก และทำไมกับคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน แต่เรากลับไม่ชอบเขาเสียเลยบางทีเราเองก็ไม่มีเหตุผลอธิบาย แม้ความฉลาดของมนุษย์ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าเพราะเหตุใด คงมีแต่เสียงจากพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงล่วงรู้ตั้งแต่ต้นในความรู้สึกของชาวอเมริกัน จะคุ้นเคยกับคำว่า “โองการของพระเจ้า” ความรู้สึกนี้กลายมาเป็นปัญหาการเมืองในปัจจุบัน เป็นเสียงสะท้อนถึงความรู้สึกบางอย่างของชาวอเมริกันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19คนอเมริกันคิดว่าสหรัฐอเมริกามีภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้กำหนดไว้แล้วว่า จะต้องขยายพรมแดนออกไป ตั้งแต่ดินแดนชายฝั่งตะวันออกไปจดดินแดนฝั่งตะวันตก อย่างที่ไม่อาจปฏิเสธคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าได้แต่ต้องไม่ลืม ยังมีชาวอเมริกันอีกไม่น้อย ไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าวอ่านเรื่องชะตากรรมมาถึงตรงนี้ หูก็ยังความคืบหน้าของข่าวสงครามอเมริกันกับอิหร่าน...ซึ่งตอนนี้ ส่อเค้าให้เกิดวิกฤติน้ำมัน นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจทั้งโลกผมเริ่มคิดได้ เรื่องโกลาหลวุ่นวายในโลกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากคุณทรัมป์แกบ้าอยู่คนเดียว ตัวการสำคัญอยู่ในวัฒนธรรมเชื่อโองการของพระเจ้าของคนอเมริกันส่วนใหญ่ สงครามที่ทำท่าจะจบจึงจบไม่ได้สักที.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม