เติมคลังขีปนาวุธ ตุนกระสุน อัดเสบียงแบบไม่อั้น ล่าสุดสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาลงมติฉิวเฉียว 216 ต่อ 212 เสียง ผ่านร่างกฎหมายด้านกลาโหมประจำปี 2027 สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 38.8 ล้านล้านบาทเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของอเมริกาในสงครามอิหร่านจังหวะ centcom เริ่มปฏิบัติการรุกแรง ส่งเครื่องบิน B–1B Lancer ทิ้งระเบิดหนัก ยกระดับอำนาจทำลายล้างถล่มใส่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รัฐบาลเตหะรานไม่รับประกันเฉพาะเป้าทางทหารหรือบ้านพลเรือนล้อกับอาการบ้าดีเดือดของ “คาวบอย” โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ประกาศล้างแค้นให้ทหารมะกันที่ถูกอิหร่านถล่มด้วยโดรนสังหารนับสิบรายตายคาฐานทัพอเมริกาในบาห์เรน กาตาร์ อิรักรอบนี้ไม่มีคิวเบรก พักเจรจา แต่เพิ่มสัญญาณไฟเขียวให้ซาอุดีอาระเบียพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ เติมดีกรีระอุเดือดแนวรบตะวันออกกลางเสริมศักยภาพการทำลายล้างให้ศัตรูร่วมรุมกินโต๊ะอิหร่านจังหวะอีกด้านกลุ่มกบฏฮูติของเยเมน พันธมิตรเตหะรานก็ลอบโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง เปิดแนวรบคู่ขนานอ่าวเปอร์เซียบล็อกเส้นทางเรือขนส่งพลังงานโลกให้คับขันไปกันใหญ่แนวรบช่องแคบฮอร์มุซขยายวงลุกลามบานปลาย เขย่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลักไม่หยุด ไต่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากสถานการณ์ยังตึงเครียด ตัวเลขอาจทะยานถึง 120 ดอลลาร์ ตามบทวิเคราะห์ของสถาบันการเงินชั้นนำอย่างโกลด์แมน แซคส์คนไทยเตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมเงินจ่ายค่าน้ำมันแพงมหาโหดวิบากกรรมร่วมของชาวโลก ที่ไม่อาจโทษหรือด่ารัฐบาลไทย แต่มันคือโจทย์สถานการณ์ร้อนๆที่เพิ่มแรงกดดันให้ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล“หัวหมุน” ไม่ต่างจาก “ดีเซลหมุนเร็ว”ในเมื่อดัชนีราคาน้ำมันแปรผันตรงกับดัชนีเศรษฐกิจปากท้อง จังหวะแนวรบตะวันออกกลางเขย่าราคาพลังงาน ซ้ำสถานการณ์รัฐบาลภูมิใจไทยต้องตกอยู่ในแนวรบ “บัตรคนจน” เผชิญสงครามความยากไร้ ล้อมกรอบ “นายกฯหนู” กับ “ดร.เอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลังไม่กล้าพูดตรงๆ คลัง “ถังแตก” ไม่มีเงินแจกแบบเทกระจาดเพราะมันจะเสียเชิงปลากรายอย่างแรง ในทางการเมืองไม่มีใครยอม “คายฟันยาง” รับสภาพบ้อท่าบริหารจัดการโดยเฉพาะกับสิ่งที่ “นายกฯอนุทิน” ประกาศ“รวยไม่ไหวแล้ว”แนวโน้ม “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง” เพราะผลพวงจาก “รัฐประชานิยม” ที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ไล่ตั้งแต่ “เจ้าตำรับ” ยี่ห้อไทยรักไทย ไม่เว้นรัฐบาลทหารเฒ่าลุง 3 ป. ก็เดินย่ำรอย ย้อนกลับมาที่รัฐบาลเพื่อไทย ที่วนลูปอยู่กับการ “กู้มาแจก” แลกแต้มนิยมทางการเมือง มันมือกับการใช้เงินภาษีซื้อเสียงแบบถูกกฎหมาย อัปกันไปไกลถึงหลักหมื่น แจกกันสดๆผ่านเอทีเอ็มมาถึงจุดฝีแตกที่รัฐบาลเซราะกราว “น็อกรอบ” ติดล็อกแจกต่อไม่ไหวตามสถานการณ์รัฐบาลกระเป๋าฉีก ตูดขาด จึงได้แค่เอาล่อเอาเถิดกันไปพลางๆอย่างที่ต้องปล่อยให้ “เอกนิติ” รับสภาพหนังหน้าไฟ เผชิญเสียงด่ารายวันท่องคาถาปู่โสมเฝ้าทรัพย์ คลังต้อง “กรองคนจนจริงๆ”ส่วน “นายกฯหนู” ก็ออกลูกชิ่ง ไปเล่นบท “อุ้มคนจน” สั่งให้ทีมงานกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กรองคุณสมบัติคนจนกันใหม่ อย่าให้ตกหล่น ยืดระยะเวลาหายใจหายคอไปอีกเป็นเดือนๆพูดให้ดูเหมือนง่าย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ทำจริงโคตรยากแต่ด้วยไฟต์บังคับทางการเมือง ธรรมชาติของนักเลือกตั้งอาชีพรู้ดี หากปล่อยให้สงครามบัตรคนจนไหลไปโดยรัฐบาลไม่ได้แสดงอาการอินังขังขอบ มันจะเสี่ยงกับจุดระเบิดอันตรายตามกระแส “ดราม่าจุดติดไว” หนังชีวิตคนจนสะเทือนใจแบบที่ข่าวยายชรานั่งรถโดยสารลงจากดอยที่ จ.น่าน มาทำเรื่องอุทธรณ์บัตรคนจน แต่ทนเหนื่อยไม่ไหว เสียชีวิตคาธนาคาร หรือลุงกับป้าพากันซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ไปขอแก้ไขข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เกิดอุบัติเหตุตายคาถนนกระตุกเสียงด่า ผู้คนโหมถล่มรัฐบาลแบบเหมาเข่งเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะมันเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่สัมผัสกับตัวเอง ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจห้องแถว ความเดือดร้อนลามถึงตัวชาวบ้าน อาการโมโหหิวมันกระตุกอารมณ์ร่วมของผู้คนในสังคมได้ตรงจุด“บัตรคนจน” โดนเวนคืน เจอเข้ากับตัวเอง หรือไม่ก็ญาติพี่น้องใกล้ตัวโดยความรู้สึกมันจี๊ดในใจตรงๆ ต่างกันเลยกับปม “ฮั้ว สว.” ที่เปิดชื่อแฉประจานกันโต้งๆไล่ฟ้องกันกระจาย หรือมหกรรมโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ มันก็ยังไกลตัว อย่างมากชาวบ้านก็แห่ด่าตามกระแสเท่านั้นไม่ได้ถึงขั้นอาละวาดใส่รัฐบาลแบบยอมไม่ได้“สงครามบัตรคนจน” จึงเป็นแนวรบที่รัฐบาล “อนุทิน 2 พลัส” หวั่นไหวสุดตามเงื่อนไขสถานการณ์ “นายกฯอนุทิน” กับ “ดร.เอก” ต้องรีบหาเงินโปะคลังถังแตก เร่งหาช่องทางปั่นรายได้เข้าประเทศ ชดเชยรายจ่ายมหาศาลจาก “บัตรคนจน”และเหมือนจะมุ่งความหวังไปที่การพึ่งพา “พี่ใหญ่” เอเชียมากเป็นพิเศษโดยจังหวะที่ผู้นำรัฐบาลไทยเพิ่งนำคณะหางเครื่องชุดใหญ่บินไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ กระทบไหล่ทั้งประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” และนายกรัฐมนตรี “หลี่ เฉียง” เบอร์หนึ่งและเบอร์สองของพญามังกรด้วยสถานะ “เฉิน ซีเหยา” นายกฯไท่กั๋ว สายเลือดจีนโพ้นทะเล“นายกฯอนุทิน” เหมือนจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลปักกิ่ง ตามบรรยากาศที่สื่อสารกลับมาประเทศไทย มีการโชว์ลูกคอครวญเพลงอมตะ “เถียนมี่มี่” หวานปานน้ำผึ้ง กลางวงงานเลี้ยงอาหารกลางวันแต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับผลการกระชับสัมพันธ์ที่ออกมาเป็นรูปธรรมตามความตั้งใจประกาศดังๆ “ดร.เอกนิติ” เป็นผู้แถลงเอง โชว์ผลความสำเร็จในการปิดดีลกับ “บิ๊กเทค” บริษัทยักษ์ไอทีขนเงินกว่า 7 หมื่นล้านปักหมุดลงทุนหนุนส่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S–Curve) ของไทย ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Data Center, Semi conductor, Photonic และอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูงโดยบริษัทเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของ Google, Microsoft, NVIDIA และ Amazon โอกาสถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างงาน สร้างเม็ดเงินรายได้เข้าประเทศเห็นอยู่ตรงหน้านั่นยังหมายรวมถึงการเป็นศูนย์กลางเชื่อมจีนกับอาเซียน “นายกฯอนุทิน” ดึงงานกำกับคิวเอง ปรับโหมดเมกะโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” ไปเป็นการมุ่งเน้นการเดินหน้าลงทุน “มิสซิ่ง ลิงค์” เติมโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดช่วงทั้งระบบรางและถนนเชื่อมการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามันที่ จ.ระนอง กับอ่าวไทยที่ จ.ชุมพรและลูกติดพันต่อเนื่องกลับมาถึงกรุงเทพฯ ตามคิวที่ “นายกฯอนุทิน” ได้ขึ้นประกาศบนเวทีเปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำความสัมพันธ์ไทย–จีน สุดแข็งแกร่งประกาศชัดถ้อยชัดคำ รัฐบาลเปิดรับทุนจีนเต็มที่ พร้อมช่วยขจัดอุปสรรคย้ำกันหนักแน่น “ไม่แคร์เสียงนกเสียงกา”จับอารมณ์ “ผู้นำรัฐบาลไท่กั๋ว” แทงเต็งจีนแผ่นดินใหญ่แบบหมดตัวแม้ลึกๆ “เจ้าสัวซิโนไทย” จะอ่านเกมทัน เชิงธุรกิจเก๋าพอตัว ไม่ตื้นเขินถึงขนาดไม่รู้เลยว่า ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ กับสไตล์เขี้ยวธุรกิจตามฟอร์มมังกรจีนเน้นกำไรไว้ก่อน ดีลกับใครก็ไม่เคยยอมขาดทุนง่ายๆแบบที่ไม่ทันไรก็มีสารร่อนมาจากกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน แสดงความผิดหวังและเสียใจอย่างเป็นทางการ ต่อกรณีที่รัฐบาลไทยลงนามในแถลงการณ์ร่วม รับรองไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนแดงรับรองและสนับสนุนนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ”แต่ก็อย่างที่เห็นฟอร์ม “นายกฯอนุทิน” ยืนยันเสียงแข็งประเทศไทยยึดมั่นใน “นโยบายจีนเดียว” มาตลอด ท่าทีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มั่นใจว่าจะไม่กระทบกระเทือนความสัมพันธ์หรือความร่วมมือกับไต้หวันแน่นอนหรืออีกจุดความร้อนที่ถูกโฟกัส “ม็อบคลั่งชาตินิยม” จับจ้องไม่ละสายตาตามท่าทีของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ส่งสัญญาณชัด พร้อมรับเป็นคนกลางในการยุติความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชา กระตุกซิกสัญญาณให้เปิดด่านชายแดนให้เศรษฐกิจในภูมิภาคกลับมาเดินหน้าแต่ในวันที่คลังของไทยกำลังถังแตก ต้องรีบหาเงินแจกบัตรคนจนชั่วโมงนี้ “อนุทิน–เอกนิติ” คงไม่สนใจอะไร นอกไปจากโจทย์ฉุกเฉินกู้เศรษฐกิจปากท้องคำนวณแล้ว ม็อบไหนก็ไม่อันตรายเท่าม็อบคนโมโหหิว.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม