สไตล์ใครสไตล์มันว่ากันไม่ได้ รอวัดกันที่ผลลัพธ์สุดท้าย ที่แน่ๆมีน้อยคนที่จะได้คิวทอง แบบที่ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นำรัฐบาลไทย ได้โอกาสควงไมค์โชว์ลูกคอ ครวญบทเพลงอมตะ “เถียนมี่มี่” สื่อความหมาย “หวานปานน้ำผึ้ง” กลางวงเลี้ยงอาหารกลางวันกับ “หลี่ เฉียง” นายกฯจีน ตอกย้ำสัมพันธ์ใกล้ชิด เครดิตของ “เฉิน ซีเหยา” นายกรัฐมนตรี “ไท่กั๋ว” ที่มีสายเลือดจีนโพ้นทะเล ได้รับความเอ็นดูเป็นพิเศษจากแผ่นดินของบรรพบุรุษการันตีความสำเร็จเบื้องต้น ผลบวกจากการนำคณะหางเครื่องชุดใหญ่เยือนแดนมังกรของผู้นำรัฐบาลภูมิใจไทย ยืนยันผลการเจรจาปิดดีลกับธุรกิจยักษ์ใหญ่ของจีน ขนเงินมาลงทุนในเมืองไทย 7 หมื่นล้านบาทแม้จะรู้กันดี ไม่มีอะไรได้มาแบบฟรีๆ ฟอร์มธรรมชาติลูกเขี้ยววิถีชนชาติจีน เชิงธุรกิจฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอ ไม่มียอมขาดทุนให้ใครง่ายๆการให้เกียรติคณะ “ผู้นำไท่กั๋ว” อย่างวีไอพี ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อแน่ๆแกะรอยสัญญาณจากพญามังกรจีนเร่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นความเสี่ยงต่อการลงทุนมูลค่ามหาศาลของกลุ่มทุนจีนแผ่นดินใหญ่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมไปถึงสหรัฐอเมริกา ยุโรป ที่ได้รับผลกระทบหนักจากแผนปั่นกระแส “คลั่งชาติ” เพื่อเกมอำนาจทางการเมืองเรื่องลามบานปลายหุบไม่ลง ล็อกเศรษฐกิจการค้าทั้งภูมิภาคอินโดจีนเสี่ยงพังเป็นแถบหนักสุดก็คือแรงกระแทกเศรษฐกิจของทั้งไทยและกัมพูชา การค้าชายแดนซบเซามา 2-3 ปีเข้าไปแล้ว แนวโน้มสถานการณ์ไทยสาหัสกว่า เพราะได้เปรียบดุลการค้ากับฝั่งเขมรมหาศาล ตัวเลขรายได้ต้องอันตรธานหายไปคนชายแดนกำลังลำบากเศรษฐกิจปากท้อง ทำมาค้าขายไม่ได้ เซ่นความสะใจกองเชียร์สลิ่ม ชนชั้นนำในเมืองใหญ่ที่แห่กระแสชาตินิยม ดันหลังทหารแนวหน้า ลูกหลานชาวไร่ ชาวนา ไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับแนวรบที่ไม่รู้จะไปจบตรงไหน ปมเขตชายแดนที่มีปัญหามาไม่รู้กี่ชาติแน่นอน นี่คือจังหวะ “พาดบันได” หาทางลงให้ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นำรัฐบาลเซราะกราว ภูมิใจไทย ที่ค้างอยู่บนขื่อกระแส “ชาตินิยม” เลื่อนลอยถึงทางตันดันทุรังไปชนกำแพงเมืองจีน ต่างฝ่ายต่างต้องยอมถอยจำเป็นต้องลดธงการสู้รบ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า ไฟต์บังคับ “อนุทิน 2 พลัส” ต้องรีบหารายได้มาเติมคลังที่ “ถังแตก” ไม่เหลือเงินแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยประคองปากท้องชาวบ้านเค้าลาง “สงครามกับความยากจน” ภายในประเทศก่อตัวหนักกว่าอาการ “คลั่งชาติ” ไม่น่ากลัวเท่า “คนโมโหหิว” อารมณ์เครียดลำบากปากท้องนอกจากเบรกสงครามสู้รบที่เหมือนเกลื้อนเป็นๆหายๆ กลับมาเปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ฟื้นบรรยากาศทำมาค้าขาย ปล่อยให้เศรษฐกิจในภูมิภาคอินโดจีนกลับมาขับเคลื่อนเดินหน้า มันยังน่าจะไหลไปห้วงเวลาตั้งโต๊ะเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์แหล่งพลังงานมหาศาลในเขตทะเลทับซ้อนไทย–กัมพูชาแชร์ขุมสมบัติทางธรรมชาติ ไม่มีใครได้ทั้งหมดและเสียทั้งหมดภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ไฟต์บังคับไทย กัมพูชา และเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเอเชีย จำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานใหม่ ทดแทนแหล่งน้ำมัน ก๊าซ จากตะวันออกกลางที่ติดด่านช่องแคบฮอร์มุซ ไร้ความแน่นอนต้องผวาราคาน้ำมันขึ้นๆลงๆตามอาการกำเริบ “คาวบอยไบโพลาร์”ไทย–กัมพูชา มัวแต่ “ขึงพืด” ไม่ได้อะไร ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ชาตินี้หนีไม่พ้นต้องเปิดวงเจรจาจัดสรรปันส่วน ภายใต้สายตาของมหาอำนาจทั้งจีน สหรัฐฯ ฝรั่งเศส ชาติตะวันตกที่เฝ้าจับตากระแสสลิ่มมัวแต่พะวงเสียเปรียบ “จิ้งจอกเฒ่า” ฮุน เซน ทั้งที่เป็นเรื่องของฝั่งกัมพูชาที่แบ่งกันแล้วแนวโน้มจุดที่ต้องคุมเกม คุมคิวจัดสรรปันส่วนกันยากๆก็คือในฝั่งไทยนั่นแหละตัวดี ถึงเวลาเปิดดีลแบ่งเค้กแหล่งพลังงานพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา กันเมื่อไหร่ คงได้เห็นไอ้โม่งเปิดหน้าเปิดตัวกันคึกคัก“แก๊งคนดีย์–คนดี๊ดี” คงฟาดกันยับ ฟัดกันชามข้าวกระจายเพราะล้วนมีแต่ผู้เชี่ยวชาญการบริโภคน้ำมัน ผู้ช่ำชองวงการก๊าซธรรมชาตินัวเนียไม่ห่างตามเหลี่ยมปูทางของ “ลุงหน้าดำ–ลุงคนดี” ที่ส่ง “ก๊วนสุดซอย” มายึดกระทรวงพลังงานไว้รอท่าสัญญาณมังกรจีนกระตุกแรง ลุงๆขยับแข้งขยับขาวิ่งกันแล้ว.ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม