ผลลัพธ์ในทางร้าย ถ้าข้าราชการไทย 3 คน โกง 1 คน บ้านเมืองเหลืออะไร นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งข้อสังเกต กรณีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น 2568 ที่ตรวจข้อสอบผู้สอบผ่านและได้บรรจุไปแล้ว 15,520 ราย มีคนที่ผลคะแนนกระดาษคำตอบไม่ตรงกับคะแนนที่ประกาศถึง 5,000 คนหากเป็นจริงตามข่าวว่า ขบวนการโกงนี้ทำกันมานานแล้ว ก็เท่ากับว่าข้าราชการท้องถิ่นที่นั่งทำงานอยู่ในทุกวันนี้ ทุกๆ 3 คน อาจมีข้าราชการขี้โกงปะปนอยู่ถึง 1 คน ข้าราชการ 1 คน หากบรรจุตั้งแต่อายุ 25 ปี และทำงานจนเกษียณที่อายุ 60 ปี เงินเดือนที่รัฐต้องจ่ายให้ตลอดอายุราชการจะอยู่ที่ประมาณ 14–20 ล้านบาทต่อคนในส่วนเงินบำนาญ หากคิดจากอายุขัยเฉลี่ยที่ 79 ปี ข้าราชการ 1 คน จะได้รับบำนาญรวมทั้งสิ้นประมาณ 6–9 ล้านบาท รวมแล้วข้าราชการ 1 คน รัฐไทยต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ประมาณ 20–29 ล้านบาท ตลอดชีวิตราชการและช่วงรับบำนาญ รวมเป็นเวลา 54 ปี หรือเฉลี่ยประมาณ 370,000–537,000 บาท ต่อคน ต่อปีถ้าเงินจำนวนนี้จ่ายให้กับข้าราชการน้ำดี ซื่อสัตย์ถือว่าคุ้มค่า แต่ถ้าเงินภาษีถูกนำไปจ่ายให้ข้าราชการขี้โกงยอมรับได้หรือ รองหัวหน้าพรรค ปชน.ยังชวนคิดหากเราปล่อยให้ขบวนการโกงข้อสอบ ลอยนวลต่อไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุด ข้าราชการท้องถิ่นราว 230,000 คน อาจมีข้าราชการขี้โกงปะปนอยู่ถึง 1 ใน 3 หรือ 77,000 คนนั่นหมายความว่า รัฐอาจต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูข้าราชการขี้โกงสูงถึง 28,500–41,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่ในความจริง ข้าราชการขี้โกงเหล่านี้ไม่คู่ควรที่จะได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนเลยแม้แต่สลึงเดียว และยังไม่นับที่ข้าราชการขี้โกงเหล่านี้จะไปทุจริต เรียกรับผลประโยชน์ เก็บส่วย หรือรีดไถประชาชนอีกเท่าไหร่ที่อันตรายกว่านั้น เมื่อลูกสมุนเติบโตเป็นข้าราชการตัวใหญ่ก็อาจสร้างเครือข่ายโกง กินสินบาทคาดสินบนฉ้อราษฎร์บังหลวง งาบงบพุงกาง นี่จึงไม่ใช่แค่การโกงสอบ แต่มันคือการปล่อยให้คนโกงแทรกซึมเข้าไปในระบบราชการ แล้วใช้ตำแหน่งหน้าที่ที่ควรมีไว้รับใช้ประชาชน ไปเป็นเครื่องมือสูบเลือดสูบเนื้อประชาชนเสียเองจึงเห็นด้วยที่นายวิโรจน์ชี้ว่าเรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องสอบสวนเส้นทางการเงินจริงจัง กวาดล้างข้าราชการขี้โกงให้หมด สาวให้ถึงตัวการใหญ่ และจับกุมมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ไม่สามารถจัดการเครือข่ายบ่อนทำลายชาติก็คงยากที่จะอยู่ในตำแหน่งได้อย่างราบรื่น.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม