ผมเขียนเรื่อง “การประชาสัมพันธ์” ของภาครัฐที่นักการเมือง หรือผู้หลักผู้ใหญ่มักจะบ่นเสมอว่า อุตส่าห์ทำงานไปตั้งเยอะแยะแต่ประชาชนไม่ค่อยรับรู้เพราะ “อ่อนประชาสัมพันธ์” หรือทำประชาสัมพันธ์น้อยไป ค้างไว้เมื่อวันศุกร์ วันนี้ขออนุญาตเขียนต่อนะครับจำได้ว่าแม้แต่ “ป๋าเปรม” ก็เคยปรารภ...ทำให้ สภาพัฒน์ ในอดีตซึ่งเห็นด้วยกับท่าน ต้องเสนอให้ใช้ “การประชาสัมพันธ์” เป็นเครื่องมือสำคัญประการหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ และนำไปสู่การจัดตั้ง คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ขึ้นมาชุดหนึ่งเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2529โดยมี รมต.ประจำสำนักนายกฯ ร.ต.ท.ชาญ มนูธรรม เป็น ประธานคณะกรรมการ และ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นเลขานุการหากจะถือเคล็ดว่า การก่อตั้งกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติชุดแรกเกิดจากการลงนามของป๋าเปรมในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2529 ก็น่าจะนับได้ว่า การก่อตั้งจะครบ 40 ปี พอดีในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 อีกไม่กี่วันข้างหน้า40 ปีที่ผ่านไปมีทั้งยุคที่รุ่งเรืองและร่วงโรยของคณะกรรมการชุดนี้มาตลอด เพราะหลังจากยุคป๋าเปรมแล้วก็มีการแต่งตั้งบ้าง ไม่แต่งตั้งบ้าง สลับกันมาตลอดแต่ก็นับว่าโชคดี ในยุคที่รุ่งเรืองนั้นได้มีการให้เกียรติและยอมรับว่า “การประชาสัมพันธ์” เป็นเรื่องจำเป็นที่สมควรมี สมควรเกิดขึ้นในหน่วยราชการทุกหน่วย ทุกกรม และทุกกระทรวงได้รับการยอมรับจากสำนักงาน ก.พ.ที่จะให้อัตรากำลังและให้ระดับซี ที่สูงขึ้น รวมทั้งได้รับการยอมรับจากสำนักงบประมาณในการจัดให้มีงบด้านประชาสัมพันธ์แก่ส่วนราชการต่างๆ ซึ่งในอดีตไม่เคยมีมาก่อนทาง กรมประชาสัมพันธ์ เองก็มีการพัฒนาอย่างกว้างขวาง มีการจัดตั้งสำนักงานประชาสัมพันธ์ในระดับจังหวัดครบทุกจังหวัด ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี มองย้อนหลังกลับไป 40 ปีครั้งใดก็จะให้คะแนนเชิงบวกแก่ระบบราชการไทยในเรื่องนี้อยู่เสมอๆแต่ก็อย่างที่ว่าแหละครับ อย่างไรเสียคนไทยเราก็เป็น “มนุษย์” หรือเป็น “Human” ที่หนีไม่พ้นทฤษฎีที่พวกเรานักสื่อสารมวลชนล้วนร่ำเรียนตั้งแต่ปี 1 คือ ทฤษฎี Human Interest นั่นเองทฤษฎีที่กลั่นมาแล้วจากความรู้สึกนึกคิด รวมถึงอารมณ์ความชื่นชอบ ความสนใจในเรื่องต่างๆรอบตัวของมนุษย์ทั่วโลก ซึ่งเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อคือจะสนใจเรื่องร้ายๆก่อนเรื่องดีๆ, เรื่องอุบัติเหตุ, เรื่องการสูญเสีย, แผ่นดินไหว, เครื่องบินตก, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องผิดศีล ผิดธรรม ฯลฯ จะได้รับความสนใจจาก มนุษยชาติ ก่อนเรื่องอื่นๆเรื่องดีๆเรื่องมีสาระน่ารู้จะอยู่ในอันดับท้ายๆเลย ถ้าเราจะจับมาวางเรียงกัน...เรื่องราวที่เกี่ยวกับศีลธรรมจะอยู่ท้ายสุดสื่อสารมวลชนทั่วโลกจะยึดหลักนี้เป็นส่วนใหญ่ จึงมักเลือกเสนอแต่ข่าวไม่ค่อยดีต่างๆ เป็นข่าวเอกในแต่ละวันส่วนข่าวสาระข่าวน่ารู้อย่างข่าวผลการปฏิบัติราชการแต่ละกรม แต่ละกระทรวง ว่าใครทำอะไรถึงไหน ประชาชนได้ประโยชน์อะไร แม้จะมีการเผยแพร่อยู่เนืองๆ แต่ก็จะไม่ค่อยมีสื่อใหญ่ๆนำไปเผยแพร่ต่อมากนักยิ่งมายุคนี้ “สื่อสารมวลชน” กลายเป็นสื่อสาธารณะที่ประชาชนทุกคนเป็น “เจ้าของ” โดยตรงผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่พร้อมจะ ออกข่าว ในทุกวัน ทุกเวลา และทุกสถานที่...ทำให้มีข่าวประเภท“ร้อยบิดาพันมารดา” หลั่งไหลออกมาอย่างท่วมท้นในแต่ละวันนักประชาสัมพันธ์เชิงสาระก็ยิ่งหนักขึ้นอีก เพราะข่าว “ร้อยบิดาพันมารดา” จะมาแย่งพื้นที่การเสพข่าวของสาธารณชนไปเสียหมดจนแทบไม่เหลือที่ว่างสำหรับข่าวที่เป็นสาระก็ว่าได้ผมก็ขอให้กำลังใจให้กัดฟันสู้สู้และเดินหน้าต่อไปนะครับนักประชาสัมพันธ์ทั้งหลาย และท่านที่ตั้งอกตั้งใจทำงานทั้งหลายยังไงๆผมก็ยังเห็นว่าการประชาสัมพันธ์ (แบบพูดจริงจากงานที่ทำจริง) ยังเป็นเรื่องดีที่ต้องทำต่อไป...แม้งานจะยากขึ้น แต่ผมก็เชื่อเสมอว่าความจริงและของจริงเป็นสิ่งไม่มีวันตาย ขอให้กำลังใจนักประชาสัมพันธ์ทุกๆท่านครับ.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม