ผมมีความจำเป็นและมีลูกติดพันทำให้ต้องหลบไปเขียนเรื่องอื่นๆเสียหลายวัน ยังไม่ได้เขียนแสดงความยินดีกับรัฐบาลในกรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อยรวมทั้งในประเด็น 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้ปรับโครงสร้างพลังงานที่มีการท้วงติงอย่างกว้างขวางด้วย แม้มติของศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ก็ผ่านด้วยเสียงข้างมากถึง 7-2 ว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นกันเมื่อเป็นเช่นนี้ก็แปลว่ารัฐบาลสามารถที่จะใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อนำไปใช้ปรับโครงสร้างพลังงานในการที่จะลดการใช้ หรือพึ่งพา “น้ำมัน” ลงได้ตามที่แถลงไว้โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับนโยบายการปรับโครงสร้างพลังงานดังกล่าวอยู่แล้ว เพราะเชื่อมั่นว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างจริงจังตามเป้าหมายที่วางไว้น่าจะช่วยลดการพึ่งพา “น้ำมันดิบ” ที่จะต้องนำเข้าในระดับที่มีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอนแต่ในท่ามกลางข่าวการทุจริตคิดมิชอบในระบบราชการ โดยเฉพาะ ในกระทรวงมหาดไทย กรณีสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งกระทำ อย่างอุกอาจมาก ใหญ่โตกว้างขวางมากจน “ช็อก” ความรู้สึกคนไทยอย่างยิ่งดังที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลใจไปต่างๆนานาว่า ขบวนการทุจริตคิดมิชอบที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งดังเช่นกรณีสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นจะเกิดขึ้นแก่ขบวนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านหรือไม่?แม้ว่าการบริหารนโยบายการใช้เงินกู้จะดำเนินการโดยกระทรวงการคลัง แต่ความหวาดวิตกและระแวงต่อระบบราชการไทยทั้งระบบก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วจากข่าวการทุจริตในกรณีการสอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ดังกล่าวดังนั้นเมื่อมีข่าวว่าพรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชน ไม่เพียงแต่จะจัดกิจกรรม “Hack งบ 70” อันหมายถึงการจับตาดูการใช้เงินในปีงบประมาณ 2570 ที่กำลังอยู่ในขั้นการพิจารณากลั่นกรองของคณะกรรมาธิการวิสามัญในวาระ 2 เท่านั้นยังจะรวมไปถึงการใช้เงินอื่นๆของรัฐบาล โดยเฉพาะการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานดังกล่าวด้วยจึงมีเสียงขานรับผู้นำพรรคฝ่ายค้านที่ออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับกิจกรรม “จับตาเข้ม” ที่ว่านี้อย่างกว้างขวางผมเองก็เห็นด้วยครับ และความจริงก็ได้ฝากไว้เป็นข้อสังเกตมาตั้งแต่ที่ผมเขียนสนับสนุนการกู้เงินก้อนนี้ในช่วงแรกด้วยซ้ำไปถ้าผมจะฝากทางพรรคฝ่ายค้านไว้บ้างก็คงจะเป็นประเด็นของการจับผิดที่ควรมีข้อมูล มีหลักฐานกระจ่างชัดพอสมควรเป็นหลัก...อย่ามุ่งหน้าที่จะค้านลูกเดียวแบบไร้เหตุไร้ผล หรือหวังจะเอาชนะคะคานเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองเท่านั้นเพราะการกระทำในลักษณะที่ว่าจะเป็นผลทำให้การดำเนินงานตามโครงการที่หลายๆฝ่ายมองว่า “ทันสมัย” และเหมาะสมกับสถานการณ์อย่างยิ่งอาจไม่เกิดขึ้น หรือเกิดอย่างลุ่มๆดอนๆในที่สุดอย่าลืมว่า ณ นาทีนี้ ทิศทางการมองประเทศไทยของสถาบันหรือองค์การสำคัญระดับโลก รวมถึงสื่อระดับโลก...กำลังเป็นไปในทางบวกอย่างที่เราไม่เคยได้รับมาก่อนในช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะการยกย่องของสำนักข่าว Bloomberg ให้ประเทศ ไทยของเราเป็น “ดาวรุ่งดวงใหม่” หรือ Rising Star ของเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ฯลฯ เมื่อเร็วๆนี้ทำให้ “Momentum” หรือ “ดุล” การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของเราหวนกลับมาอีกครั้งจาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” หมาดๆ เราได้ฉายา “ดาวรุ่งดวงใหม่” จาก บลูมเบิร์ก...ขอยืนยันว่าไม่ใช่จะได้มาง่ายๆต้องช่วยกันรักษาไว้และแสดงฝีมือให้ชาวโลกเห็นอีกครั้งว่าไทยแลนด์คือดาวรุ่งตลอดกาลของเอเชียตัวจริงเสียงจริง ที่เผลอหลับไปหน่อยเดียวเท่านั้นเอง ตอนนี้ตื่นแล้วครับพร้อมจะกลับมาทวงบัลลังก์คืน!“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม