ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 เสียง งดออกเสียง 2 โดยไม่ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภา มาพิจารณาแก้ไขเนื้อหาที่วุฒิสภาเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ โดยขั้นตอนหลังจากนี้นายกรัฐมนตรีจะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปเนื้อหาที่วุฒิสภาแก้ไขใหม่ คือ การเพิ่มข้อความ มาตรา 11 ให้การนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผลบังคับใช้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีด้วย จากเดิมที่ให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาจัดทำแผนแก้ไขบำบัดผู้กระทำผิดอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาเสียงในที่ประชุมแตกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายที่เห็นชอบ 306 เสียง คือพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย มองว่าการไม่ให้นิรโทษกรรม คดีมาตรา 112 แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อป้องกันกลุ่มการเมืองนำเยาวชนมาใช้เป็นเครื่องมือในอนาคต และเห็นว่ามีกลไกศาลดูแลผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชนอย่างเหมาะสมอยู่แล้วโดยฝ่ายที่สนับสนุนยอมรับว่า แม้กฎหมายจะไม่สมบูรณ์แบบ 100% ช่วยได้ทุกกลุ่ม แต่ต้องเดินหน้าผ่านร่างกฎหมาย ปลดล็อกให้ผู้กระทำผิด กว่า 6,000 คน ได้รับอานิสงส์ล้างผิดคดีทางการเมือง ให้เป็นจุดเริ่มต้นความปรองดองที่หลายสีเห็นตรงกันในจุดร่วมที่ยอมรับได้ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งที่ฝังรากลึกเกือบ 20 ปีขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วย 141 เสียง นำโดยพรรคประชาชน มองว่าการตัดความผิด มาตรา 112 ออกจากร่างกฎหมายตั้งแต่ต้น ไม่จริงใจสร้างสันติสุขอย่างแท้จริง เป็นการเลือกปฏิบัติ ปรองดองเฉพาะบางฝ่าย ให้อภัยเฉพาะบางคน ปิดประตูการนำไปสู่การนิรโทษกรรม ควรตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภา เพื่อทบทวนแก้ไขเนื้อหาอีกครั้งอย่างไรก็ตาม แม้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะได้รับการยืนยัน ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯแล้ว แต่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าจะสร้างความปรองดอง ให้เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะเป็นเพียงการประนีประนอม ดับไฟขัดแย้งของกลุ่ม สีเสื้อการเมืองในอดีตของคนยุคเก่า อย่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส.เท่านั้นในทางตรงข้ามกลับถูกมองว่า ละเลยการดับไฟขัดแย้งกับเด็กรุ่นใหม่ ที่เป็นกำลังหลักของประเทศในอนาคต ถึงจะดับไฟขัดแย้งเก่าได้สำเร็จ แต่ยังเหลือเชื้อไฟใหม่ที่เสี่ยงปะทุ และจุดติดได้ เพราะเป็นการสงบศึกแค่สงครามสีเสื้อ แต่สงครามขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ยังไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างแท้จริง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม