รัฐบาลลุ้นศาล รธน.ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัด รธน.มาตรา 172 หรือไม่ “เอกนิติ” ท่องคาถาจำเป็นต้องกู้ เพื่อความมั่นคงอุ้มเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางมาก “อนุทิน” บอกสุดแท้แต่ศาล รธน. ไม่มีใครมั่นใจได้คำตัดสินจะเป็นบวกหรือลบ รับสภาพคะแนน นิยมดิ่งวูบ เร่งหาทางแก้ไขกอบกู้ ขันนอต รมต.เร่งปั่นผลงาน สื่อสารให้คนรับรู้ ขู่ รมต.โลกลืมนายกฯจะลืมบ้างเขี่ยพ้น ครม. “บิ๊กดุลย์” โต้ไม่ได้ชั่วขนาดนั้น เมิน สส.ปชน.ตั้งฉายา รมต.ปีศาจ กล่าวหาเปลี่ยนทีโออาร์จัดซื้อเรือฟริเกต ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดฟันอาญา “พ่อ-ลุง” รมช.มหาดไทย เซ่นเอื้อประโยชน์ หจก.เครือญาติ สร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จ.สตูล “ภาวุธ” หอบหลักฐานแจงดีเอสไอ เคลียร์เงิน 28 ล้าน มาจากการเทรด Forex ยันไม่เกี่ยวข้องแชร์ลูกโซ่หรือสแกมเมอร์รัฐบาลสงวนท่าทีกรณีศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดคดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในวันที่ 9 ก.ค. โดยทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ต่างไม่ได้แสดงความมั่นใจผลชี้ขาดจะออกมาเป็นบวก เพียงแต่ยืนยันเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนและชี้แจงข้อมูลให้ดีที่สุด“เอกนิติ” ลุ้นศาล รธน.ชี้ พ.ร.ก.กู้เงินเมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการฯ รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่ารัฐบาลมีความจำเป็น เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น วันนี้ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไร เริ่มใหม่หรือไม่ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมัน เบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น ต้องใช้ทุก ภาคส่วนและแผนสำคัญที่ดำเนินการอยู่เปลี่ยนผ่านด้านพลังงานคือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) งบฯที่จะนำมาช่วยตรงนี้จะทำให้เปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น ถ้ารอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูง ไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปราะบางมากมุ่งเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาดเมื่อถามว่ามีโครงการที่จะเสนอขอการสนับ สนุนจาก พ.ร.ก.กู้เงินบ้างหรือยัง นายเอกนิติกล่าวว่า ได้พูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในภาคขนส่งต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซลเป็นพลังงานชีวมวลที่มาจากปาล์ม อ้อย และน้ำตาล ตรงนี้จะมี ผลพลอยได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น และตนได้ตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เพื่อจะได้อธิบายให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจ และหวังว่าทุกฝ่ายจะได้ช่วยกันและพร้อมรับฟังความเห็นทั้งบวกและลบอยู่แล้ว ขอให้ทุกคนเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวในเพจดังกล่าวได้“อนุทิน” ชี้สุดแล้วแต่ศาลฯชี้ชะตาเมื่อเวลา 16.20 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า เราได้ชี้แจงทั้งเอกสารหลักฐานประกอบไปแล้ว ต้องสุดแล้วแต่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าผลออกมาอย่างไรต้องยอมรับ ต้องปฏิบัติตาม เมื่อถามว่าเตรียมแผนสำรองหรือไม่ หากผลออกมาเป็นลบ นายอนุทินกล่าวว่า เราคาดหวังว่าคำอธิบายและคำชี้แจง น่าจะทําให้ศาลวินิจฉัยได้วินิจฉัยในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อวินิจฉัยออกมาอย่างไรเราต้องดูว่ามีข้อชี้แนะหรือคำสั่งใดๆ เราต้องทำตามหมดไม่ว่าออกมารูปแบบไหน เพราะต้องเคารพคำสั่งของศาลไม่ว่าศาลใดก็ตาม เมื่อถามว่าจากข้อมูลที่ชี้แจงไปมั่นใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราปฏิบัติตามนโยบายตามหน้าที่และชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงประกอบ เรื่องมั่นใจมันไม่มีใครมั่นใจหรอก เพราะเราไม่ใช่เป็นคนตัดสินรับคะแนนนิยมหายต้องเร่งแก้ไขนายอนุทินกล่าวอีกว่า กรณีผลสำรวจนิด้าโพล คะแนนตนและพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลดลง โพลเหมือนกระจกส่องตัวเองต้องฟัง เราเคยป๊อปปูลาร์แล้วคะแนนน้อยลงแสดงว่าต้องมีปัญหาก็ต้องแก้ไข เพราะสนใจโพลมาตลอด ตนมาจากโพล 2% ตอนนี้เหลือ 21% อย่าให้ลงกลับไปที่ 2% ต้องเร่งทำให้กลับไปที่เดิม คงหลายเรื่องบางทีเราสื่อสารไม่ชัดเจนไม่เต็มที่ ส่วนที่ดีดันไม่สื่อสาร วันนี้คอมเพลนไปหลายคน วันนี้จีดีพีก็โต เงินลงทุนต่างชาติก็เพิ่มมากขึ้น ตลาดหุ้นก็เสถียรขึ้นมาอยู่เหนือ 1,600 จุด เรื่องการจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศก็สูงขึ้น การเข้าสู่ OECD หลายประเทศก็ยืนยันสนับสนุนจากแทบทุกประเทศที่ได้พบ ทุกคนต่างเชื่อมั่นประเทศไทยตอนนี้เรื่องที่เป็นภาระเรื่องที่ดึงให้เราถอยหลังก็พยายามสลัดมันให้ออกโดยกำจัดสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ขู่ รมต.โลกลืมนายกฯจะลืมบ้างเมื่อถามว่าจะปรับกลยุทธ์สื่อสารกับประชาชนอย่างไร นายอนุทินตอบว่า ต้องถือว่ายังสื่อสารไม่ดี ต้องยอมรับ ต้องพยายาม วันนี้เชิญรัฐมนตรีมาประชุมแทบทุกคน ถ้ายังเป็นรัฐมนตรีโลกลืมนายกฯจะลืมบ้าง ถ้านายกฯลืมไม่จำเป็นต้องมีเขาใน ครม. แต่ ครม.ชุดนี้เพิ่งทำงานมา 2 เดือน การตัดสินใจหรือทำอะไรขึ้นมาเราต้องอธิบายเขาให้ได้ครบ สมมติตนจะปรับ ครม.ไม่ใช่ผลัดกันเป็นสมบัติผลัดกันชม ต้องอธิบายเขาได้ว่าทำไมถึงไม่ควรอยู่ เมื่อถามว่าได้เตือนรัฐมนตรีที่โลกลืมไปแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เริ่มเตือนตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้จะเตือนอีกเพราะมีเรื่องโพลเข้ามา ตนสนใจทุกโพล ถ้าเขาไม่สนใจไม่ติดตามเราเขาจะให้คะแนนเราไม่ได้ เป็นสิ่งที่ต้องไปพูด เรียกเข้าห้องเย็น เพราะการสื่อสารของตนไม่ใช่แค่กับประชาชน แต่ต้องสื่อสารกับทีมของตนว่ามันชักจะไม่ใช่ มันเป็นแบบนี้ต้องบอก ขณะที่พรรคร่วมหัวหน้าพรรคร่วมต้องรับผิดชอบในส่วนของเรา ภท.มีรัฐมนตรี 27 คน ถ้าคนหนึ่งหมั่นสื่อสารก็ได้ 27 ข่าวแล้ว บางทีทำไมรัฐมนตรีไม่มีข่าวสื่อสารออกไป แต่มาสื่อสารกับตนอย่างเดียว ทุกคนทำงานหมด แต่ไม่สื่อสารออกไป เราต้องให้เขาปรับปรุงตัวตรงนี้รมต.ภท.ทุกคนทำงาน แต่ต้องสื่อสารเมื่อถามว่าจะใช้เวลาประเมิน ครม.ชุดนี้เท่าไหร่ นายอนุทินตอบว่า “ไม่นานหรอกครับ ก็มีหลักปฏิบัติอยู่ทั่วไป เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น อย่างที่เรียนตั้งใจทำงาน แต่ไม่ขยายความไม่สื่อสาร ยืนยันว่ารัฐมนตรีพรรค ภท.ทุกคน ไม่มีใครอยู่เฉย แต่ต้อง สื่อสารด้วย ต้องเป็นหลวงรอบรู้ ไม่ใช่ว่าทำงานเก่ง แต่ไม่พูดไม่จา ทำคนเดียวอย่างนี้ก็ไม่ได้ เมื่อถามว่ารู้สึกเหมือนพูดอยู่คนเดียวในทุกๆเรื่องหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ผู้สื่อข่าวก็ไปถามรัฐมนตรีคนอื่นบ้างมัวถามแต่ผม เกรงใจพวกเราเหมือนพี่น้องกัน บางทีผมเดินหนีผู้สื่อข่าวไม่บอก ขึ้นรถไปก็นั่งปาดน้ำตาว่าวันนี้เราไม่ค่อยไนซ์กับน้องๆเลย ไม่อยากเป็นอย่างนั้น แต่ต้องดูว่างานอะไรหากเป็นเศรษฐกิจก็ถาม รมว.คลัง รมว.พาณิชย์ พวกนั้นไม่เคยไปกิน ลาบกับผู้สื่อข่าว มีแต่ตนไปกิน เดี๋ยวต้องให้สร้างความคุ้นเคย เมื่อถามว่าประธาน กมธ.ของพรรค ภท. ตอนนี้เหมือนทำงานกันคึกคักขึ้น จะมีโอกาสได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า พรรคการเมืองยิ่งใหญ่ ต้องยิ่งให้สมาชิกได้แสดงฝีมือและผลงาน โดยยึดหลักผลงาน ความสามารถ ความทุ่มเทรับเคยเจอ “ชณทัต” แต่ไม่สนิทนายอนุทินกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีมีบุคคลแอบอ้างเป็นคณะทำงานนายกฯไปทำร้ายสื่อมวลชน มีคนมากระซิบแต่ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะมันไม่มีจริง เคยเป็นสมาชิกพรรค ภท.เคยมาตามตนตั้งนานแล้ว แต่สุดท้ายไม่ได้ให้มีส่วนร่วมอะไร ไม่ให้มีส่วน เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 62 แล้ว ยืนยันว่าไม่สนิทสนม ชื่ออะไรยังจำไม่ได้ ผู้สื่อข่าวบอกว่าชื่อนายชณทัต นายอนุทินย้ำว่า ไม่สนิท รู้จักกันตามงาน มายกมือไหว้ เราก็รับไหว้ ถามว่าสบายดีไหมเท่านั้นเอง ถ้าเขาไปแอบอ้างก่อให้เกิดความเสียหาย ก็มีกฎหมาย คนที่เสียหายต้องดำเนินคดีลั่นต่างชาติมานิคมเถื่อนตั้งไม่ได้เมื่อถามถึงกรณีมีข้อร้องเรียนว่านักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีน กว้านซื้อที่ดินตั้งนิคมอุตสาหกรรม โดยขออนุญาตไม่ถูกต้องหรือนิคมเถื่อนว่า การตั้งนิคมอุตสาหกรรมเถื่อนเกิดขึ้นไม่ได้ ต้องขออนุญาตถูกต้องมีเงื่อนไขมาก หากมาลักษณะนอมิมีมาซื้อที่ดินไม่ถูกต้อง ถ้าดูแล้วคนซื้อที่ดินไม่มีที่มาที่ไป เป็น “ยายเพิ้ง” ที่ไหนไม่รู้มาซื้อที่ดินจำนวนมาก ต้องไปดูมีกฎหมายปราบปรามนอมินีอยู่แล้ว ที่ผ่านมารัฐบาลเอาผิดการครอบครองที่ดินแบบนอมินี ใครจะมาทำผิดกฎหมายลองดูในรัฐบาลนี้จัดการหมด รัฐบาลนี้เวลาหวดหวดเต็มสวิงเหมือนกัน ถือว่าได้เตือนแล้วว่าอย่าทำผิด อย่าท้าทายกฎหมายของประเทศ ไม่ใช่ความเสียหายเกิดขึ้น แต่มีผลความเชื่อมั่นของประเทศ การขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) การเร่งรัดลงทุนต้องอาศัยสำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่แย่งชิงพื้นที่กัน“ปกรณ์” ทบทวนค่ารักษา ขรก.ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปกรณ์ นิลประพันธ์- Pakorn Nilprapunt แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retirement สำหรับข้าราชการ มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.เร่งดำเนินการให้มีผลในปีงบฯ 70 แสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาล ส่วนสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ขอให้สำนักงาน ก.พ.ร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศึกษาวิธีนำระบบประกันสุขภาพมาใช้เพื่อทดแทน ส่วนกรณีสภาฯผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 70 รายจ่ายประจำมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ รวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมขนาดกำลังคน และค่าใช้จ่ายภาครัฐจริงจัง ไม่ว่าจะนำเทคโนโลยีเข้ามา ใช้ปฏิบัติงาน การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาค เพื่อควบคุมไม่ให้เพิ่มและปรับลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันวางแผนการดำเนินการและนำเสนอ ก.พ.เพื่อพิจารณาต่อไป“พิพัฒน์” ตรวจสิทธิพิพาทที่ดินหลีเป๊ะเมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทที่ดินเกี่ยวข้องกับชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล จากนั้นนายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อสรุปให้ตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลด้านเทคนิค มีผู้แทนกรมแผนที่ทหารเป็นประธานอนุกรรมการฯ ร่วมด้วยนายอำเภอ ผู้แทน จ.สตูล กรมที่ดิน กรมอุทยานฯ ดีเอสไอ และตัวแทนภาคประชาชนร่วม มีกรอบการทำงาน 60 วัน นำข้อมูลมาหารือกับคณะกรรมการชุดใหญ่ก่อนรายงานนายกฯ คณะกรรมการเห็นด้วยให้ชะลอเรื่องคดีไว้ก่อน การขายทอดไปสู่เอกชน ไม่เป็นไร ตอนนี้เอาเฉพาะคนที่เป็นเจ้าของปัจจุบันก่อน ที่ดินอาจเป็นที่ของชาวเล แต่ถ้ามีหลักฐานซื้อขายเรียบร้อย ต้องว่ากันตามหลักฐาน ตนเป็นคนในพื้นที่ทราบดีว่าปัญหาที่ดินในเกาะหลีเป๊ะเป็นมาอย่างไร บางท่านถูกต้องบางท่านมีปัญหา ที่ดินที่มีปัญหาบริเวณโรงเรียน ที่มีการร้องเรียนว่าที่หายประมาณ 1 ไร่ ต้องให้คณะอนุกรรมการด้านเทคนิคลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อยืนยันสิทธิที่ชัดเจนยังไม่ตั้งเลขาฯใหม่รอผลสอบพิสูจน์นายพิพัฒน์กล่าวถึงกรณีนายรัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการ รมว.คมนาคม ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ วันที่ 27 มิ.ย. จะแต่งตั้งบุคคลขึ้นมาแทนเลยหรือไม่ว่า ยังไม่คิดจะหาต้องการพิสูจน์ให้ได้ว่านายรัชพงศ์ ที่ยื่นใบลาออกโดยได้ยับยั้งไว้ แต่เจ้าตัวยืนยันลาออกเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้า พิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากสุดท้ายเขาบริสุทธิ์เราจะไปยัดเยียดความผิดให้เขาได้อย่างไร หากบริสุทธิ์จริงจะดึงนายรัชพงศ์กลับมานั่งตำแหน่งเดิม ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน ยังมีข้าราชการที่มีความสามารถอีกจำนวนมาก เมื่อถามว่าการลาออกครั้งนี้สืบเนื่อง จากกระแสข่าวใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า มีส่วนทุกประเด็น เป็นเรื่องข้อเท็จจริง หากทุจริตจริงไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ก้าวก่าย จะว่าไปตามข้อเท็จจริง ไม่ปกป้องคนผิด“บิ๊กดุลย์” โต้เปลี่ยนทีโออาร์เรือฟริเกตเมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหมกล่าวถึงกระแสข่าวจ่อฟ้องนายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรค ปชน. อภิปรายกล่าวหาเป็นรัฐมนตรีปีศาจระหว่างถกร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 70 ว่า เป็นเรื่องของเด็กๆไม่มีวุฒิภาวะ ไม่ได้สนใจอะไร ไม่เป็นไร กล่าวหาตนเป็นรัฐมนตรีปีศาจ เข้าใจว่าเป็นเทรนด์ภาพยนตร์ ไปผูกโยงกับการจัดซื้อเรือฟริเกตของกองทัพเรือ คิดว่าตนจะไปเปลี่ยนทีโออาร์ แต่ข้อเท็จจริงการจัดซื้อเรือฟริเกต พิจารณาความต้องการของ ทร. ไม่ใช่เฉพาะทีโออาร์อย่างเดียว ก่อนทําร่างทีโออาร์ได้ตั้งคณะกรรมการคุณธรรมกำกับดูแลทุกขั้นตอน ขอให้รอ ทร.ได้บริษัทชนะการประกวดราคาก่อน จะรู้ว่าจะไปเปลี่ยนทีโออาร์ เปลี่ยนนาโตสแตนดาร์ด เปลี่ยนระบบพื้นฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ไม่สามารถทําได้ ถ้าเราได้เรือมา 1 ลำ แล้วไม่สามารถปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพหรือเรือรบเดิม และการฝึกอื่นๆได้ บอกตรงๆว่าตนไม่ได้ชั่วขนาดนั้นนายกฯแจง สว.ขอโอนงบฯหมื่นล้าน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาเป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท ตามที่สภาฯเห็นชอบและส่งให้วุฒิสภาพิจารณา พิจารณาแบบสามวาระรวด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย แถลงหลักการต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า เหตุผลการขอโอนงบ 10,328 ล้านบาท เนื่องจากประเทศไทยเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจและสังคมจากปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศ กระทบการดำเนินชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจประเทศโดยรวม รัฐบาลมีภารกิจเร่งด่วนแก้ปัญหาฟื้นฟูและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าวไฟเขียว 3 วาระรวดผ่านราบรื่นนายศุภโชค ศาลากิจ สว. ประธาน กมธ.ติดตามการบริหารรงบประมาณ วุฒิสภา กล่าวว่า กมธ.เข้าใจเหตุผลการโอนงบฯ แต่มีข้อห่วงใยการดึงงบลงทุนไปใช้ ทำให้เงินใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลง กระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ กมธ.เสนอให้จัดเงินชดเชยให้โครงการดังกล่าวในปีงบฯถัดไป วางแผนรัดกุมภายใต้กฎหมายการเงินการคลังของรัฐเคร่งครัด กมธ.ห่วงใยความโปร่งใสใช้งบกลาง เพราะการอนุมัติใช้งบกลางอยู่ที่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารโดยตรง แม้แก้วิกฤติรวดเร็วแต่ตรวจสอบยาก ทุกโครงการที่จะขอรับเงินก้อนดังกล่าวต้องระบุตัวเลข ผลชี้วัด ผลลัพธ์ที่ชัดเจนให้รัฐสภาและประชาชนตรวจสอบ ควรยกระดับการจัดทำงบฯประเทศให้สอดคล้องฐานะการเงินประเทศ แก้ปัญหาได้จริง ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่อยากได้ยินรัฐเสียค่าโง่ซ้ำอีกนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่า ขอบคุณทุกข้อสังเกต หากลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯฉบับนี้ รัฐบาลจะใช้งบฯให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถึงมือประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะไม่ใช้เงินงบฯเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล พรรคการเมืองหรือพวกตัวเอง จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบ146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง งดออกเสียง 20 เสียง ผ่านไปเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไปฝรั่งเศสหนุนไทยเข้าร่วม OECDเมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ต้อนรับนายฌ็อง โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะอำลาในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ นายอนุทินแสดงความยินดี และชื่นชมบทบาทสำคัญส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสตลอดการปฏิบัติหน้าที่ ปี 69 เป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส จากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แสดงถึงความสัมพันธ์ ที่ลึกซึ้งและสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมของทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังได้ลงนามแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ฉบับใหม่เมื่อวันที่ 3 ก.ค.เป็นรากฐานสำคัญยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ด้านเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสกล่าวว่า ฝรั่งเศสยืนยันให้การสนับสนุนไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD เต็มที่ ชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยเร่งปรับปรุงกฎหมายและยกระดับมาตรฐานด้านต่างๆให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ OECD เชื่อมั่นว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศได้เสียงสเปนร่วมด้วยเป็นกองหนุนต่อมาเวลา 13.30 น. นายมาร์ก กุดดิง เอกอัคร ราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทินในโอกาสพ้นจากหน้าที่ หารือเตรียมความพร้อมการเสด็จฯเยือนประเทศไทยของเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ในวันที่ 15-18 ก.ค. กิจกรรมสำคัญของการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี รัฐบาลยืนยันความพร้อมอำนวยความสะดวก ดูแลการเสด็จฯเยือนไทยอย่างสมพระเกียรติ จากนั้นเวลา 14.30 น. นายเฟลิเป เด ลา โมเรนา กาซาโด เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสเปนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทินอำลาตำแหน่งก่อนพ้นหน้าที่ ยืนยันเจตนารมณ์ต่อยอดความร่วมมือทุกมิติ โดยเอกอัครราชทูตสเปนฯยืนยันสนับสนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก OECDป.ป.ช.ฟัน “พ่อ-ลุง” รมช.มหาดไทยนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล (นายก อบจ.สตูล) กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน จ.สตูล เมื่อปีงบประมาณ 2559 จากการที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า จากการไต่สวนพบว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.59 นายสัมฤทธิ์ในฐานะนายก อบจ.สตูล ลงนามในสัญญาจ้างกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติเจริญชัยการโยธา ผู้รับจ้าง เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว วงเงิน 29,800,000 บาท เริ่มต้นสัญญาวันที่ 28 ก.ย.59 และสิ้นสุดลงวันที่ 22 ธ.ค.60 รวม 450 วัน หลังทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างไม่ได้เข้าทำงานเลย อบจ.สตูลมีหนังสือเร่งรัด 4 ครั้ง ก่อนสัญญาจ้างจะครบกำหนด และหลังครบกำหนดสัญญาจ้างในวันที่ 12 ม.ค.61 ผู้รับจ้างทำงานจ้างได้เพียงร้อยละ 25.79 อบจ.สตูล เร่งรัดการก่อสร้างไปตลอด แต่นายสัมฤทธิ์เห็นชอบให้ผ่อนปรนบอกเลิกสัญญา และให้ผู้รับจ้างจัดทำแผนปฏิบัติงานใหม่มาตลอด แต่ผู้รับจ้างไม่สามารถดำเนินงานให้เสร็จตามแผนทุกครั้ง กระทั่งมีค่าปรับ 58,106,100 บาท แต่นายสัมฤทธิ์ยังให้ผ่อนปรนบอกเลิกสัญญาจ้าง 6 ปี กระทั่งวันที่ 23 ม.ค.67 ผู้รับจ้างมีหนังสือส่งมอบงานและคณะกรรมการตรวจการจ้าง ได้ตรวจรับงานจ้างเรียบร้อย พบว่านาย สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติเจริญชัยการโยธา เป็นน้องชายของนายสัมฤทธิ์ นายก อบจ.สตูลผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติเจริญชัยการโยธาที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด เป็นบิดาของนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ส่วนนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล เป็นลุงของนายวรศิษฎ์ผิด.ม.151-157 ส่งสำนวนถอดถอนนายสุรพงษ์กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว มีมติว่าการกระทำของนายสัมฤทธิ์มีมูลความผิดทางอาญา ตาม ป.อาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และชี้มูลความผิดห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติเจริญชัยการโยธา และนายสมเกียรติ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของนายสัมฤทธิ์ ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลมีเขตอำนาจพิจารณาคดี และส่งรายงานสำนวนการไต่สวนไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ต่อไปศาลยกฟ้อง ม.112-116 “ก๊วนตะวัน”เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ765/2565 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 8 คน ฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ “ฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชน อันมิใช่เป็นการกระทำในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร” ระหว่างพิจารณา น.ส.เนติพร จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ กรณีนัดชุมนุมสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ขออนุญาตและเป็นการชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากหน้าวังสระปทุม แต่ข้อความบนป้ายประกาศมิได้ระบุพระนามหรือสื่อถึงบุคคลที่กฎหมายคุ้มครองโดยตรง จึงมีความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 368 ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ พระราชินีและรัชทายาท ไม่ปรากฏเหตุความวุ่นวายอันจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรและเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 ตามฟ้อง“ภาวุธ” หอบหลักฐานแจงคดี Forexเมื่อเวลา 14.35 น.ที่กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสวบสวนคดีพิเศษ อาคารซี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ หลังถูกออกหมายเรียกในฐานะพยานในคดี Forex นายภาวุธเดินทางมาพร้อมทนายความและออกมาพูดคุยกับสื่อสั้นๆว่า วันนี้พร้อมชี้แจงทุกอย่างให้โปร่งใส และได้นำหลักฐานมาให้เจ้าหน้าที่ เพราะข้อมูลทุกอย่างมีครบ เมื่อถามว่าได้เป็นคนชักชวนหรือไม่ นายภาวุธหัวเราะบอกว่า ไม่ได้ชักชวนใครเลย แค่เป็นคนเทรดเฉยๆ ก่อนขอตัวขึ้นไปให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอสรีดสอบโยงเส้นเงิน 28 ล้านผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภาวุธต้องชี้แจงในประเด็น ที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอพบเส้นทางการเงินระหว่างบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด โอนเงิน 28 ล้านบาท ในวันเดียวคือวันที่ 18 ก.ค.67 จำนวน 14 ครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาทเข้าไปยังบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายภาวุธว่าเป็นการทำธุรกรรมเรื่องใด นายภาวุธเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการเทรดทองคำ ฉะนั้นต้องมีหลักฐานการทำธุรกรรมการเทรดทองคำทั้งหมดมาแสดงต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นการเทรดทองคำกับบริษัทใด ไทม์ไลน์การเทรดและผลตอบแทนในการเทรดที่ผ่านมา และยังมีประเด็นนายภาวุธเคยเป็นกรรมการบริษัทหรือถือหุ้นในบริษัทที่ปรากฏความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงในเส้นทางการเงินในแผนผังรูปภาพการสืบสวนของดีเอสไอ เนื่องจากแต่ละบริษัทที่อยู่ทั้งในกลุ่มของไอบี (IB) ผู้ชักชวนการลงทุน กลุ่มของบริษัทโบรกเกอร์ และกลุ่มบริษัทเพย์เมนต์ เพราะมีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องระหว่างกัน อีกทั้งนายภาวุธยังมีเรื่องคลิปวิดีโอร่วมประชาสัมพันธ์บอกเล่าประสบการณ์การเทรดกับบริษัท QRS Global สะสมแต้มคะแนนแลกรับโทรศัพท์อีกด้วย ทั้งหมดเป็นประเด็นที่นายภาวุธต้องนำหลักฐานมาชี้แจงกับพนักงานสอบสวนยันไม่ได้ทำผิด ก.ม.เงินมาจากการเทรดต่อมาเวลา 17.30 น. นายภาวุธเปิดเผยหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ นานกว่า 3 ชั่วโมงว่า การเข้าชี้แจงครั้งนี้สามารถตอบคำถามได้ในหลายประเด็น โดยเฉพาะที่มาของเงินในบัญชี มีหลักฐานรองรับทั้งหมด อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นการเข้าพบครั้งแรก ดีเอสไอยังมีคำถามเพิ่มเติมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น ทำให้ต้องกลับไปเตรียมเอกสารและข้อมูลก่อนเข้าชี้แจงเพิ่มเติมภายหลัง สำหรับเงินหมุนเวียนกว่า 28 ล้านบาท ไม่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ในสำนวนคดี โดยเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการเทรด ดำเนินการต่อเนื่องราว 1-2 ปี มีรายได้เข้าเป็นช่วงๆ โดยสรุปแล้วตนไม่ได้ประสบความสำเร็จจากการลงทุน และสุดท้ายขาดทุนจากการเทรด ส่วนกรณีที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ดีเอสไอตรวจสอบ ปัจจุบันไม่ได้เป็นผู้บริหารบริษัทดังกล่าวแล้ว และบางบริษัทที่ถูกกล่าวถึงตนไม่รู้จัก จึงต้องกลับไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้กระทบต่อบุคคลหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่เกี่ยวข้องแชร์ลูกโซ่–สแกมเมอร์เมื่อถามถึงการเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสกับกลุ่มโบรกเกอร์ นายภาวุธกล่าวว่า เป็นการใช้คะแนนสะสมจากการซื้อสินค้าแลกรางวัลเดินทาง ไม่ใช่การเดินทางในฐานะผู้บริหารหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท โดยผู้ร่วมเดินทางส่วนหนึ่งเป็นทีมงานของโบรกเกอร์ที่ตนใช้บริการเท่านั้น ยังยืนยันว่าไม่เคยชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนหรือเทรด Forex แม้จะมีคลิปวิดีโอที่ถูกนำมาเผยแพร่ แต่เป็นเพียงการเล่าประสบการณ์ส่วนตัวในการลงทุน ไม่ใช่การโฆษณาหรือชักชวน และไม่ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทโบรกเกอร์แต่อย่างใด หลังเข้าชี้แจงในวันนี้รู้สึกสบายใจมากขึ้น เพราะต้องการเข้าพบดีเอสไอตั้งแต่แรก แต่ก่อนหน้านี้ติดภารกิจประชุมสภาและกรรมาธิการ จึงเลื่อนมาเป็นวันนี้ ยืนยันว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการแชร์ลูกโซ่หรือกลุ่มมิจฉาชีพ และสถานะในคดี ขณะนี้เป็นเพียงพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา ไม่มีอะไรต้องปิดบัง พร้อมให้ข้อมูลทุกอย่างกับเจ้าหน้าที่ เพื่อแสดงความโปร่งใส เงินที่เข้ามาไม่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการแชร์ลูกโซ่หรือสแกมเมอร์วิป รบ.เบรกตั้ง กมธ.ร่วม ก.ม.นิรโทษฯที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาลพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ สว.แก้ไขส่งคืนให้รัฐบาล โดยเห็นชอบตามที่ สว.แก้ไข เพราะเป็นเพียงการแก้ไขถ้อยคำไม่ใช่สาระสำคัญ เนื้อหาของร่างกฎหมายยังคงเจตนารมณ์ร่างกฎหมายตามที่สภาฯเห็นชอบ หลังมีมติวิปรัฐบาลแล้วจะให้แต่ละพรรคร่วมรัฐบาลกลับไปหารือภายในพรรคอีกครั้ง ว่าจะมีประเด็นใดเสนอเพิ่มเติมหรือไม่ แต่ในหลักการมติวิปรัฐบาลยืนยันให้เห็นชอบตามที่ สว.แก้ไข ในส่วนของพรรค ภท.จะยืนยันตามมติวิปรัฐบาล ส่วนที่ฝ่ายค้านจะขอให้ตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภา เพื่อพิจารณาเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เป็นเพียงการพูดคุยและหารือเบื้องต้นเท่านั้นแต่ยังไม่มีข้อตกลง แต่วิปรัฐบาลเห็นว่าสาระสำคัญไม่ได้ถูกแก้ไข เพราะ สว.แก้ไขแค่การเพิ่มถ้อยคำเท่านั้น จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องตั้งกรรมาธิการร่วมอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่