“ประธานวิปรัฐบาล” การันตี ก.ม.นิรโทษกรรมฯ ช้าหรือเร็วผ่านสภาฯได้ใช้แน่ บอก ภูมิใจไทยไม่ติดใจ สว.ปรับแก้เนื้อหา ปล่อยผีคดีการเมืองยกเว้นความผิดมาตรา 112 ขู่ฝ่ายค้านไม่รับดันตั้ง กมธ.ร่วมฯยิ่งล่าช้าไปอีก 2-3 เดือน “สุทิน” เชื่อสุดท้ายแจ้งเกิดสำเร็จ ได้ข้อสรุปช่วยกลุ่มผิดพลาดหลงผิด “สิริพงศ์” มั่นใจศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ออกมาเป็นลบ “ภาวุธ” ชี้พิรุธช้อปปี้ย่องเข้าทำเนียบฯทุ่ม 500 ล้านบาท สร้างภาพช่วยเอสเอ็มอี ซื้อประกันรับมือรัฐออก ก.ม.คุมแพลตฟอร์มต่างชาติ จี้ รบ.พลิกเกมก่อนพ่ายเกมกินรวบ “นิด้าโพล” ชี้ “เท้ง” เรตติ้งนำเหมาะนั่งนายกฯ ค่ายสีส้มยอดนิยมเหนือค่ายสีน้ำเงินจากกรณีที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2548-2568 โดยไม่ให้นิรโทษการกระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 การกระทำผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบ และการกระทำความผิดที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือความผิดต่อส่วนตัว รวมถึงการกระทำที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ“กรวีร์” มั่นใจ ก.ม.นิรโทษช้าเร็วได้ใช้แน่เมื่อวันที่ 5 ก.ค.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสภาฯจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาคือปี 2548-2568 หลัง สว.ปรับแก้ถ้อยคำในบางมาตรา เช่น ไม่นิรโทษการกระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า วันที่ 6 ก.ค.วิปรัฐบาลจะมีการประชุมประจำสัปดาห์ พิจารณากฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณาในสัปดาห์นี้ มีเรื่องของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ สว.ส่งกลับมา ในที่ประชุมจะได้หารือกับพรรคร่วมรัฐบาลถึงสิ่งที่สว.แก้ไขมาว่ามีความเห็นอย่างไร เท่าที่ดูจากประเด็นที่ สว.แก้ไขมา ยังอยู่ในแนวทางที่ฝ่ายการเมืองรับได้ หรือถ้ามีประเด็นไหนติดใจจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าดูแล้วทุกฝ่ายพอรับได้เราเดินหน้าไปเลย เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาได้เร็วภท.ไม่ติดใจเนื้อหาที่ สว.ปรับแก้“พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่มีประเด็น ต้องหารือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่ามองอย่างไรรับได้ไหมกับสิ่งที่ สว.แก้มา หากรับได้เดินหน้า ถ้าต้องปรับไม่มีปัญหา ส่วนท่าทีของฝ่ายค้านชัดเจนไม่รับ แล้วขอไปตั้งกรรมาธิการร่วม จุดยืนเรื่องนิรโทษคดีการเมืองแต่เว้นมาตรา 112 เป็นจุดยืนของพรรค ภท.อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้แน่นอน ถ้าทุกคนเห็นตรงกันและรับได้กฎหมาย ออกมาเร็วถ้าไปตั้งกรรมาธิการร่วม ต้องเข้าสภาฯในสมัยประชุมหน้าใช้เวลา 2-3 เดือนจะล่าช้าออกไป” นายกรวีร์กล่าว“สุทิน” คาดได้ข้อสรุปเป็นประโยชน์ด้านนายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ว่ากรณีดังกล่าวเรื่องนี้ต้องฟังวิปรัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร เพราะตัวแทนแต่ละพรรคจะนำความคิดเห็นของสมาชิกมาคุยกัน เชื่อว่าเรื่องนี้คงได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง และสามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้สำเร็จ เนื่องจากผู้ที่ได้รับประโยชน์มีทั้งกลุ่มที่ผิดพลาดหลงผิด เมื่อกฎหมายนี้ออกมาจะเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ได้กลับมาใช้ชีวิต สร้างความปรองดองสามัคคีเกิดขึ้นในชาติ ให้เขาได้ใช้ศักยภาพของเขาในการร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป“สิริพงศ์” เร่งถกเปลี่ยนผ่านพลังงานอีกเรื่องนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าการเสนอโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารสาธารณะวงเงิน 2.4 หมื่นล้านจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านว่า สัปดาห์หน้าจะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชั้นอนุกรรมการ อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร เพื่อหารือรูปแบบกำหนดรายละเอียดจาก 7 กลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วม ประกอบด้วย รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถสามล้อหรือรถตุ๊กๆ รถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถรับจ้างรับส่งนักเรียน และรถบรรทุกสินค้า เป้าหมายทั้งสิ้น 80,000 คัน จากนั้นจะนำเสนอแผนแก่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ภายในกลางเดือน ก.ค.นี้ ก่อนนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เชื่อศาล รธน.ไม่ฟังทางลบ พ.ร.ก.กู้เงินเมื่อถามว่ากังวลต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 9 ก.ค.นี้หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า เชื่อว่าคำวินิจฉัยศาลธรรมนูญต่อการใช้เงิน พ.ร.ก.กู้เงิน ผลจะไม่ออกมาเป็นลบ เพราะรัฐบาลมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนตามสถานการณ์ เนื่องจากไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ สงบลงและกลับสู่สถานการณ์ปกติเมื่อไหร่ ฉะนั้นมาตรการดังกล่าวเป็นแผนที่เตรียมรับมือวิกฤติซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และนอกจากโครงการในข้างต้นที่จะของบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน กระทรวงคมนาคมยังเตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือค่าน้ำมัน สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะและรับจ้าง (DLT พร้อมซัพพอร์ต) วงเงินประมาณ 2-3 พันล้านบาท ในการช่วยเหลือตรึงราคาค่าโดยสารกับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในมาตรการที่ออกในเฟส 2 ส่วนมาตรการอื่นๆกำลังพิจารณาอยู่“ธนกร” มั่นใจเห็นความจำเป็นเร่งด่วนนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อพรรค ภท.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดคดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในวันที่ 9 ก.ค.ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย นำเงินส่วนนี้ไปใช้เพื่อเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยเยียวยาค่าครองชีพและช่วยร้านค้ารายย่อยได้เป็นอย่างดี การกู้เงินและการใช้จ่ายเงินกู้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นถึงความจำเป็นเหล่านี้แน่นอนรบ.ไม่รีบช่วย ปชช.วันนี้จะไปช่วยเมื่อไหร่เมื่อถามว่าหลายฝ่ายกังวลความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้เงินในเวลานี้ นายธนกรกล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ของความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ถ้ารัฐบาลไม่รีบเยียวยาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในเวลานี้จะให้ไปเยียวยาประชาชนเมื่อไหร่ เพราะรัฐบาลจะไม่มีวันรอให้ประชาชนเดือดร้อน หรือประเทศเกิดวิกฤติข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยเข้าไปเยียวยาแน่นอน วันนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด เงินงบประมาณปกติในปี 69 วันนี้ไม่เพียงพอที่จะเยียวยากับสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เชื่อว่าเงินก้อนนี้ถึงมือประชาชนทุกบาททุกสตางค์อย่างแท้จริง ดังนั้น ไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร รัฐบาลพร้อมน้อมรับอยู่แล้ว“ภาวุธ” ฉะพิรุธ 500 ล้าน Shopee ช่วย SMEวันเดียวกัน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ เห็นข่าว Shopee เข้าพบรัฐบาลประกาศทุ่ม 500 ล้านช่วย SME ไทย มีใจความตอนหนึ่งว่าในฐานะคนที่ตามแพลตฟอร์มต่างชาติกับการผูกขาดดิจิทัลมาตลอด งานนี้ฉากหน้าดูสวย หลังบ้านต้องมองให้ทะลุ 1.ลองหารเลขดู 500 ล้านบาท หารร้านค้า 1.2 ล้านราย ระยะเวลา 6 เดือนตกแล้ว “ช่วยร้านค้าได้เดือนละไม่กี่สิบบาทต่อร้าน” เท่านั้นเอง แถมเงื่อนไขคือเว้นค่าธรรมเนียม “แค่ 10 ออเดอร์แรกของเดือน เฉพาะร้านยอดขายต่ำกว่าหมื่น” ร้านที่กำลังจะตายจริงๆจากค่าธรรมเนียมที่ขึ้นเอาๆ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่กำลังเจอผลกระทบจากการขึ้นค่าบริการอยู่ตอนนี้ พูดง่ายๆนี่คืองบการตลาด ที่เปลี่ยนป้ายเป็น “งบช่วยชาติ” แล้วเดินเข้าทำเนียบฯ ในจังหวะที่สภาฯกับสังคมกำลังกดดันเรื่องทุนต่างชาติกินรวบพอดี มันคือการ “ซื้อเกราะกันกระสุนทางการเมือง” พอรัฐจะออกกฎหมายคุมแพลตฟอร์มขึ้นมาจะได้เกรงใจ มองอีกมุมมันคือโครงการปลุกร้านค้าตัวเล็กที่ยอดยังไม่เยอะ ให้โตเป็นลูกค้าตัวใหญ่ในแพลตฟอร์มต่อไป ยิงนกครั้งเดียวได้หลายตัวเลย 2.มือหนึ่งแจก 500 ล้าน อีกมือประกาศขึ้นค่าธรรมเนียม นี่คือส่วนที่อยากให้ดูกันชัดๆ เพราะหลังผู้บริหาร Shopee เข้าพบนายกฯ ได้แค่ 9 วันก็มีประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมรอบใหม่ มีผล 4 ส.ค.นี้แนะนำ รบ.พลิกเกมต้านถูกกินรวบ นายภาวุธระบุอีกว่า 3.ในเมื่อเขาเดินมาหาเราถึงที่รัฐต้องเป็นคนตั้งเงื่อนไข ไม่ใช่แค่ประธานเปิดงาน เสนอให้พลิกเกม เอากลไกดีๆที่เขามีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์จริง 4.อย่าจับมือทีละค่ายต้องคุมทั้งกระดานพร้อมกัน ถ้ารัฐเดินสายจับมือทีละเจ้า จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทันที สิ่งที่ควรทำคือประกาศกรอบความร่วมมือแห่งชาติ ดึงทุกยักษ์มานั่งโต๊ะเดียวกัน Shopee / Lazada / TikTok กติกาเดียวกันหมด ทั้งคุมสินค้านำเข้าให้ผ่าน มอก./อย. เปิดท่อส่งออกให้สินค้าไทย (เข้าใจว่าต่อ API กับหน่วยงานรัฐแล้วเรื่องการตรวจสอบสินค้า) และคุมความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียมสรุปตรงๆจากผมขอบคุณ Shopee ที่ลุกขึ้นมาทำอะไรให้ SME ไทย เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การช่วย 500 ล้านด้วยมือซ้าย แล้วขึ้นค่าธรรมเนียมเกือบ 10% ด้วยมือขวา มันสวนทางกันเกินไป เราจะไม่ยอมให้ใครใช้เงินเศษเสี้ยวมาซื้อสิทธิ์กินรวบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ไม่อยากให้ช้อปปี้ “กินรวบ” ผู้บริหารช้อปปี้ต้องมองถึงการ “กินแบ่ง” แล้วเติบโตร่วมไปกับระบบนิเวศการค้าออนไลน์ของประเทศ ตอนนี้มีการรวมตัวกันของหลายสมาคมการค้าออนไลน์แล้ว ควรไปทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ตัวเองจะทำทุกอย่างแล้วรวบเข้าระบบนิเวศตัวเองทั้งหมด ฝากถึงผู้ประกอบการ อย่าฝากชีวิตไว้กับมาร์เกตเพลสอย่างเดียว ต้องสร้างช่องทางขายของตัวเองควบคู่ไปด้วย และอยากฝากคำแนะนำนี้ของผมถึงรัฐบาล เพราะน่าจะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าออนไลน์ของไทยที่กำลังเติบโตอย่างมากในตอนนี้“สุทิน” หนุนตรวจคะแนนสอบท้องถิ่นใหม่นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรค พท.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ให้ตรวจสอบคะแนนผู้เข้าสอบแข่งขันเป็นข้าราชการท้องถิ่นที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้วจำนวน 15,520 รายใหม่ภายใน 3 วันว่า การรื้อฟื้นขึ้นมาตรวจสอบใหม่ก็เป็นเรื่องที่ควรกระทำ เพราะสังคมมีความสงสัยแล้วมีการจับทุจริตได้ขนาดนี้ก็จำเป็นต้องคลี่คลายเพื่อให้หายสงสัย โดยเอาที่บรรจุแล้วมาแยกแยะ คนบริสุทธิ์ต้องไม่ไปละเมิดเขา คนไม่บริสุทธิ์ต้องถอดสิทธิและลงโทษ ทั้งเจ้าตัวและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่สำคัญการตรวจสอบต้องระมัดระวังโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริงเกิดขึ้นให้ได้ อย่าให้มีความสงสัยค้างคาของสังคมอีกถึงจะเดินต่อไปได้ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งกระทรวงมหาดไทย มศว ต้องทำงานนี้ให้สังคมกลับมาเชื่อถือองค์กรท่านให้ได้“นิด้าโพล” ชี้ “เท้ง” ขึ้นนำเหมาะนายกฯวันเดียวกัน “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ เปิดเผยผลการสำรวจ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2/2569” ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-2 ก.ค. โดยเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 26.08 ระบุเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อันดับ 2 ร้อยละ 21.68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันดับ 4 ร้อยละ 11.64 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และอันดับ 5 ร้อยละ 10.24 ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่าร้อยละ 34.80 พรรคประชาชน รองลงมาร้อยละ 17.00 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 16.84 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 12.68 พรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 5.32 ระบุว่ายังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ชอบไทยช่วยไทย–ขยี้ TH–AI Passportขณะที่ “สวนดุสิตโพล” สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,054 คน เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนมิถุนายน 2569” ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-3 ก.ค. พบว่ากลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือน มิ.ย.เฉลี่ย 3.69 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค.ที่ได้ 3.66 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือผลงานของฝ่ายค้านเฉลี่ย 4.17 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.03 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น ร้อยละ 35.00 ระบุว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล รองลงมา ร้อยละ 27.84 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และร้อยละ 16.11 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ด้านฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่น ร้อยละ 30.12 น.ส.รักชนก ศรีนอก รองลงมาร้อยละ 24.11 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และร้อยละ 23.60 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน ร้อยละ 62.37 ระบุไทยช่วยไทยพลัส ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน ร้อยละ 44.14 ระบุว่าตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport“อนุทิน” ตั้งทีม มท.ชิงตั๋วเข้า OECDวันเดียวกัน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัด กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงมหาดไทย มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ พร้อมส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการ พัฒนา (OECD) ในปี พ.ศ.2571 ตามคำแถลงนโยบาย ของรัฐบาล คณะกรรมการจะทำหน้าที่ครอบคลุม ตั้งแต่กำหนดนโยบาย วางแผนภาพรวม ปรับปรุงข้อกฎหมายและกฎระเบียบของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ประสานงานระหว่างประเทศ เพื่อหาเสียงสนับสนุนและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประเทศสมาชิก เพราะการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นกลไกที่สำคัญขับเคลื่อนการปฏิรูปและยกระดับประเทศหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ กฎหมาย กฎระเบียบ ธรรมาภิบาล การลงทุน เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ เสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ของเมือง ภูมิภาคและพื้นที่ชนบทของประเทศสมาชิก สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่