ภูมิภาคตะวันออกกลางกลับมาเดือด เมื่อ CENTCOM ของสหรัฐฯเปิดปฏิบัติการโจมตีคลังเก็บขีปนาวุธและโดรน รวมถึงสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อตอบโต้อิหร่านส่งโดรนโจมตีใส่เรือบรรทุกสินค้า “เอเวอร์ เลิฟลี” ขณะที่กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) โต้กลับอ้างโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของสหรัฐฯในภูมิภาคสวนทางสถานการณ์ “อิสราเอล-เลบานอน” ที่ส่อแววดี เมื่อมีการลงนามข้อตกลง หวังจบปัญหากับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พร้อมถอนกำลังทหารจากเลบานอน เมื่ออีกฝ่ายรับปากเลิกหนุนกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่ของรัฐ ด้าน “สีหศักดิ์” หวัง “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ยึดตามข้อตกลงยุติความรุนแรง นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน ชาวโลกจะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. กองบัญชาการกองทัพสหรัฐอเมริกา ประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง (CENTCOM) ยืนยันการส่งเครื่องบินขับไล่ปฏิบัติการโจมตีคลังเก็บขีปนาวุธและโดรน รวมถึงสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและบนเกาะเกชม์ เพื่อตอบโต้อิหร่านส่งโดรนโจมตีใส่เรือบรรทุกสินค้าชื่อ “เอเวอร์ เลิฟลี” จดทะเบียนในสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ใกล้ฝั่งประเทศโอมาน ส่งผลให้เรือได้รับความเสียหายเล็กน้อย ยังสามารถเดินทางต่อไปได้ ทั้งนี้ CENTCOM ย้ำว่าปฏิบัติการดังกล่าวใช้เวลาเพียง 90 นาที และเป็นการตอบโต้ในวงจำกัด เพื่อยับยั้งสถานการณ์ไม่ใช่การเริ่มสงครามเต็มรูปแบบในเวลาต่อมากองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของสหรัฐฯในภูมิภาคนี้เพื่อเป็นการแก้แค้นที่ท่าเรือตาเฮรูอี เมืองซีริก ทางตอนใต้ของอิหร่าน ถูกโจมตี พร้อมเตือนว่าหากมีการรุกรานซ้ำอีก การตอบโต้ในคราวหน้าจะรุนแรงและครอบคลุมวงกว้างยิ่งกว่าครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ ไม่ยืนยันถึงความเสียหายดังกล่าว ขณะที่กระทรวงต่างประเทศบาห์เรนแถลงว่าตรวจพบโดรนพิฆาตอิหร่านจำนวนมากรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขต แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการโจมตีดังกล่าวแต่อย่างใดขณะเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่า เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิดจนได้รับความเสียหายขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ลูกเรือทุกคนปลอดภัยและยังไม่พบว่าเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมในขณะนี้ ส่วนข้อมูลจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางทะเลแวนการ์ด เทค ระบุว่า เรือลำดังกล่าวคือเรือบรรทุกน้ำมันชื่อคิกุ (KIKU) จดทะเบียนในประเทศปานามาส่วนความคืบหน้าการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เริ่มมีทิศทางไปในเชิงบวกมากขึ้น เมื่อตัวแทนของทั้ง 2 ฝ่ายได้ลงนามในกรอบความร่วมมือสามฝ่าย (Trilateral Framework) ครอบคลุม 14 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กองทัพเลบานอนจะค่อยๆเข้ามารับผิดชอบด้านความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพในพื้นที่นำร่อง (Pilot Zones) ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะกำหนดพื้นที่นำร่องเริ่มแรก 2 แห่ง และอาจเพิ่มขึ้นได้ในภายหลัง หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน นอกจากนี้รัฐบาลเลบานอนให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูอำนาจรัฐในการผูกขาดการใช้กำลังทหารแต่เพียงผู้เดียว และดำเนินการปลดอาวุธกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่ของรัฐโดยเฉพาะกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ให้เสร็จสิ้นและสามารถตรวจสอบได้ฝ่ายอิสราเอลระบุว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารหรือคงกำลังทหารไว้ในเลบานอนอีกต่อไป หากภัยคุกคามจากกลุ่มติดอาวุธดังกล่าวสิ้นสุดลง นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าไม่มีความต้องการยึดครองดินแดนใดๆของเลบานอน ส่วนสหรัฐฯจะทำหน้าที่ระดมความร่วมมือจากพันธมิตรนานาชาติ เพื่อเข้ามาช่วยเหลือในการฟื้นฟูประเทศเลบานอน และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทันทีเป็นเงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจะประสานงานร่วมกับสหประชาชาติ เพื่อทำลายวงจรแห่งความรุนแรง ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯจะช่วยสนับสนุนงบประมาณให้แก่กองทัพเลบานอน เป็นเงินกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายและอำนาจการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันอย่างไรก็ตาม กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ ได้คัดค้านข้อตกลงดังกล่าว นายฮัสซัน ฟัดลัลเลาะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลบานอนและพรรคการเมืองที่สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ ระบุว่าแนวทางที่รัฐบาลเลบานอนกำลังดำเนินอยู่ เป็นการอ่อนข้อให้กับศัตรู ซึ่งจะเป็นการบ่อนทำลายประเทศและเอื้อประโยชน์ให้กับอิสราเอล พร้อมระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจสร้างความแตกแยกภายในประเทศ ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ามีกลุ่มผู้สนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์หลายพันคนออกมาชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง มีการปิดถนนและเผายางรถยนต์ทั้งในกรุงเบรุตและหลายพื้นที่ในเลบานอน หวังกดดันให้รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงที่คณะผู้แทนเลบานอนลงนามร่วมกับอิสราเอลขณะที่ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถึงสถานการณ์ล่าสุดอิหร่านและสหรัฐอเมริกา เปิดการโจมตีกันที่ช่องแคบฮอร์มุซ ว่า เนื่องจากทั้งสองประเทศเพิ่งมีข้อตกลงหยุดยิง หวังว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ ที่ผ่านมาการทำสงครามระหว่างกันไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา เป็นอะไรที่คนทั่วโลกและประเทศประชาคมโลกมีความคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามที่มีการตกลงกัน เพื่อยุติความรุนแรงนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เราอยากกลับไปใช้ชีวิตที่ปกติช่วงนี้ตกลงกันอย่างไร ขอให้ทำตามนั้น และถ้าเกิดสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เรื่องของพลังงานและราคาพลังงานจะได้รับผลกระทบ รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อยู่ในกระบวนการการเปิดจะล่าช้าออกไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่