หนังสือเล่มบางๆ “น้ำเพชร–นิ้วเพชร” รูปเล่มไม่สื่อว่าพิมพ์เพื่อขาย แต่บอกว่าเขียนเพื่อสอนลูกหลานให้รู้ซึ้งถึงความเป็นคน คนเขียน พวงทอง จั่นเจริญ กัลยาณมิตรเก่าของผม มาถึงมือหลายวัน แค่เรื่องแรก “น้ำเพชร” ก็สะดุดใจผมเผลอคิดว่าตัวเองรู้เรื่องเมืองเพชรดีนี่นา! แต่อ่านแล้วจึงรู้ว่าไม่รู้จริงไล่เลียงให้รู้แจ้งสักที คุณพวงทองเขียนว่า แม่น้ำเพชร ต้นกำเนิดจากเทือกเขาตะนาวศรี ต้นน้ำอยู่ที่อำเภอแก่งกระจาน ผ่านอำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด อำเภอเมือง ไหลลงอ่าวไทยที่อำเภอบ้านแหลม รวมความยาว 190 กิโลเมตรนานเต็มที แผ่นภาพของแม่น้ำเพชร รู้จักกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นน้ำสรงในพิธีมุรธาภิเษกของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ชาวบ้านตักใช้ในงานมงคล เป็นน้ำสำหรับทำข้าวแช่เพชรบุรีที่มีชื่อเสียงตรงรสน้ำเพชรที่อร่อย เป็นหนึ่งไม่มีสอง เป็นน้ำเสวยอันถือเป็นน้ำทรงโปรดของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนี่เอง มีผู้บันทึกไว้ ตรัสกับผู้ใกล้ชิดไว้ดังนี้“ดื่มแล้วมีความรู้สึกได้ถึงความชื่นใจ หวานสนิท อิ่มอร่อย ดื่มแล้วพระนาภีไม่อืด ผิดกับน้ำชนิดอื่นๆ”ทรงเคยพิสูจน์ให้เห็นถึงความจำแม่นยำในรสน้ำเพชร ตรัสให้มหาดเล็ก นำขวดใส่น้ำ น้ำฝน น้ำแร่ น้ำต้ม และน้ำเพชร วางเรียงกันสี่ใบ เมื่อทรงอมน้ำแต่ละขวดแล้ว ทรงสามารถชี้ได้ว่า “น้ำเพชร” ขวดไหน?เมื่อเป็นที่ประจักษ์ชัด น้ำเพชรเป็นน้ำเสวยแล้ว ก็ต้องรู้ต่อไป สถานที่ตักน้ำอยู่ที่ท่าวัดไชยศิริ อำเภอบ้านลาดในยุคสมัยที่การคมนาคมยังเป็นทางน้ำ จึงต้องกล่าวถึงขั้นตอนการนำน้ำเพชรเข้าเมืองหลวง ซึ่งแน่นอน เรื่องน้ำเสวยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การตักน้ำต้องอยู่ในความควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าเมืองเริ่มจากการตักน้ำจากท่าวัดไชยศิริแล้ว ก็ต้องผ่านกระบวนการต้ม การกรอง แล้วจึงบรรจุใส่ตุ่ม เอาใบปิดปากตุ่ม ผูกมัดอย่างมิดชิด ประทับตรา ประจำครั่ง เสร็จสิ้นกระบวนนี้แล้ว ก็ส่งมอบให้ข้าราชการผู้ใหญ่ควบคุมน้ำทั้งหมด ล่องเรือไปส่งมือพนักงานประจำเครื่องต้น ผู้รับผิดชอบเรื่องน้ำเสวยเป็นการเฉพาะพวงทอง จั่นเจริญ อธิบายถึงตอนนี้แล้ว รำพึง...น่าเสียดาย ที่น้ำเพชรมีอายุยั่งยืน สร้างเกียรติประวัติให้เมืองเพชรบุรีไว้ไม่นานกระบวนการจัดน้ำเพชรเป็นน้ำเสวยยกเลิกในปี พ.ศ.2465 เมื่อทางการพบว่าเกิดมลภาวะขึ้นจากบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเพชร จนเห็นว่าไม่สมควรให้เป็นน้ำเสวยสำหรับพระเจ้าแผ่นดินอีกต่อไปแต่ภาพประวัติอันมีค่าแก่การจดจำ ที่นับวันจะเลือนหาย เพราะความมักง่ายของผู้คนครั้งนี้ ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จที่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณพระรามราชนิเวศน์ (พระราชวังบ้านปืน)ทรงโปรดให้ยึดถือเอาวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2545 วันที่เสด็จนั้น เป็นวันสืบสานอนุรักษ์ดูแลแม่น้ำเพชรบุรีสืบต่อไปคำขวัญประจำเมืองเพชรบุรี เดิม...เขาวังคู่บ้าน ขนมหวานเมืองพระ เลิศล้ำศิลปะ แดนธรรมะทะเลงาม จึงมีคำสร้อยต่อท้าย “นามระบือคือน้ำเพชร” มานับแต่นั้นอ่านเรื่องน้ำเพชรของคุณพวงทอง จั่นเจริญ จบ...ผมก็ตั้งใจ หากไปถึงเมืองเพชรครั้งหน้า...จะต้องแวะเวียนไปถึง “ท่าวัดไชยศิริ” แล้วก็อยากลองชิมรสน้ำบริเวณนั้นสักครั้ง อยากรู้ครับ ถึงวันนี้จะยังหลงเหลือเค้าลางของน้ำเสวยสักกี่มากน้อย.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม