วันเสาร์สบายๆวันนี้เราไปคุยเรื่อง “อนาคตของมนุษย์ในยุคเอไอ” กันนะครับ น่าเป็นห่วงจริงๆทุกวันนี้ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” เก่งขึ้นรวดเร็วมาก จากการเรียนรู้ข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ทั่วโลก วันนี้ AI สามารถคิดค้นยาสูตรใหม่ที่รักษาโรคยากๆ ซึ่งมนุษย์ยังไม่สามารถคิดค้นยามารักษาได้แล้ว สองวันก่อนค่าย Anthropic ก็เพิ่งปล่อยเอไอตัวใหม่ ชื่อ Fable 5 มีความฉลาดกว่าเดิมหลายเท่าตัว ค่าย Google ก็ปล่อยตัวเอไอใหม่ชื่อ Gemini 3.5 Flash ที่ฉลาดและทำงานเร็วกว่าเดิมถึง 4 เท่าการเข้ามาแทนที่ของ AI ที่ฉลาดและทำงานเร็วกว่าคน ทำให้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่และบริษัททั่วโลกปลดพนักงานกันมากขึ้น รับพนักงานใหม่น้อยลง แต่บัณฑิตจบใหม่เพิ่มขึ้นปี 2025 สหรัฐฯประเทศเดียวปลดพนักงานไปกว่า 1 ล้านคน ปี 2026 ก็ยังปลดเพิ่มขึ้นและมากขึ้น เดือน ม.ค.มีการปลดพนักงานเพิ่มเพียง 7% เดือน เม.ย.เพิ่มขึ้นเป็น 26% และเดือน พ.ค.ปลดเพิ่มขึ้นเป็น 40% เฉพาะ “อุตสาหกรรมเทคโนโลยี” (Tech Industry) เพียงอุตสาหกรรมเดียว ปี 2025 มีการปลดพนักงาน 250,000 คน และ 6 เดือนแรกปี 2026 บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ปลดพนักงานไปแล้วเกือบ 190,000 คน ข้อมูลนี้มาจาก Layoffs.fyi และ TrueUp ซึ่งเป็นฐานข้อมูลติดตามการปลดพนักงานในอุตสาหกรรมเทคบริษัทที่ปลดพนักงานมากที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2025-2026 ได้แก่ Intel, Microsoft, Amazon, Meta, Google, Salesforce, Cisco, Teslaประเทศจีน แม้จะมีกฎหมายแรงงานระบุว่า บริษัทที่ต้องการเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 10% ต้องได้รับการอนุมัติจากภาครัฐ แต่บริษัทเทคจีนก็ใช้วิธีการลดคนแบบเงียบๆ และไม่รับพนักงานใหม่ ตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นมา บริษัทเทคจีนเริ่มใช้จำนวน Token (ปริมาณการประมวล AI ที่ใช้งาน) มาเป็นเคพีไอในการประเมินผลงานพนักงาน Citigroup รายงานว่า งานในจีนประมาณ 9.6% หรือประมาณ 70 ล้านตำแหน่ง มีความเสี่ยงสูงที่จะถูก AI เข้ามาแทนที่โดยเฉพาะแรงงานที่มีอายุ 20–29 ปี ในขณะที่ปี 2026 นี้ จีนมีบัณฑิตจบใหม่ที่ต้องการทำงานมากเป็นประวัติการณ์ถึง 12.7 ล้านคน แต่โอกาสหางานกลับลดลง ค่าจ้างเริ่มต้นก็ลดลงด้วย รัฐบาลจีนได้ตั้งเป้าที่จะให้ภาคเศรษฐกิจสำคัญนำเอไอมาใช้งานถึง 70% ในปี 2027 และขึ้นเป็น 90% ในปี 2030นี่คือ ความลำบากของคนรุ่นใหม่ อนาคตที่ต้องแย่งงานกับ AI มีแต่ความไม่แน่นอนการที่บริษัทเลิกจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และใช้ AI ทำงานแทน กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทุกประเทศในวงกว้างอย่างที่คาดไม่ถึง งานวิจัยเรื่อง The AI Layoff Trap หรือ “กับดักการเลิกจ้างจากเอไอ” ซึ่งจัดทำขึ้นโดย Brett Hemenway Falk จากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย และ Gerry Tsoukalas จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ระบุว่า การแข่งขันของบริษัทต่างๆ อาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเลิกจ้างงานมากเกินกว่าที่จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม สุดท้ายจะกระทบทั้งแรงงานและบริษัทเองในระยะยาว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงงานวิจัยยกตัวอย่างว่า หากบริษัทหนึ่งลดพนักงานลงหลายพันคน บริษัทรับรู้การลดต้นทุนได้ทันที แต่พนักงานกลุ่มดังกล่าวเคยเป็นผู้บริโภคที่ใช้จ่ายในภาคการค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เมื่อรายได้หายไป การใช้จ่ายก็ลดลงตาม ผลกระทบจะกระจายไปยังธุรกิจอื่นทั้งระบบทันที กำลังซื้อในตลาดก็ลดลง ยอดขายของธุรกิจต่างๆก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ผลลัพธ์จึงไม่ใช่การโยกย้ายผลประโยชน์ไปสู่เจ้าของกิจการ แต่เป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่ายผู้วิจัยเสนอให้ “เก็บภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ” (Automation Tax) แนวคิดคือ ให้รัฐเก็บภาษีต่อพนักงานหนึ่งคนที่ถูกแทนที่ด้วย AI ในอัตราที่เท่ากับผลเสียที่บริษัทก่อขึ้นต่อผู้อื่นในตลาด แต่ไม่รับ ผิดชอบ เพื่อให้บริษัทรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทางอ้อมจากการลดจ้างงาน ภาษีนี้จะนำไป สนับสนุนการฝึกทักษะแรงงาน ที่ถูกปลดออก เพื่อเพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ เป็นข้อเสนอที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ทุกคนในประเทศควรต้อง “มีความรับผิดชอบต่อสังคม” ตามฐานะ ไม่ใช่รวยกันไม่กี่คน แล้วโยนให้คนทั้งประเทศรับภาระอย่างที่เป็นอยู่ในไทยปัจจุบัน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม