ทำไมการหลับในที่สาธารณะคือเกียรติยศของคนทำงานในญี่ปุ่น? ทำไมประเทศที่มีความสุขอย่างเดนมาร์กเกลียดคนอวดรวย? เมื่อโลกใบนี้เต็มไปด้วยพฤติกรรมที่ดูแปลกประหลาดในสายตาคนนอก แต่กลับสมเหตุสมผลอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของวัฒนธรรมเพื่อถอดรหัสวิธีคิดของมนุษย์ว่าทำไมถึงทำแบบนั้น “S.Hymn” รวบรวมเรื่องเล่าและงานวิจัยจากทั่วโลก เขียนเป็นหนังสือ “AROUND THE WORLD IN 100 HABITS” รอบโลก ใน 100 พฤติกรรม โดยผสมไอเดียทางจิตวิทยาเข้ากับแง่มุมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมได้อย่างกลมกล่อม เพื่ออธิบายเบื้องหลังความแปลกอย่างมีเหตุผล และความต่างอย่างมีที่มานิสัยเล็กๆที่ต่างกันของคนแต่ละชนชาติ สะท้อนปรัชญาการใช้ชีวิตและวิธีมองโลกไม่เหมือนกัน “คนญี่ปุ่น” โตมากับความเชื่อว่า ความสำเร็จเกิดจากการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ชาวซามูไรมีคำว่า “อินเอมุริ” หมายถึงการหลับสั้นๆบนรถไฟ, ในที่ประชุม หรือแม้แต่ในที่สาธารณะ คนต่างถิ่นอาจมองว่าเป็นการเสียมารยาท แต่ในญี่ปุ่นตีความว่า เขาทำงานหนักจนเหนื่อยหลับคาโต๊ะ นิสัยนี้สะท้อนสังคมที่ยกย่องความรับผิดชอบเหนือความสบายส่วนตัว ฉะนั้นคนหลับในที่สาธารณะจึงไม่ใช่คนขี้เกียจ “คนอังกฤษ” มีศิลปะในการไม่พูดตรงๆจนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ ถ้าเจอใครพูดคำว่า “That’s Interesting” คนต่างถิ่นอาจคิดว่าเขาสนใจจริงๆ แต่ส่วนใหญ่ความหมายแท้จริงคือ ฉันไม่เห็นด้วยเลย คนอังกฤษยังชอบพูด “Sorry” จนติดปาก แม้แต่ตอนที่เราเดินชนเขา เขากลับเป็นฝ่ายพูดขอโทษก่อน อีกอย่างคือคนอังกฤษคลั่งไคล้การเข้าคิว และเชื่อว่าการแซงคิวเป็นพฤติกรรมเลวร้ายสุดๆถ้าคนอังกฤษสุภาพเกินเหตุ “คนฝรั่งเศส” ก็มีชื่อเรื่องความ หยิ่งและความจริงจังกับการใช้ชีวิต พวกเขาไม่เชื่อว่าทุกคนต้องยิ้มตลอดเวลา และจะไม่ยิ้มให้คนแปลกหน้า คนฝรั่งเศสชอบเถียงกันเป็นงานอดิเรก โดยเฉพาะบนโต๊ะอาหาร พวกเขาสามารถถกเถียงได้ทุกเรื่อง โดยไม่โกรธไม่เกลียดกัน คนฝรั่งเศสไม่คลั่งทำงานหนัก แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องเวลาพักผ่อน, วันลา และคุณภาพชีวิต พวกเขายังปฏิเสธเก่งจนเป็นนิสัย หากไม่ชอบจะบอกว่าไม่ชอบตรงๆ“คนเยอรมัน” เลื่องชื่อว่ามีระเบียบวินัยที่สุด พวกเขาชอบทำตามกฎ เพราะเชื่อว่าสังคมที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรับผิดชอบต่อส่วนรวม และนี่เองที่ก่อให้เกิดนิสัยแปลกๆมากมาย เช่น ถนนโล่งก็ยังรอไฟเขียว, วันอาทิตย์คือวันศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามเสียงดัง ร้านค้าจะปิด, ตัดหญ้าไม่ได้, ใช้สว่านเจาะไม่ได้, ซักผ้าเสียงดังอาจถูกร้องเรียนและรบกวนเพื่อนไม่ได้ เพราะวันอาทิตย์ถูกออกแบบให้เป็นวันพักผ่อนจริงๆ และการพักผ่อนก็เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน ถ้าเจอคนเยอรมันพูดตรงจนหยาบคายก็อย่าถือสา เพราะพวกเขาไม่ชอบอ้อมค้อมและมักซื่อสัตย์กับตัวเอง คนเยอรมันเชื่อมั่นในกฎกติกาและความรับผิดชอบของพลเมือง จึงไม่แปลกที่จะเห็นคนยืนรอไฟแดงบนถนนโล่งๆ การเป็นพลเมืองที่ดีมาจากการทำสิ่งเล็กๆให้ถูกต้อง แม้ไม่มีใครเห็น“คนสแกนดิเนเวีย” มองว่าไม่มีใครควรโดดเด่นจนคนอื่นรู้สึกด้อยกว่า มหาเศรษฐีในประเทศเหล่านี้แต่งตัวธรรมดา, ขับรถธรรมดา และใช้ชีวิตเรียบง่าย ในเดนมาร์ก, สวีเดน และนอร์เวย์ ผู้คนอาจไม่ได้ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่ติดอันดับประเทศที่มีความสุขสูงสุด เพราะความสำเร็จไม่ได้ถูกนิยามด้วยบ้านหลังใหญ่หรือรถหรู แต่หมายถึงการมีเวลาให้ครอบครัว, มีรัฐสวัสดิการที่ดี และมีความไว้วางใจต่อสังคม“เดนมาร์ก” การอวดรวยเป็นเรื่องน่าอาย พวกเขาโตมากับแนวคิด “Janteloven” คืออย่าคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น การอวดความสำเร็จไม่ใช่สิ่งน่าชื่นชม ขณะที่ “สวีเดน” มีคำเรียกการพักดื่มกาแฟแบบเฉพาะว่า “Fika” ไม่ใช่แค่พักจิบกาแฟ แต่คือการหยุดพักเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ส่วน “นอร์เวย์” ขึ้นชื่อว่ารักธรรมชาติจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนในชีวิตประจำวัน วันหยุดของพวกเขาไม่ได้หมายถึงการไปห้าง แต่คือการเดินป่า, เล่นสกี, ตกปลา หรือพักกระท่อมกลางภูเขา หนึ่งในคำพูดติดปากคนนอร์เวย์คือ ไม่มีอากาศที่เลวร้าย มีแต่เสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสม ชาวสแกนดิเนเวียไม่บ้างานหนัก แม้จะมีรายได้สูง แต่หลายคนเลือกเลิกงานตรงเวลา เพื่อใช้เวลากับครอบครัว, เล่นกีฬา และออกไปอยู่กับธรรมชาติ ความสุขสำหรับพวกเขาไม่ใช่การปีนขึ้นไปสูงที่สุด แต่คือการสร้างชีวิตที่สมดุลที่สุด คนละขั้วกับ “คนอเมริกัน” ที่เชื่อว่าถ้าคุณ พยายามมากพอ คุณสามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตตัวเองได้.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม