ศาลพิพากษาประหารชีวิต 2 ชาวอุยกูร์ มือวางระเบิด “ศาลท้าวมหาพรหม” แยกราชประสงค์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 คน บาดเจ็บกว่าร้อย เชื่อในพยานหลักฐานของตำรวจชุดจับกุม ให้การสอดคล้องโดยไม่มีเหตุปรักปรำ ส่วนการก่อเหตุวางระเบิดที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส ซอยเจริญนคร 61 แล้วระเบิดด้าน ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัย ยกประโยชน์ให้จำเลย ยกฟ้อง ด้านทนายจำเลยยันอุทธรณ์คดีแน่ เห็นว่าศาลไม่นำบางประเด็นที่มีประโยชน์กับจำเลยมาพิจารณา ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงที่กรุงปักกิ่ง กลุ่มผู้ก่อเหตุไร้มนุษยธรรม ก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรง ทางการจีนสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่ในการพิจารณาคดีตามกฎหมาย และลงโทษสถานหนักกับผู้ต้องหาชาวจีนเชื้อสายอุยกูร์ทั้ง 2 คนที่ห้องพิจารณาคดี 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 มิ.ย. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ 2742/2562 พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายบิลาล โมฮำเหม็ด หรือนายอาเด็ม คาราดัค จำเลยที่ 1 และนายไมไรลี ยูซูฟู จำเลยที่ 2 ความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้โดยฝ่าฝืนกฎหมาย และใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้กระทำความผิด ฐานฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง ฐานร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยนายบิลาลถูกฟ้องข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย คดีนี้เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2558 อัยการศาลทหารกรุงเทพฯยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลทหารกรุงเทพฯตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 50/2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2562 ศาลทหารกรุงเทพฯมีคำสั่งให้โอนคดีมาพิจารณาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างกลางเดือน ก.ค.2558 ถึงวันที่ 17 ส.ค.2558 จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันพาวัตถุระเบิด 1 ชุดไปบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส แต่ระเบิดไม่ทำงาน เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2558 เวลา 18.00 น. จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันพาวัตถุระเบิดอีกชุดไปบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ เป็นเหตุให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวถูกแรงระเบิดและสะเก็ดถึงแก่ความตาย 20 คน อันตรายสาหัส 53 คน และอันตรายแก่กาย 73 คน ทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายรายการ ให้จำเลยทั้ง 2 ร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาทแก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 364,500 บาทแก่โรงพยาบาลตำรวจ 530,000 บาทแก่กรุงเทพมหานคร และ 594,471 บาทแก่สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. จำเลยทั้ง 2 ให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้ง 2 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าโจทก์มีพยานบุคคล 12 ปากเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ ไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่าปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำบุคคลใด พยานโจทก์ปาก พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ (ยศขณะนั้น) เบิกความยืนยันวิธีการสืบสวนหาคนร้ายโดยวิธีตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดสถานที่เกิดเหตุและใกล้เคียง พบว่าจำเลยที่ 1 คือชายต้องสงสัยสวมเสื้อสีเหลือง นำกระเป๋าเป้ไปวางที่ม้านั่งใกล้ศาลท้าวมหาพรหม เมื่อจำเลยที่ 1 เดินออกไปจึงเกิดระเบิด มีพยานเป็นคนขับรถโดยสารสาธารณะยืนยันว่าเป็นคนขับรถส่งจำเลยที่ 1 และ 2 แยกกันไปยังจุดต่างๆ และตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้ง 2 ปรากฏว่าช่วงดังกล่าวใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันโจทก์ยังมีพยานอีกหลายปากเบิกความเกี่ยวกับการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้ง 2 ที่ติดต่อกันทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ ไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่า พยานโจทก์เหล่านั้นเบิกความปรักปรำจำเลย ประกอบกับจำเลยทั้ง 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ จึงรับฟังได้ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเบิกความลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานตามฟ้องในส่วนการก่อเหตุวางระเบิดที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส ซอยเจริญนคร 61 พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้ง 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุกจำเลยทั้ง 2 คนละ 5 ปี ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือนพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันกระทำความผิดขณะที่ประชาชนทั่วไปมาสักการะองค์ท้าวมหาพรหมและบริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย 20 คน อันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย 126 คน ทั้งทำให้ทรัพย์สินบุคคลอื่นและทางราชการได้รับความเสียหายหลายรายการ เป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แม้ศาลนำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์บ้างก็ตาม แต่ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อจะลดโทษให้แก่จำเลย เมื่อลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิตแล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้อีก จึงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 สถานเดียวและปรับคนละ 1,000 บาท นอกจากนี้ให้จำเลยร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาทแก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 364,500 บาทแก่ รพ.ตำรวจ 530,000 บาทแก่กรุงเทพมหานคร และ 594,471 บาทแก่สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกหลังศาลอ่านคำพิพากษา นายชูชาติ กันภัย ทนายความนายอาเด็ม ให้สัมภาษณ์ว่าจำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์อยู่แล้ว เพราะมีหลายประเด็นที่ศาลไม่ได้ยกขึ้นมาวินิจฉัย อย่างตัวนายอาเด็มที่ต่อสู้ตอนอยู่ศาลทหารว่า ถูกทำร้ายขณะถูกควบคุมตัวที่เรือนจำทหาร อธิบดีกรมราชทัณฑ์ขณะนั้นได้ตรวจสอบ แต่ศาลไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาวินิจฉัย อีกประเด็นเกี่ยวกับใบหน้าของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในหนังสือเดินทาง ไม่มีการตรวจอัตลักษณ์บุคคลเพราะหน้าตาค่อนข้างต่างกัน ส่วนนายจำเริญ พนมภคากร ทนายความนายยูซูฟู กล่าวว่า หลังอ่านคำพิพากษาจำเลยพูดในห้องพิจารณาว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม มองว่านายยูซูฟูรู้สึกผิดหวังที่ศาลพิพากษาออกมาในรูปนี้ จะใช้กระบวนการทางกฎหมายอุทธรณ์ให้เจ้าตัวต่อไปในหลายประเด็นที่ยังเห็นว่าศาลยังไม่ได้หยิบยกมาพิจารณาวันเดียวกัน นายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงต่อสื่อมวลชนที่กรุงปักกิ่งว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุดังกล่าวไร้มนุษยธรรมและก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง ทางการจีนขอสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่ในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายลงโทษสถานหนักแก่ผู้ต้องหาชาวจีนเชื้อสายอุยกูร์ทั้ง 2 คนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่