ในงานเสวนา “สิงคโปร์ 61 ปี : หนทางสู่อนาคต” (Singapore at 61 : What’s Ahead?) จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนสิงคโปร์ (Singapore Press Club) เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา “ลอว์เรนซ์ หว่อง” นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อทิศทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพและความท้าทายภายในประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกได้อย่างน่าสนใจผู้นำสิงคโปร์ระบุว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดนับแต่สิ้นสุดสงครามเย็น ไปสู่ระเบียบโลกแบบหลายขั้ว แม้สหรัฐฯยังคงเป็นมหาอำนาจหลัก แต่ “จีน” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่ทัดเทียม ขณะที่ ยุโรป ยังคงมีบทบาท และ อินเดีย กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงกลุ่มมหาอำนาจระดับกลางและกลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นบนเวทีโลกทั้งนี้ ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางทหาร แต่ได้ขยายวงไปสู่สงครามการค้า เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนความไม่แน่นอนจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ส่งผลโดยตรงต่อตลาดแรงงานเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและถี่ขึ้น ผู้นำสิงคโปร์เผยว่า รัฐบาลได้ทบทวนกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แม้ว่าการเติบโตในไตรมาสแรกจะแข็งแกร่งถึง 6% ก็ตาม โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลัก ได้แก่1) ยกระดับจุดแข็ง และคุณค่าของสิงคโปร์ (Sharpen Value Proposition) สร้างข้อได้เปรียบที่เลียนแบบยาก ปัจจุบันสิงคโปร์ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ราว 10% ของโลก และมุ่งสู่ความเป็นผู้นำด้านการเงิน การผลิตขั้นสูง AI และควอนตัมคอมพิวเตอร์2) เสริมความมั่นคงทางสังคมให้ประชาชน (Assurance & Support) รัฐบาลเตรียมเพิ่มมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนและแรงงานเพื่อรับมือกับเทคโนโลยีดิสรัปชัน โดยย้ำว่าการคุ้มครองทางสังคมที่ดีที่สุดคือ การส่งเสริมให้ประชาชนพร้อมปรับตัว มีศักยภาพ และพร้อมแข่งขันในตลาดแรงงานตลอดชีวิตและ 3) สร้างความยืดหยุ่นรอบด้าน (Resilience) ควบคู่ “ประสิทธิภาพ” โดยเน้นความมั่นคงทางพลังงาน เช่น โครงการพัฒนาเกาะจูร่งและคลังน้ำมันใต้ดิน พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “พลังงานนิวเคลียร์เพื่อกิจการพลเรือน” มาใช้พรุ่งนี้มาติดตามมุมมองของผู้นำสิงคโปร์ต่อภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกันต่อค่ะ.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม