เวลาผ่านไปไวจนถึงวันนี้ใครจะคิดว่าแฟนละครจะเห็นสาวหน้าใส "เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา" โลดแล่นเป็น “นักแสดงเจ้าบทบาท” อยู่ในวงการมานานกว่า 15 ปีแล้ว ผ่านหลายบทบาทพิสูจน์ฝีมือ ล่าสุด “เอสเธอร์” เปิดโลกใหม่กับบทคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในซีรีส์แนวโรแมนติก-คอมเมดี้ เรื่อง “Crash Course in Romance คอร์ส (ลัด) สูตรโรแมนซ์” เวอร์ชันไทย หลังจากที่เคยโด่งดังแบบสุดๆในเวอร์ชันออริจินัลที่เกาหลีมาแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการโคจรมาพบกันของพระนางฝีมือดี “อาเล็ก-ธีรเดช” และ “เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา” ถ่ายทอดเรื่องราวความรักผ่านบทพิสูจน์ของการเป็นครอบครัวและการศึกษา ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.00 น. ทาง TrueVisions NOW ซึ่งล่าสุดกระแสปังไม่ไหว ซีรีส์ทะยานสู่ความสำเร็จด้วยยอดวิวทะลุ 100 ล้านวิว ในทุกโซเชียลแพลตฟอร์ม “Crash Course in Romance คอร์ส (ลัด) สูตรโรแมนซ์” เล่าเรื่องราวของ ไพลิน (เอสเธอร์) อดีตนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติที่ผันตัวมาเป็นเจ้าของร้านไก่ทอด คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องแบกรับภาระดูแลทั้งลูกสาววัยเรียน และพี่ชายของตัวเองที่มีโรคประจำตัว ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจส่งลูกสาวเข้าสู่วงจรการกวดวิชาแต่กลับต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค จนนำไปสู่ความใกล้ชิดกับ องศา (อาเล็ก) ติวเตอร์ชื่อดัง จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่มากกว่าคำว่าครูและผู้ปกครอง เอสเธอร์ เล่าว่า “เรื่องนี้หลายคนชื่นชอบเวอร์ชันเกาหลีมาก ก็ตื่นเต้นที่ได้ทำเวอร์ชันไทย รู้สึกชอบเพราะพล็อตเรื่องมันน่าสนใจ ให้ทั้งสาระและความบันเทิง เล่าเรื่องการเลี้ยงดูของครอบครัว การแข่งขันทางการเรียน อีกทั้งยังได้ความรักโรแมนติก ดูได้ทุกเพศทุกวัย เป็นครั้งแรกที่เล่นบทแม่ที่ลูกโตขนาดนี้ อยากให้ติดตามว่าทำไมลูกถึงอายุใกล้เคียงกับแม่ จริงๆตอนแรกก็คิดไม่ออกว่าจะเป็นแม่แบบไหน พอทำเวิร์กช็อป ผู้กำกับก็ฟันธงให้ว่าเป็นแม่ที่คุยกันเหมือนเพื่อน ไม่มีความลับกับลูก จึงไม่รู้สึกว่าเป็นแม่ที่แก่ค่ะ ซึ่งคล้ายชีวิตจริงของเอสเองที่สนิทกับคุณแม่เหมือนเป็นเพื่อนเป็นพี่สาว ในเรื่องบทพูดระหว่างแม่ลูกเหมือนคุยกับแม่ในชีวิตจริงมากที่คอยให้คำปรึกษากัน ตัวพระนางในไทยจะอายุน้อยกว่าเวอร์ชันเกาหลีค่ะ และเอาเค้าโครงเรื่องหลักมาปรับให้เข้ากับสังคมไทย ส่วนพาร์ตที่ต้องเป็นแม่ค้าขายไก่ทอดก็ยากมากค่ะ เพราะเป็นคอมเมดี้ ต้องพูดเร็วและต้องสับไก่จริงๆเยอะมากจนปวดนิ้วโป้งแต่ก็สนุกมากค่ะ เอสเธอร์เคยร่วมงานกับอาเล็ก ธีรเดช มาก่อนเคยเล่นละครเดียวกันสมัยอยู่ช่อง 3 นานแล้ว ตอนนี้เจอกันอีกครั้งในบทบาทที่โตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น กลับมาทำงานร่วมกันครั้งนี้เลยทั้งง่ายและสนุกค่ะ เพราะเรามีประสบการณ์ทำให้เข้าถึงบทลึกขึ้น และสนุกที่ค้นหาจังหวะโมเมนต์ต่างๆในฉากไปด้วยกัน พาร์ตความรักของพระนางในเรื่องนี้เป็นความรักของผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ คบกันเพื่อช่วยเหลือและเกื้อกูลกัน ไม่มีความ toxic มีน้อยมากค่ะที่จะงอนกัน ฉากกุ๊กกิ๊กเลิฟซีน มีไม่เยอะเป็นแบบผู้ใหญ่” การทำงานของ “เอสเธอร์” ณ วันนี้ เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนยังไงบ้าง? “ต่างกันมากค่ะ เริ่มเล่นละครตอนอายุ 17-18 ปี ตอนนี้ 32 ปี รวมประมาณ 15 ปีค่ะ เมื่อก่อนเรายังเด็กทำงานเพื่อให้มันเสร็จจบ อยากหาเงิน คิดแค่นี้ แต่ทุกวันนี้พอเราโตขึ้น เราอยากให้งานทุกชิ้นออกมาดี อยากให้คนเห็นความตั้งใจและความละเอียดของเรา ไม่ใช่แค่ไปทำงานให้ผ่านไปวันๆ แต่มีความเข้มข้นและมีเป้าหมายมากขึ้นก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ยังให้โอกาสและมีงานแสดงให้ทำเรื่อยๆ ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคนจริงๆค่ะ” อีกภาพที่แฟนๆเริ่มจดจำ “เอสเธอร์” คือเจ้าแม่คอนเทนต์สายตลกในโลกโซเชียลที่ดูเล่นเต็มที่จริงจังจนลืมภาพนางเอก เจ้าตัวเล่าว่า “เรื่องเล่นนี่จริงจังกว่าเรื่องทำงานอีกนะ อย่างการเล่น TikTok นี่ไม่ง่ายเลย สมมติจะคัฟเวอร์ไดอะล็อกหนึ่ง ต้องท่องล่วงหน้าเพื่อให้ปากตรงกับเสียง แล้วค่อยใส่แอ็กติ้งลงไป รีเช็กตัวเองเหมือนเป็นผู้กำกับเอง ต้องถ่ายใหม่ ฝึกจนกว่าจะเป๊ะ ส่วนเรื่องเต้นเรามีพื้นฐานอยู่แล้วเลยง่ายหน่อย ก็ถือเป็นพื้นที่ให้เราได้ปล่อยของ ได้โต้ตอบกับคนดู ได้อ่านคอมเมนต์ ทำให้คนได้เห็นมุมตลกๆของเรามากขึ้น เอาจริงๆยอมรับว่าเป็นคนตั้งใจกับทุกเรื่อง มีลำดับขั้นตอน 1-2-3 ในการใช้ชีวิตและการทำงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องเป๊ะจนขยับไม่ได้นะคะ ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมค่ะ” แล้วแฟนหนุ่ม “เคน ภูภูมิ” เป็นคนจริงจังเหมือนเรามั้ย? “ถ้าเทียบกัน พี่เคนจะจริงจังน้อยกว่าหนูค่ะ (หัวเราะ) เมื่อก่อนไม่จริงจังกว่านี้อีก แต่ตอนนี้เค้าเปลี่ยนไปเยอะมาก อาจจะเพราะอายุที่โตขึ้นด้วย เราคบกันมาตั้งแต่หนูยังเด็กมาก มันผ่านช่วงวัยที่แค่มีความสุขไปวันๆ ไม่ได้แพลนอะไร จนตอนนี้วุฒิภาวะมันหล่อหลอมให้เราโตขึ้นมาด้วยกันค่ะ” มองภาพอนาคตกับผู้ชายคนนี้ไว้อย่างไร?“พี่เคนเค้าเป็นคนใจเย็น ขยัน ไม่เกี่ยงงาน หนักเอาเบาสู้ อย่างเรื่องทำต้นไม้เค้าก็ลงมือทำเอง ศึกษาเองจริงๆ หนูมองว่าคนนี้แหละที่จะเดินไปด้วยกันต่อในวันข้างหน้า เป็นคู่ของเราที่มั่นคง ส่วนเรื่องจะลงเอยเมื่อไหร่ เอาที่เราสองคนสบายใจ เรียนรู้กันไปเรื่อยๆดีกว่าค่ะ”. ช่างภาพ พฤทธิ์ สันติจิตรุ่งเรืองAssistant : ณัฐวุฒิ บุญวัฒน์วิชัยEditor : กัญญารัต ปัญจมาตย์อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่