คิวสะดุดคั่นจังหวะ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังช็อปปิ้งกันคึกคัก อาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงในสังคม ฉุนเฉียวหลักเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตัดสิทธิพ่อแม่ออกจากบัตรคนจน หากถูกลูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีประจำปี เพื่อคัดกรองคนจนไม่จริงออกจากระบบถูกตั้งคำถามตัวโตๆแก้ปัญหาถูกทางหรือไม่ ตีความลูกที่ใช้สิทธิพ่อแม่ลดหย่อนภาษี แสดงว่ามีคนอุปการะเลี้ยงดู ไม่เข้านิยามกลุ่มคนมีความเดือดร้อนที่สุดด่วนสรุปเป็นพวกคนอยากจน ไม่ได้ยากจน ไม่สมควรได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนปลุกพายุอารมณ์เหล่ามนุษย์เงินเดือนและแรงงานในระบบที่เสียภาษีถูกต้อง แต่พ่อแม่กลับถูกจำกัดสิทธิจากสวัสดิการของภาครัฐรัฐบาลหูชา โดนเฉ่งเก่งแต่ไล่บี้รีดภาษีกลุ่มคนทำงานประจำ นำไปอุ้มคนไม่ต้องเสียภาษี เร่งสถานะคนชั้นกลางกลายเป็นคนยากจนเร็วขึ้น เพียงแค่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีพ่อแม่หลักเกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสร้างตรรกะย้อนแย้ง แยกไม่ออกระหว่างความตั้งใจจะอุดรูรั่วการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ หรือการซ้ำเติมความทุกข์ยากประชาชนกลายเป็นกับดักลงโทษคนทำถูกกฎหมาย เพิ่มความเชื่อว่ารัฐบาลจ้องหาเหตุลดภาระค่าใช้จ่ายมากกว่าตั้งใจช่วยคนจนจริงๆจากที่คาดหวังจะใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐตีคู่ทำคะแนนไปกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสกู้คะแนนความนิยม กลายเป็นลดต้นทุนความเชื่อมั่น ยิ่งเสียหายไปกันใหญ่แรงกระแทกพุ่งใส่ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะต้นเรื่องออกหลักกฎบัตรคนจนเวอร์ชันใหม่ทำลายแบรนด์ขุนคลังจาก “เดอะแบก” ที่คนฝากความหวังมากอบกู้วิกฤติปากท้อง กลายเป็นสายล่อฟ้า แค่ชั่วข้ามคืน เรียกรถทัวร์มาจอดด่ารัฐบาลเต็มหน้าโลกโซเชียลจากที่เคยมีภาพลักษณ์โดดเด่น ต้องมามีรอยกระดำกระด่าง ถูกโจมตีอย่างหนักจากประชาชนต้องเร่งลดกระแสต่อต้าน ตามท่าทีล่าสุดที่สั่งการให้กระทรวงการคลังทบทวนเงื่อนไขและรายละเอียดกฎเกณฑ์การลดหย่อนภาษีพ่อแม่ พร้อมเปิดช่องให้พ่อแม่อุทธรณ์ กรณีโดนลูกนำชื่อไปอ้างลดหย่อนภาษี แต่ไม่มีการดูแลเลี้ยงดูจริงแนวโน้มต้องผ่อนคันเร่ง ลดอุณหภูมิการเมือง หลังเสียงคัดค้านในสังคมไต่ระดับแรงขึ้น ยอมยืดหยุ่นและลดโทนแข็งกร้าว เบรกความโกรธประชาชน จากก่อนหน้านี้ยืนกรานไม่เปลี่ยนหลักเกณฑ์ใดๆอุดช่องโหว่ไม่ให้ฝ่ายค้านฉวยจังหวะผสมโรงเร้าอารมณ์ประชาชน อย่างที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ไล่ขยายแผลความล้มเหลวการบริหารงานรัฐบาล หยิบประเด็นการออกหลักเกณฑ์ “ทำโทษลูกกตัญญู” ซัดใส่รัฐบาลเลือกใช้คำพูดเข้าใจง่าย ติดปากเร็ว เปลี่ยนโหมดจากความซับซ้อนทางภาษี มาเป็นเรื่องความกตัญญู เน้นกระตุ้นความรู้สึกร่วมคนในสังคมให้เกิดการคล้อยตามโดยเฉพาะ ตามบทถนัดค่ายสีส้มสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องรีบแก้เกมเร่งด่วน บริหารอารมณ์ประชาชน ไม่ให้นโยบายบัตรคนจนกลายเป็นระเบิดเวลา ทำลายคะแนนนิยมคนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง อย่างรุนแรงและรวดเร็วเร่งปฏิกิริยาซ้ำเติมความเชื่อมั่นติดลบมากขึ้น จากเดิมที่มีสารตั้งต้นละลายความศรัทธาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตั้งแต่คราววิกฤติพลังงานที่ถูกกล่าวหามีไอ้โม่งในรัฐบาลฟาดส่วนต่างราคาน้ำมัน กรณีที่ดินเขากระโดง โครงการไทย-เอไอพาสปอร์ตกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไล่เรียงมาถึงความโปร่งใสในการทำงานองค์กรอิสระ อย่าง ป.ป.ช.ที่ยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม คดีซุกหุ้น หรือกรณีที่ กกต.อาจยกคำร้องคดีฮั้วเลือก สว.แม้กระทั่งคดีไลน์หลุดอธิบดีกรมการปกครองสั่งการข้าราชการให้ช่วยสีน้ำเงินในการเลือกตั้งทุกเรื่องทุกกรณีเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันเต็มไปหมด แต่มีผลลัพธ์ตรงกันคือเป็นคุณกับรัฐบาล ในภาวะที่อำนาจสีน้ำเงินกำลังติดลม ขยับกินรวบทุกวงการแรงกระแทกล้อมกรอบ เสี่ยงเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่กระทบความเชื่อมั่นทุกด้าน ทั้งปัญหาปากท้อง เรื่องกระบวนการยุติธรรม แม้แต่ในมุมการเมืองก็หักหน้าพรรคเพื่อไทย สั่ง สส.ภูมิใจไทยถอนชื่อจากการสนับสนุน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเพื่อนร่วมรัฐบาลแม้พลังเสียงในสภาฯเข้มแข็ง แต่ความเชื่อมั่นนอกสภาฯชักอ่อนกำลัง ตามสารพัดปมระแวงที่เพิ่มขึ้นสร้างจุดเปราะบางทางความรู้สึกสังคม ต้องเร่งบริหารอารมณ์ประชาชน ปกป้องเสถียรภาพรัฐบาลไม่ให้สั่นคลอนไปยิ่งกว่านี้!!!ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม