วันเสาร์สบายๆวันนี้ไปคุยเรื่อง “ความก้าวหน้าทางการศึกษาของจีน” กันนะครับ 30 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาจีน (MOE) wfh ประกาศเพิ่ม “38 สาขาวิชาใหม่” ในหลักสูตรปริญญาตรี เพื่อสร้างกำลังคนแห่งอนาคต (New Quality Productive Forces) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติใน “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ค.ศ.2026–2030)” ซึ่งให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อผลิตบัณฑิตใหม่ให้ตรงกับความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม 38 สาขาวิชาใหม่จะถูกบรรจุในข้อสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (Gaokao) ในปีการศึกษา 2026 นี้ โดยมี 9 มหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน อาทิ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง, Harbin Institute of Technology ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาจีนให้เปิดสอนสาขาวิชาที่เร่งด่วนที่สุดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาจีนยังได้สั่งโละหลักสูตรวิชาที่ล้าสมัยไปกว่า 12,000 รายการ เพราะเป็นความรู้ที่มีประสิทธิภาพต่ำเกินไปที่จะขับเคลื่อน New Quality Productive Forces ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล ในขณะที่ กระทรวงศึกษาไทย ยังใช้หลักสูตรการเรียนการสอนที่ล้าสมัยในศตวรรษเก่าเหมือนเดิม ยิ่งเรียนก็ยิ่งโง่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับโลกใหม่ที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วไปดูรายละเอียดคร่าวๆของ “38 สาขาวิชาใหม่ของจีน” ในยุคการสร้างกำลังคนแห่งอนาคตกันครับ เขาแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มวิชา ดังนี้กลุ่มที่ 1 AI และหุ่นยนต์ยุคใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ที่รับรู้และโต้ตอบกับโลกจริง (Embodied Intelligence) วิทยาการเชื่อมต่อสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Science and Technology) หุ่นยนต์แห่งอนาคต (Future Robotics)กลุ่มที่ 2 พลังงานและวิศวกรรมเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมแร่หายาก (Rare Earth Science & Technology) วิศวกรรมใต้ดินลึก (Deep Earth Science) เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Technology & Equipment) พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy & Engineering) วิศวกรรมขนส่งและพลังงานบูรณาการ (Integrated Transportation & Energy Engineering)กลุ่มที่ 3 เทคโนโลยีชีวภาพและสุขภาพ อาทิ การผลิตยาและวัสดุชีวภาพ (Biomanufacturing) วิศวกรรมโมเลกุลอัจฉริยะ (Smart Molecular Engineering) วิศวกรรมอุปกรณ์การแพทย์ (Medical Device & Equipment Engineering) ความมั่นคงทางสุขภาพและการแพทย์ (Health and Medical Security)กลุ่มที่ 4 เศรษฐกิจดิจิทัลและการค้าระหว่างประเทศ อาทิ การค้าดิจิทัล (Digital Trade) การเงินดิจิทัล (Digital Finance) วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวดิจิทัล (Digital Culture and Tourism) วิศวกรรมข้อมูลเชิงพื้นที่และเวลา (GPS, GIS ยุคใหม่)นอกจากนี้ยังมี วิชาด้านวิทยาศาสตร์สมองและภาษาศาสตร์ เช่น วิทยาศาสตร์ ภาษา วิชาไทเก๊ก ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ของจีนโบราณที่ใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างช้าๆและนุ่มนวลบวกกับสมาธิ Art Therapy การใช้ศิลปะในการรักษาโรค ไปจนถึง ไอซ์สเกต (Ice and Snow Dance Performance) และ การนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การกีฬามายกระดับในการออกกำลังกาย (Smart Sport) เป็นต้นระหว่างปี 2564-2568 จีนได้เปิดหลักสูตรใหม่กว่า 10,000 หลักสูตร และตัดทิ้งหลักสูตรเก่าไปกว่า 12,000 หลักสูตร ปี 2569 ปีนี้ จีนเพิ่มสาขาใหม่เข้ามาอีก 38 สาขา ครอบคลุม 13 หมวดวิชา 92 หมวดย่อย เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่แห่งอนาคตอย่างจริงจังดูผลงาน กระทรวงศึกษาจีน แล้วย้อนดู กระทรวงศึกษาไทย ก็ต้องบอกว่า อนาคตสิ้นหวังจริงๆ หลักสูตรปรับปรุงใหม่ปี 2569 ก็ยังเน้น 8 กลุ่มสาระเดิม ใช้ตำราเรียน (ผูกขาด) เล่มเดิม แม้แต่เรื่อง AI สิ่งที่รัฐมนตรีไทยคิดได้คือ ซื้อบัญชี AI มาแจกให้เล่น 1 ปี ผลาญเงินไป 1,621 ล้านบาท โดยประเทศไทยและคนไทยไม่ได้อะไรเลย.“ลม เปลี่ยนทิศ”