โลเกศ ยอดล้ำ จบ ม. 6 จาก ร.ร.เบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช ไปเรียนปริญญาตรี สาขาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น จบแล้วก็เป็นเจ้าของกิจการฟาร์มไก่ ปรากฏว่าไปไม่รอดปลาย พ.ศ.2536 ผมกลับจากรัสเซียมาเยือนเมืองไทย พบกับโลเกศซึ่งตอนนั้นอายุ 29 ปี กำลังหาอะไรทำ ผมจึงแนะนำให้ไปเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแพทย์แห่งเมืองซามารา สหพันธรัฐรัสเซียโลเกศเรียนชั้นเตรียมภาษากลางเทอมเมื่อปลายเดือนมกราคม 2537 เมื่อจบชั้นเตรียมแล้วก็เรียนแพทย์อีก 6 ปี เมื่อเป็นแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้วก็กลับมาเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะ (แพทย์อินเทิร์น) ที่โรงพยาบาลกลางจบอินเทิร์น 1 ปีแล้ว ก็ไปสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภาไทย โดยการสอบมี 3 ขั้นตอน โลเกศสอบเพียงครั้งเดียวก็สอบผ่านได้ใบประกอบวิชาชีพแพทย์ ที่คนทั่วไปเรียกว่าใบประกอบโรคศิลป์29 พฤษภาคม 2569 ผมไปบรรยายให้ผู้บริหาร ม.ทักษิณ ที่สนามบินเจอนายแพทย์โลเกศโดยบังเอิญ วันรุ่งขึ้นได้นัดเจอกัน จึงทราบว่าปัจจุบันโลเกศเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กในกรุงเทพฯ และมีคลินิกในกรุงเทพฯ 3 แห่ง นครศรีธรรมราช 1 แห่ง ภูเก็ต 1 แห่ง และเป็นเจ้าของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่รับตรวจเลือด ปัสสาวะ และสิ่งส่วนตัวต่างๆโลเกศเล่าให้ฟังว่า คนไข้รัสเซียตื่นเต้นและประทับใจที่มีแพทย์ที่เข้าใจภาษาและวิธีคิดของคนรัสเซีย กิจการคลินิคที่ภูเก็ตของโลเกศจึงดีวันดีคืนย้อนหลังไปเมื่อ 32 ปีที่แล้ว สหภาพโซเวียตเพิ่งล่มสลายได้เพียง 7 ปี บ้านเมืองยากจนและอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ไม่มีใครอยากไปรัสเซีย แม้แต่จะซื้อของก็ต้องรอกันเป็นแถวยาว ค่าเล่าเรียนถูก ถ้าผมจำไม่ผิด โลเกศน่าจะเสียค่าเล่าเรียนให้มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในห้วง พ.ศ.2537-2544 ประมาณปีละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5 หมื่นบาทในสมัยนั้น)ทุกครั้งที่โลเกศเล่าประวัติตัวเอง ก็มักจะบอกว่า ถ้าไปตั้งแง่รังเกียจรัสเซียว่าเป็นประเทศที่บ้านแตกสาแหรกขาดเมื่อ 32 ปีที่แล้ว ก็ไม่มีนายแพทย์โลเกศ เจ้าของโรงพยาบาลและเครือข่ายคลินิกอย่างเช่นทุกวันนี้30-40 ปีที่แล้ว จากวันที่แทบไม่เหลืออะไรเลย ทว่าผู้นำและประชาชนรัสเซียก็ไม่สิ้นหวัง ค่อยๆสร้างการเติบโตจากรากฐานเดิม จนกลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคง เครือข่ายของคนที่จบการศึกษาจากรัสเซียก็ยังเกาะเกี่ยวกันแข็งแรง ไม่ใช่เฉพาะในยุโรปตะวันออก แต่เกาะเกี่ยวกันไปทั้งโลกในยุคที่ผมและนายแพทย์โลเกศจบการศึกษายังมีการต่อต้านสัญลักษณ์ชนชั้นและอภิสิทธิ์ชน ที่มองว่าเครื่องแบบพิธีการของมหาวิทยาลัย เสื้อคลุมครุย หมวกบัณฑิต และพิธีการรับปริญญาที่หรูหราหมาเห่าเป็นมรดกของสังคมชนชั้นในยุคจักรวรรดิแนวคิดสังคมนิยมเน้นว่า แรงงาน วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และบัณฑิตล้วนเป็นผู้สร้างสังคมเท่าเทียมกัน ไม่ส่งเสริมเครื่องแต่งกายที่แสดงสถานะพิเศษ ยกเว้นพวกที่ได้เกียรตินิยม (หรือปริญญาบัตรสีแดง) ที่อาจารย์จะมายืนมอบปริญญาบัตรเพียง 2-3 คน นอกนั้น บัณฑิตก็ต้องไปค้นใบปริญญาของตนที่กองอยู่บนโต๊ะอาจารย์ คนที่นั่นไม่ได้ให้ความสำคัญกับใบปริญญามหาวิทยาลัยโซเวียต (และรัสเซียในยุค 20 ปีที่แล้ว) ให้ความสำคัญกับการสอบ การปกป้องวิทยานิพนธ์ ผลงานทางวิชาการ มากกว่าพิธีเฉลิมฉลองและมงกุฎดอกไม้บนหัวรัสเซียเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างมากในเวชศาสตร์อวกาศ ซึ่งสถาบันวิจัยทางการแพทย์ศึกษามนุษย์ในอวกาศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคนักบินอวกาศคนแรกของโลกซึ่งเป็นชาวรัสเซียที่ชื่อยูริ กาการินอีกเรื่องหนึ่งซึ่งการแพทย์รัสเซียมีชื่อเสียงคือศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด ศาสตราจารย์เลโอ อันโตโนวิช โบเคเรีย อดีต ผอ.ศูนย์ศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือดบาคูเลฟ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลสำคัญในวงการศัลยกรรมหัวใจของโลกด้านการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และการผ่าตัดหัวใจที่ซับซ้อนนายแพทย์โลเกศขอบคุณผมว่า “ถ้าไม่มีพี่ ก็ไม่มีผมในวันนี้”ผมตอบโลเกศว่า “การพบกันของผู้คนบนโลกใบนี้ ล้วนมีที่มา ไม่มีใครเดินเข้ามาในชีวิตใครโดยไร้เหตุผล” “การพบพานล้วนมีรากจากบุญสัมพันธ์ที่สืบเนื่องมาแต่อดีตทั้งสิ้น”.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม