ฝ่ายค้านฉะรัฐบาล ภท.ดันทุรังเร่งสปีดโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งที่ไม่มีการศึกษาจริงรอบด้าน เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร “อภิสิทธิ์” ฉะคนได้ประโยชน์มีแค่ผู้รับเหมา-นายทุนที่ดิน จวกชักศึกเข้าบ้านพาไทยเสี่ยงถูกมหาอำนาจบุกยึด “ณัฐพงษ์” ชำแหละทำลายความมั่นคงทางที่ดินของเกษตรกร ทำลายป่า-ทรัพยากรธรรมชาติ เอื้อประโยชน์กลุ่มทุน แนะทุ่ม 5 แสนล้านพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้คุ้มกว่า เสียงข้างมากลงมติ 266ต่อ 174 ปิดประตูไม่ให้ตั้ง กมธ.ศึกษาฯ พรรคร่วม รบ.-กธ.จับมือโหวต 308 เสียง ต่อ 126 ไม่ส่งตัว “ชนนพัฒฐ์” ให้ดีเอสไอดำเนินคดีเว็บพนันฯ โยงอาชญากรรมข้ามชาติ “โรม” ซัดมติอัปยศทำลายความน่าเชื่อถือ สภาฯไทย โพลพระปกเกล้าฯชี้ “ชัชชาติ” นำโด่งตั้งแต่โค้งแรกพรรคฝ่ายค้านอภิปรายคัดค้านรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เร่งรัดผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ระบุยังมีปัญหาหลายด้าน ไม่มีการศึกษาผลกระทบจริงจังและรอบคอบ เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร แต่ในที่สุดที่ประชุมสภาฯ ลงมติเสียงข้างมาก 266 ต่อ 174 ไม่ให้ตั้ง กมธ.ขึ้นศึกษาตามข้อเสนอของฝ่ายค้านสภาฯถกโครงการแลนด์บริดจ์เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 พ.ค.มีการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุมพิจารณาญัตติด่วน ขอให้สภาฯตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการแลนด์บริดจ์ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากวันที่ 28 พ.ค. มีการเสนอญัตติเข้ามาทำนองเดียวกัน 5 ญัตติ สส.ฝ่ายค้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยต่อการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ มีปัญหาหลายด้าน อาทิ ไม่มีการศึกษาผลกระทบอย่างจริงจังและรอบด้าน อาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนกว้านซื้อที่ดิน ส่วนการเตรียมออกกฎหมาย SEC มีจุดเสี่ยงให้ต่างชาติเข้าถือครองที่ดินประชาชนระยะยาว แตกต่างจากฝั่งรัฐบาล สส.พรรค ภท.สนับสนุนให้เดินหน้า“อภิสิทธิ์” ชี้แค่ 2 กลุ่มได้ประโยชน์เวลา 10.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายสรุปญัตติว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นมายาคติคิดว่าจะได้แต่กลับไม่ได้อะไร ทั้งกรณีเรือขนส่งสินค้าที่ต้องขนตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือขนขึ้นรถและขนลงเรือ แม้อ้างว่าประหยัดย่นย่อเวลาได้ 4 วัน แต่ต้นทุนขนตู้ขึ้นลงหลายเที่ยวกลับสูงขึ้นกว่าปกติถึง 3 เท่า ที่มองว่าหากไม่มีโครงการนี้คนภาคใต้จะลืมตาอ้าปากไม่ได้ ทั้งที่คนในพื้นที่แทบไม่ได้ประโยชน์อะไร พื้นที่ถูกใช้เป็นทางผ่านขนส่งสินค้าของต่างชาติ จะมีคนได้ประโยชน์คือ 1.ผู้รับเหมา 2.ผู้ที่กว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร หากจะพัฒนาความเป็นอยู่คนภาคใต้พัฒนาในรูปแบบอื่น เช่น พัฒนาท่าเรือ สร้างระบบที่เป็นเครือข่ายโลจิสติกส์ เซาท์เทิร์น คอนเน็ค ใช้งบฯน้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ภาคใต้ต้องพัฒนาเจริญกว่านี้ ทรัพยากรธรรมชาติที่มี ไม่ใช่แค่เป็นทางผ่านสินค้าต่างชาติ หากดึงดันทำแต่ไม่มีคนใช้ สิ่งที่ถูกทิ้งค้างจะเหมือนเป็นอนุสาวรีย์การตัดสินใจที่ผิดพลาด ที่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของคนหยิบมือเดียวชักศึกเข้าบ้านเสี่ยงถูกมหาอำนาจยึดนายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่าหากคิดจะทำโครงการนี้บนความไม่คุ้มค่า สิ่งที่น่ากลัวคือปัญหาความมั่นคงเพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ มีหลายคนพูดถึงคลองสุเอซ คลองปานามา ช่องแคบฮอร์มุซ ดูประวัติศาสตร์กลายเป็นสมรภูมิการรบ หากให้โครงการนี้ทดแทนแนวคิดขุดคลอง สถานการณ์โลกปัจจุบันล่อแหลมกว่ามาก เพราะมีประเทศมหาอำนาจคือสหรัฐฯและจีนที่ขัดแย้ง ทะเลจีนใต้เป็นจุดสุ่มเสี่ยงขัดแย้ง หากโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า ความขัดแย้งเกิดในทะเลจีนได้ เชื่อได้ว่า 2 มหาอำนาจต้องมายึดพื้นที่ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจมายึดตั้งแต่การทำโครงการโดยการร่วมทุน (พีพีพี) มีข่าวต่างประเทศระบุว่าสหรัฐฯและจีน งัดข้อเรื่องคลองปานามา เนื่องจากบริษัทจีนควบคุมเส้นทางเดินเรือได้ จนขัดแย้งและกดดันปานามาในที่สุด คนที่บอกว่าอยากให้เราเป็นเหมือนช่องแคบฮอร์มุซ อยากเป็นอย่างนั้นหรือ ควรตั้งหลักใหม่สร้างโอกาสให้ชาวปักษ์ใต้ การปฏิเสธตั้ง กมธ.เท่ากับตอกย้ำพิรุธ ไม่ชอบมาพากล พยายามรวบรัดให้ฝ่ายบริหารฝ่ายเดียวอ้างการศึกษาเดียวดันเรื่องนี้ จะให้คนเข้าใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เอื้อให้คนที่เกี่ยวข้องและคนเตรียมการแสวงหาประโยชน์บนการทำลาย ทุนทรัพยากรและโอกาสของคนปักษ์ใต้ สุ่มเสี่ยงทำให้ไทยตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก อยากให้ สส.ทุกคนมีโอกาสศึกษาและติดตามโดยการตั้ง กมธ.วิสามัญเรื่องนี้“เท้ง” ค้านทำลายป่าเอื้อกลุ่มทุนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ปชน.สรุปปิดญัตติ ว่า ตกลงแลนด์บริดจ์กำลังจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางที่ดินให้เกษตรกร หรือกำลังไปทำลายความมั่นคงทางที่ดินให้ลดลง หรือกำลังทำลายป่าชายเลน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายเครื่องจักรทางเศรษฐกิจสำคัญด้านการท่องเที่ยวของภาคใต้ลงไปอีก กำลังจะทำให้เกิดการลงทุนกระจายไปในชุมชนหรือแค่กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มทุน ยุทธศาสตร์หนุนตั้ง กมธ.ศึกษา SBRC ดีกว่านายณัฐพงษ์กล่าวว่า การพัฒนาภาคใต้ที่ดีกว่าแลนด์บริดจ์คือการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ (Southern Biodiversity Regeneration Corridor หรือ SBRC) เอาต้นทุนที่ภาคใต้มีดีอยู่แล้ว ทั้งต้นทุนทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นฐานพัฒนาเศรษฐกิจ กรอบการพัฒนา SBRC แตกต่างจาก SEC ไม่ต้องออกกฎหมายรวบอำนาจกฎหมายกลางมาละเว้นกฎหมายอีกหลายฉบับ แบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก 1.ความมั่นคงในที่ดิน 2.เกษตรกรเพิ่มมูลค่าเกื้อกูลชีวภาพ 3.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนิเวศ และ 5.บริการสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบการรักษาที่ดี เมื่อลองทำตัวเลขเบื้องต้น ลงทุน 5 แสนล้านบาท สร้างการเติบโตจีดีพี 4% ต่อปี ลดภาระหนี้สิน 30% ยกระดับรายได้ ขอสภาฯ ได้ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาเนื้อหาดังกล่าวด้วยมติ 266 ต่อ 174 ปิดประตูไม่ให้ตั้ง กมธ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังที่ประชุมเปิดให้ สส.อภิปรายเสร็จสิ้นแล้ว ได้มีมติเสียงข้างมาก 266 ต่อ 174 งดออกเสียง 3 เสียง ไม่ตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการแลนด์บริดจ์ ตามที่มีการเสนอมา โดยให้สภาฯส่งญัตติให้ ครม. พิจารณาต่อไปปชน.–ปชป.หนุนส่งตัว “ชนนพัฒฐ์”ต่อมาเวลา 12.00 น.ที่ประชุมสภาฯ ได้พิจารณาเรื่องด่วน การขออนุญาตสภาฯเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) ไปรับทราบ ข้อกล่าวหาและสอบปากคำระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรมนูญมาตรา 125 หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหนังสือขอให้สภาฯอนุญาต มี สส.ขออภิปรายทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยให้ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ให้ดีเอสไอ อาทิ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า เห็นด้วยและเห็นชอบให้ส่งตัวไปดำเนินการทางคดี หาก สส. สละเจตนาคุ้มกันจะเป็นประโยชน์การพิจารณาและเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสภาฯในระบอบประชาธิปไตย หากอนาคตมี สส. พรรค ปชน.คนใดถูกดำเนินการลักษณะข้อเท็จจริงเดียวกัน พรรค ปชน.จะอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นกันคดีล้วนๆไม่มีฝ่ายบริหารกลั่นแกล้งขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป.อภิปรายว่า พิจารณาคดีของ สส.ที่ถูกขอตัว ไม่มีพบการกลั่นแกล้งจากฝ่ายบริหาร เป็นกระบวนการยุติธรรมพิจารณาตามขั้นตอนดำเนินการเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ต้องมีพยานหลักฐานครบถ้วน คดีดังกล่าวสัมพันธ์กับเกียรติ ภูมิสภาฯ หากไม่อนุญาตจะกระทบต่อภาพลักษณ์สส. หากคดีร้ายแรงแต่สภาฯยังปกป้อง อาจกระทบภาพลักษณ์และภาพพจน์สภาฯในสายตาต่างชาติด้วย สส.ที่ถูกขอตัวระบุก่อนหน้าว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่กำหนดไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง พรรค ปชป.ขอใช้ดุลพินิจปกป้องภาพพจน์ประเทศไทยและภาพลักษณ์สภาฯมีมติอนุญาตให้ส่งตัวไปตามหมายเรียกภท.ชี้ไม่กี่วันปิดสมัยหวั่นกระทบสภานางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท.อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 125 ไม่ใช่คุ้มกันให้ สส.อยู่เหนือกฎหมาย ไม่ใช่ยกเว้นกระบวนการยุติธรรมให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นหลักประกันทางรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ รักษาความสมดุลอำนาจ สมัยประชุมจะปิดสมัยประชุมเดือน ก.ค.เหลือเวลาไม่กี่ครั้ง หากเรียกตัว สส.ไปสอบสวนระหว่างสมัยประชุม ย่อมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ สส. กระทบต่อการทำงานของ สภาฯโดยรวม ตระหนักดีว่าประชาชนเรียกร้องความโปร่งใสและมาตรฐานจริยธรรมที่สูง หาก สส.สละความคุ้มกันเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พิสูจน์ความบริสุทธิ์ถือเป็นเรื่องดี แต่หากพิจารณามิติระดับสถาบันต้องระมัดระวัง ไม่ให้ทำลายหลัก ประกันทางรัฐธรรมนูญระยะยาว เมื่อสิ้นสุดสมัยประชุมกระบวนการทางกฎหมายดำเนินการได้ปกติ ไม่ใช่การตัดสิทธิหรือขัดขวางกระบวนการยุติธรรม แต่คุ้มครองการทำหน้าที่ช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับประชาชาติ-เศรษฐกิจออกตัวอุ้มขณะที่นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติอภิปรายว่า ต้องรักษาหลักการและมาตรฐานที่สภาฯถือปฏิบัติโดยตลอดคือไม่อนุญาตให้ สส.ไปรับทราบข้อกล่าวหาของดีเอสไอในสมัยประชุม อย่างไรก็ดี ขอให้นายชนนพัฒฐ์ชี้แจงและพูดว่าจะใช้เอกสิทธิคุ้มครองหรือไม่ด้วยนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ อภิปรายว่า ขอปกป้องหลักการคุ้มครองสส.ในสมัยประชุม เพื่อไม่ให้กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหากมีประเด็นที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ปชน. ตรวจสอบรัฐบาลแล้วถูกกลั่นแกล้ง ดำเนินคดีอาจถูกโหวตให้ไปดำเนินคดีได้ อย่างไรก็ดีขอเรียกร้องสปิริตของนายชนนพัฒฐ์ต่อการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยไม่ต้องให้สภาฯปกป้องมติ 308 ต่อ 126 ไม่อนุมัติส่งตัวจากนั้นนายชนนพัฒฐ์อภิปรายว่า ตนพร้อมและยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และยอมรับผลลงมติ แต่ยึดตามหลักการของการเป็น สส. และหากปิดสมัยประชุมตนหลีกหนีไม่พ้นที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลังจาก สส.แสดงความเห็นเสร็จสิ้นเเล้ว เวลา 12.37 น. ที่ประชุมได้ลงมติผลปรากฏว่าสภาฯมีมติ 308 ต่อ 126 งดออกเสียง 2 ไม่เห็นด้วยกับการส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ไปดำเนินคดีในสมัยประชุมสภาฯ“โรม” จี้ รบ.เฝ้าระวัง สส.คนดังหลบหนีเวลา 13.50 น. นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.โพสต์เฟซบุ๊กว่า กรณีนายชนนพัฒฐ์ก่อนปิดสมัยประชุม รัฐบาลต้องสั่งให้ ตม.เฝ้าระวังการหลบหนีวันสุดท้ายของสภาฯ ต้อง เตรียมกำลังมารอรับที่สภาฯได้เลย ที่สำคัญหน่วยความมั่นคงตามแนวชายแดนต้องกวดขัน ไม่ให้ใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนีได้ทำลายความน่าเชื่อถือสภาฯไทยจากนั้นเวลา 14.15 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์ว่า ประชาชนคงสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสภาฯ เราไม่ได้ไปตัดสินว่านายชนนพัฒฐ์ผิดหรือไม่ผิด แต่จะอ้างเป็นหลักปฏิบัติแบบนี้ต่อไปตลอดชั่วกัลปาวสานไม่ได้ ควรดูจากความร้ายแรง มีมูลไหม เสียงส่วนใหญ่ยังถือหลักปฏิบัติแบบนี้อาจรู้กันดีหรือเปล่าว่ามีนักการเมืองหลายคนที่อาจเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน พนันออนไลน์ และทุนสีเทาหลายคน หากสภาฯยอมเกรงว่าในไม่ช้าจะลุกลามบานปลายไปถึงคนอื่นหรือเปล่า น่าผิดหวังทำลายความน่าเชื่อถือของสภาฯสิ่งที่ควรทำให้เป็นเยี่ยงอย่างต้องไม่มีนักการเมืองคนใดเกี่ยวข้องทุนสีเทา หลุดรอดคดีไปได้ ถ้าอนาคตนายชนนพัฒฐ์ไม่ถูกดำเนินคดี ต่อไปในวันข้างหน้าสภาฯแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายกระบวนการยุติธรรม ที่จะเอานักการเมืองที่เชื่อมกับทุนเทามาลงโทษ วันนี้สิ่งที่สภาฯทำลงไปผ่านเสียงข้างมาก ถ้าสุดท้ายนายชนนพัฒฐ์ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สภาฯปฏิเสธความรับผิดชอบตรงนี้ไม่ได้เลยว่าเป็นส่วนหนึ่งทำให้การดำเนินคดีเอาผิดนักการเมืองเชื่อมทุนเทา ไม่สามารถเกิดขึ้นได้สส.ซีกรัฐบาล-กธ.ผนึกกำลังอุ้มผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติไม่เห็นด้วย 308 เสียงส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาลโหวตไปทิศทางเดียวกัน ได้แก่ สส.พรรค ภท. พรรค พท. พรรค ปช. พรรคพปชร. พรรคเศรษฐกิจ พรรค ทสท. พรรคเพื่อชาติไทย รวมทั้ง 8 พรรคเล็กร่วมรัฐบาล ยังมีเสียงพรรค กธ. ต้นสังกัด และเสียงของนายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี พรรค ปชน.ที่มีพฤติการณ์งูเห่ามาตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จสิ้น ขณะที่เสียงเห็นด้วย 126 เสียง ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกฝ่ายค้าน พรรค ปชน. พรรค ปชป. พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดี มติงดออกเสียง 2 เสียง ได้แก่ นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรค ภท. และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ส่วนผู้ไม่ลงคะแนน 3 ราย ได้แก่ นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ สส.กทม.พรรค ปชน. นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรค ปชน. และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรค ปชน. พรรครวมไทยสร้างชาติที่มี สส. 2 คน และสส.พรรคไทรวมพลัง 6 คน ไม่ได้แสดงตนและไม่ได้ร่วมโหวตดีเอสไอรอออกหมายเรียกพ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภคและโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่าเมื่อสภาฯมีมติเช่นนี้ ดีเอสไอก็ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ รอให้หมดสมัยประชุมสภาฯเสียก่อน แล้วจึงออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติม 2 ข้อหา ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามคำสั่งอัยการสูงสุด ก่อนหน้านี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษนำตัวนายชนนพัฒฐ์ยื่นฝากขังต่อศาลไปแล้ว ศาลให้ประกันตัวชั่วคราว เป็นคนละส่วนกับของดีเอสไอ ผู้ต้องหามีหน้าที่เพียงเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเท่านั้น เมื่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนเสร็จสิ้นต้องสรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุดพิจารณาวินิจฉัยทางคดีต่อไป“ไชยชนก” ลุยต่อท้าสอบ AI Passportที่กระทรวงดีอี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยกรณีฝ่ายค้านขอให้ชะลอโครงการ TH-AI Passport ไปก่อนเพื่อรอตรวจสอบให้โปร่งใสจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่ายืนยันเดินหน้าไม่อยากล่าช้าไปกว่านี้แล้ว การตรวจสอบทำควบคู่กันไปได้ ยินดีให้ตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส เมื่อถามว่าเหมือนถูกปิดบัง ซ่อนเร้น ไม่เปิดเผยจนการประมูลเสร็จสิ้นจะเปิดตัวโครงการเดือน มิ.ย.แล้ว นายไชยชนกตอบว่า ไม่มีเจตนาจะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผย ยินดีเปิดรับการตรวจสอบ กรณีเอกชนผู้ชนะการประมูลเป็นเครือข่ายที่ชนะประมูลหลายโครงการภาครัฐก่อนหน้านี้ของรัฐบาลพรรค ภท.ขอมอบหมายให้กระทรวงดีอีเป็นผู้ชี้แจง เพราะไม่ได้อยู่ในความรับรู้ของตน แต่ไม่เครียดที่ถูกตรวจสอบ แต่เครียดกลัวว่าโครงการจะไม่แพร่หลาย กลัวคนไม่ได้ใช้งานมากกว่า เชื่อว่าทุกคนรับรู้เจตนาที่ดีของโครงการ ต้องการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึง AI เท่าเทียมประเทศเพื่อนบ้าน ระดับการใช้งาน AI ของแรงงานไทยยังต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยโลก ต้องเร่งยกระดับการใช้งาน AI ให้ทันการแข่งขันปลัดดีอีไม่รู้ผู้ชนะซี้ปึ้กพรรคน้ำเงินนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี แถลงว่า การจัดซื้อจัดจ้างที่มีข้อกล่าวหารวบรัดรวดเร็วยืนยันเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบกรมบัญชีกลางเคร่งครัด คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เห็นชอบโครงการเมื่อวันที่ 12 พ.ย.68 เปิดประชาพิจารณ์เดือน ธ.ค.68 จากนั้นประกาศเชิญชวนเข้าประกวดราคาวันที่ 24 ธ.ค.68-26 ม.ค.69 มีผู้ยื่นทีโออาร์ 2 กลุ่ม 1 ราย ราคากลางประมูลได้มาจากผู้ยื่นเสนอทีโออาร์เหล่านี้ เพราะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ จนได้ข้อสรุปกิจการร่วมค้าทีเอช ประกอบด้วยบริษัทฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัดและบริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ชนะประมูลมูลค่า 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 29 ล้านบาท ประกาศชื่อผู้ชนะ รวมเวลาอุทธรณ์ช่วง 27 ก.พ.-11 มี.ค.69 เมื่อถามว่าผู้ชนะประมูลเกี่ยวพันแน่นแฟ้นกับพรรคสีน้ำเงินหรือไม่ นายพชรตอบว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ พิจารณาทีโออาร์เป็นสำคัญ จะเปิดเฟส 2 เดือน ก.ค.69 ใช้งบฯปี 70 วงเงิน 900 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ใช้ 5 ล้านคน เหมือนกันกับเฟสแรกอ้างเป็นโครงการเทคนิคซับซ้อนด้านนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE กล่าวว่า เกณฑ์เลือกผู้ชนะใช้หลัก Price and Performance ให้น้ำหนักคะแนนเทคนิค 80% ราคา 20% เนื่องจากเป็นงานด้านเทคนิคที่ซับซ้อน คนที่เสนอโมเดลมากกว่า ใช้ประสิทธิภาพสูงกว่า มีประสบการณ์งานระดับ 1,000 ล้านบาทจึงเป็นผู้ชนะทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport เฟสแรก จะเปิดตัวเดือน มิ.ย. 5 ล้านสิทธิ ใช้งาน 12 เดือน มีราคาจัดหาประมาณเดือนละ 27.5 บาทต่อสิทธิ จากปกติราคาเดือนละ 600 บาทต่อคน กระทรวงดีอีกำหนดเป้าหมายยกระดับอัตราการใช้ AI ของประเทศ (AI Adoption Rate) ให้ขึ้นสู่ระดับ 20% ภายใน 2570 ปี จากสถิติ 10.7% ในปี 2568 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้คนไทยทั่วประเทศก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว“หนู” ลั่น ขรก.ทำผิดตั้งชุดสอบทันทีเมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุมรังสิพราหมณกุล กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย รมต. รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนา จ.เพชรบุรีต่อมาเวลา 14.25 น. ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (ตร.) นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแชตไลน์หลุดบทสนทนานายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กับนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต อ้างถูกย้ายไปช่วยราชการไม่เป็นธรรม เพราะไม่สนองงานการเมือง โดยเปิดเผยข้อความแชตไลน์ว่า “ช่วยนํ้าเงินด้วย” ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมาว่า เห็นนายนฤชาออกแถลงการณ์ เดี๋ยวต้องไปอ่านรายละเอียดก่อน เพราะอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ เพิ่งกลับจาก จ.เพชรบุรี ถ้าเกิดดูว่ามันทําไม่ถูกหรืออย่างไร ต้องตั้งชุดสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ยืนยันว่าไม่ได้ช่วย ไม่เคยช่วย เมื่อถามว่า จะบานปลายเป็นความขัดแย้งภายใน มท.ด้วยหรือไม่ กรณีโยกย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต นายกฯตอบว่า ไม่มี ให้ดู มท.1 ไว้อย่างเดียวกระทรวงมหาดไทยไม่ต้องไปดูคนอื่น“นฤชา” ฉะดิสเครดิตไม่ได้ส่งไลน์ฉาวก่อนหน้านี้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” และ สส.พรรค ปชน.รับเรื่องร้องเรียนจากนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต อ้างว่าถูกย้ายไปช่วยราชการไม่เป็นธรรม มีการปล่อยแชตไลน์ข้อความมาว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในห้วงการเลือกตั้งว่า ไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าว ไม่ทราบเรื่อง ไลน์ตนเปิดเป็นสาธารณะ เชื่อมต่อหลายอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ได้อยู่เพียงในโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว ไม่ทราบว่าอาจมีผู้ใดเขียนข้อความดังกล่าวหรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่เคยส่งข้อความดังกล่าวแน่นอน การปฏิบัติหน้าที่ไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดทางการเมือง เชื่อว่าที่นายภัทรพงศ์และนายรุ่งเรืองนำมาอ้างเป็นความพยายามดิสเครดิต หลังกรมการปกครองเสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินข้าราชการหลายรายในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เชื่อมโยงถึงกลุ่มเป้าหมายหลายรายอย่างเข้มข้น ที่กล่าวอ้างเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั้ง 5 คน ถูกย้ายเพราะไม่สนองงานการเมือง ไม่เป็นความจริง เพราะ 4 คนที่เป็นนายอำเภอรับทราบดีว่าย้ายมาช่วยราชการ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง และทราบระยะเวลาชัดเจนว่าจะได้ย้ายกลับ มีเพียงปลัดจังหวัดภูเก็ตเท่านั้นที่แสดงความไม่พอใจกรมปกครองยัน ขรก.วางตัวเป็นกลางผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการปกครองได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงสรุปว่านายนฤชายืนยัน มิได้เป็นบทสนทนาของตนเอง ยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายปกครองทุกระดับในห้วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ยึดมั่นความเป็นกลางทางการเมืองและระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตามหน้าที่และอำนาจเคร่งครัด ข้อความบทสนทนาที่กล่าวอ้าง ยังปรากฏข้อความหลายอย่างที่ต้องพิสูจน์ทราบและมีการบิดเบือนจากข้อเท็จจริง เช่น รายชื่อบุคคลที่อยู่ในบทสนทนาที่กล่าวอ้างว่าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งระยะเวลาที่ปรากฏในบทสนทนา“วิโรจน์” เล็งตั้งแท่นยื่นร้อง ป.ป.ช.เชือดนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปชน.โพสต์เฟซบุ๊กว่า ข้อความปริศนา “ช่วยน้ำเงินด้วย” พิสูจน์ได้ ถ้าทำจริง นี่คือมหันตภัยของ#ระบอบสีน้ำเงิน กรณีนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยแชตปริศนา ทำให้ประชาชนตกใจมาก หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง นี่คือการใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการโดยมิชอบ เป็นการสั่งการให้ข้าราชการเอื้อประโยชน์ทางการเมืองในการเลือกตั้ง อาจบ่งชี้ถึงมหันตภัยร้ายของ #ระบอบสีน้ำเงินที่กำลังบ่อนทำลายหลักความเป็นกลางของระบบราชการ กัดกินระบบนิติรัฐอย่างร้ายแรง พิสูจน์ไม่ยากเลยแม้ลบแชตไปแล้วตรวจสอบย้อนหลังได้ หากเป็นจริงคงจำเป็นต้องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้มาสืบสวนสอบสวนว่าแต่ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าองค์การอิสระอย่าง ป.ป.ช.จะยังคงอิสระจาก#ระบอบสีน้ำเงินโพลโค้งแรกอดีตผู้ว่าฯ กทม.นำขาดวันเดียวกัน สถาบันพระปกเกล้า หรือ KPI Poll เปิดเผยผลสำรวจ “ความนิยมประชาชนและทิศทางโค้งแรกสนามเลือกตั้ง กทม.69” เมื่อวันที่ 22-25 พ.ค.จากผู้อายุ 18 ปีขึ้นไปทั่ว กทม. 1,600 ตัวอย่าง หัวข้อ คน กทม. จะเลือก สก. แบบใด พบว่าร้อยละ 41.6 เลือกผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 20 เลือกผู้สมัครพรรคฝ่ายค้าน ร้อยละ 17.6 เลือกผู้สมัครพรรคใดก็ได้ ร้อยละ 3.6 เลือกผู้สมัครพรรครัฐบาล และร้อยละ 17.2 ยังไม่แน่ใจ ยังไม่ตัดสินใจ ส่วนการเลือกผู้ว่าฯ กทม. ร้อยละ 31.5 เลือกนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ร้อยละ 13.1 เลือกนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครพรรค ปชน. ร้อยละ 7.5 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 6.6 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครพรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.2 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 6.1 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 4.9 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครพรรค ปชป. ร้อยละ 24.1 ยังไม่แน่ใจ ยังไม่ตัดสินใจฐานเสียงเดิมยังเหนียวแน่นผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทียบการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ปี 65 กลุ่มที่เคยเลือกนายชัชชาติ ปัจจุบันร้อยละ 60.7 ยังเลือกนายชัชชาติ กลุ่มที่เคยเลือกนายสกลธี ภัททิยกุล อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ร้อยละ 45.5 จะเลือกนายชัชชาติ กลุ่มที่เคยเลือกนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ร้อยละ 31 จะเลือกนายชัชชาติ ส่วนกลุ่มเคยเลือกนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ร้อยละ 49.2 จะเลือกนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร และร้อยละ 12.9 จะเลือกนายชัชชาติ เทียบฐานเสียงพรรคของคนใน กทม.ในการเลือก สส.ครั้งที่ผ่านมา ผู้ที่เลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 39.4 พรรค ภท. ร้อยละ 37 พรรค ปชน. ร้อยละ 31 พรรค ปชป. ร้อยละ 28.3 จะเลือกนายชัชชาติ ขณะที่ผู้ที่เลือกพรรคปชน. ร้อยละ 30.9 จะเลือกนายชัยวัฒน์ ส่วนผู้ที่เลือกพรรค ปชป. ร้อยละ 23.2 จะเลือกนายอนุชา“ชัชชาติ” ลงพื้นที่บางกอกน้อย-บางพลัดวันเดียวกัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 9 นำคณะลงพื้นที่เขตบางกอกน้อยและเขตบางพลัด ประชาชนต้อนรับอบอุ่น รุมขอถ่ายรูปที่ระลึก สะท้อนปัญหาและซักถามนโยบาย โดยนายชัชชาติเดินเท้าลุยพื้นที่ควบคู่ใช้รถมูฟมีเคลื่อนกำลังพล เริ่มเดินเท้าไปชุมชนวัดโพธิ์เรียง พบปะพ่อค้าแม่ค้า ไปกราบสักการะเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เรียงและพระประธาน จากนั้นไปวัดอัมพวานั่งมูฟมีไปชุมชนวัดระฆัง ตลาดวังหลัง หน้า รพ.ศิริราช ศูนย์อาหารวัดอัมรินทร์ ชุมชนบ้านบุ นั่งมูฟมีต่อไปวัดดุสิตาราม ชุมชนวัดดาวดึงษาราม ชุมชนพระราม 8 นั่งมูฟมีไปยังห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ปิดท้ายเดินตลาดหน้าห้าง ตลอดเส้นทางได้เน้นย้ำนโยบายการพัฒนาเมืองที่สำคัญ เช่น นำสายไฟฟ้าลงดิน ปรับปรุงป้ายรถเมล์ให้ทันสมัย พัฒนาทางเท้าให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพิ่มความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้คนเดินเท้า ช่วยเป็นกลไกสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอยริมถนนนายชัชชาติกล่าวถึงกรณีผู้สมัคร สก.บางราย พยายามทุ่มเงินล็อกหมายเลขผู้สมัครให้ได้เบอร์ 9 เหมือนเบอร์นายชัชชาติว่า ได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ทราบรายละเอียด แต่ไม่มีประโยชน์ ไม่คุ้มค่า ไม่ควรทำ แต่การจ่ายเงินจ้างหัวละ 10,000 บาทล็อกเลขจะเข้าข่ายการทุจริตหรือไม่เป็นหน้าที่ กกต.ตรวจสอบบิลบอร์ด ปชน.พรึบ “ดร.โจ” มั่นใจเต็มร้อยขณะที่พรรค ปชน.ขึ้นป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่หลายจุดทั่วกรุงเทพฯ เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สยามพารากอน สามเหลี่ยมดินแดง เป็นข้อความหาเสียงของนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรค ปชน.หมายเลข 10 ว่า “เมืองแคร์คน” แต่ละป้ายระบุ 10 นโยบายสำคัญเพื่อคนกรุง ขณะที่เวลา 09.00 น. ที่ตลาดรุ่งเจริญ กทม. นายชัยวัฒน์ พร้อมนายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ผู้สมัคร สก.เขตยานนาวา หาเสียงนำเสนอนโยบายกระตุ้นการค้าขายให้ง่ายขึ้น ผู้สื่อข่าวถามถึงผลโพลนายชัชชาติมีคะแนนนำอยู่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เราคาดไว้อยู่แล้ว นายชัชชาติเป็นผู้ว่าฯมาก่อนมีคนรู้จักอยู่แล้ว ไม่ได้แปลกใจผลโพล ตอนนี้กำลังจะเข้าสู่แคมเปญที่จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เราจะนำเสนอภาพกรุงเทพฯในอีก 4 ปีข้างหน้าด้วยวาระของพวกเรา เรียกว่าตนมั่นใจเต็มร้อยดีกว่า พวกเรามีความพร้อมมีแผนการทำงาน ที่สำคัญที่สุดเจตจำนงแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่