ทำเนียบขาวระทึก เหตุคนร้ายพยายามบุกลอบสังหาร “ทรัมป์” โดยมือปืนชาย วัย 21 ปี บุกกราดยิงใกล้บริเวณจุดตรวจความปลอดภัยหน้าทำเนียบขาว ขณะ “ทรัมป์” ปฏิบัติภารกิจอยู่ในห้องรูปไข่ แต่คนร้ายถูกเจ้าหน้าที่ยิงสวนได้รับบาดเจ็บไปเสียชีวิตที่ รพ. และประชาชนถูกลูกหลงเจ็บอีก 1 ราย ผลการสอบสวนคนร้ายมีอาการป่วยทางจิต เคยพยายามบุกทำเนียบขาวมาแล้ว 2ครั้ง ส่วนการเจรจายุติศึกกับอิหร่านใกล้เข้าถึงคำว่า “สันติภาพ” คาดอีกไม่นานจะมีประกาศข้อตกลงต่างๆ ขณะที่สื่ออิหร่านสวนทันที ยันไม่มีคำว่าประนีประนอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่จะอนุญาตให้เรือแล่นผ่านช่องแคบได้เมื่อจ่ายค่าธรรมเนียม รวมถึงสหรัฐฯต้องถอนกำลังออกไปเหตุระทึกขวัญซึ่งเป็นที่สนใจจากสื่อทั่วโลกครั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 23 พ.ค.ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา หรือเวลา 06.00 น. ของวันที่ 24 พ.ค. ตามเวลาประเทศไทย เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงบริเวณด้านหน้าทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน โดยมีรายงานว่าผู้ก่อเหตุได้หยิบอาวุธปืนสั้นออกจากกระเป๋าและเปิดฉากกราดยิงเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ (U.S.Secret Service) ใกล้บริเวณจุดตรวจความปลอดภัยที่ถนนหมายเลข 17 ตัดกับถนนเพนซิลเวเนีย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องยิงสวนกลับ ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์และนักข่าวที่กำลังรายงานข่าวอยู่บริเวณสนามหญ้าฝั่งเหนือ (North Lawn) ระบุว่าได้ยินเสียงปืนดังสนั่นต่อเนื่องกว่า 20-30 นัดกระทั่งต่อมา มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และถูกส่งตัวที่โรงพยาบาล George Washington University Hospital ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ แต่มีพลเรือนคาดว่าถูกกระสุนลูกหลงได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 1 คน โดยทางการยังไม่เปิดเผยอาการของผู้บาดเจ็บ หรือระบุว่าถูกยิงจากฝั่งผู้ก่อเหตุหรือเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ปิดพื้นที่โดยรอบทำเนียบขาวเป็นการชั่วคราวเกือบ 40 นาที เพื่อตรวจสอบสถานการณ์และรักษาความปลอดภัย ก่อนเปิดให้ประชาชนกลับเข้าใช้พื้นที่อีกครั้งข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างเกิดเหตุระทึกดังกล่าว นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี และนางซูซี ไวลส์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว พร้อมเจ้าหน้าที่ราชการระดับสูง กำลังปฏิบัติภารกิจเจรจาข้อตกลงสันติภาพอิหร่านอยู่ภายในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) รวมถึงมีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งรอทำข่าวอยู่ ซึ่งหลังเกิดเสียงปืนดังขึ้นกว่า 20 นัด ทางการได้อพยพคณะสื่อมวลชนไปหลบภัยภายในห้องแถลงข่าว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึง ยืนยันว่าประธานาธิบดีปลอดภัยและไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ก่อนที่สถานการณ์จะคลี่คลายและยกเลิกการล็อกดาวน์ในเวลา 18.45 น.ต่อมาสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงในครั้งนี้คือ นายนาเซียร์ เบสต์ อายุ 21 ปี มีประวัติพยายามบุกรุกเข้าทำเนียบขาวมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย.2568 นายเบสต์ขวางทางเข้าออกทำเนียบขาว ก่อนถูกเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯจับกุมและส่งตัวไปประเมินอาการทางจิตที่ไซคิแอทริก อินสติติว ออฟ วอชิงตัน และพบว่ามีอาการป่วยทางจิต คิดว่าตัวเองเป็น “พระเยซู” อย่างไรก็ตาม นายเบสต์ พยายามบุกเข้าทำเนียบขาวอีกครั้งในเดือน ก.ค.ปีเดียว ก่อนถูกควบคุมตัว ส่งผลให้ศาลสหรัฐฯมีคำสั่งห้ามนายเบสต์เข้าใกล้บริเวณทำเนียบขาวระหว่างการสืบสวนเมื่อปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบว่านายเบสต์เคยโพสต์ข้อความหลายรายการบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยบางข้อความนายเบสต์ อ้างว่าตนเองคือ นายโอซามา บิน ลาเดน ตัวจริง ซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายที่อยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรมเครื่องบินพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และอาคารเพนตากอน เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2544 และถูกกองทัพสหรัฐฯสังหารในปี 2554 นอกจากนี้ ยังมีข้อความแสดงเจตนาจะทำร้ายนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ตำรวจระบุว่านายเบสต์ไม่เคยมีประวัติใช้ความรุนแรงหรือครอบครอง อาวุธมาก่อนสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นายทรัมป์ ตกเป็นเป้าในการพยายามลอบสังหารมาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยเหตุการณ์ครั้งก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา เมื่อผู้ก่อเหตุที่ทราบในเวลาต่อมาคือ นายโคล โทมัส อัลเลน วัย 31 ปี พยายาม บุกเข้างานเลี้ยงของสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน กรุงวอชิงตัน ซึ่งนายทรัมป์ได้เข้าร่วมงานด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุถูกเจ้าหน้าที่สกัดจับตัวได้ก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่จัดงานเลี้ยง ซึ่งนายทรัมป์และแขกทุกคนในงานไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดส่วนเหตุความพยายามลอบสังหารนายทรัมป์ ครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.ค.2567 มือปืนพยายามสังหารนายทรัมป์ขณะหาเสียงในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งครั้งนั้นนายทรัมป์ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่บริเวณใบหูขวา ขณะที่มือปืนถูกวิสามัญฆาตกรรมภายในที่เกิดเหตุ ส่วนครั้งที่สองคือเหตุมือปืนได้ดักรอซุ่มยิงนายทรัมป์ที่สนามกอล์ฟ มาร์-อา-ลาโก ในเมืองปาล์มบีช รัฐฟลอริดาในเดือน ก.ย.2567 แต่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าสกัดไว้ได้ก่อนที่คนร้ายจะลงมือส่วนความคืบหน้าการเจรจายุติศึกระหว่างอิหร่าน และสหรัฐอเมริกา อิสราเอล วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุผ่านโซเชียลมีเดียอีกครั้งว่า “ตนอยู่ที่ห้องทำงานรูปไข่และได้คุยโทรศัพท์กับเจ้าชายมุฮัมหมัด บิน ซัลมาน มงกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย เชค มุฮัมหมัด บิน ซายิด อาลนะฮ์ยาน ประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ เชค ตะมีม บิน ฮะหมัด อาล ษานี เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ เชค มุฮัมหมัด บิน อับดุรเราะฮ์มาน บิน ญาสซิม อาล ษานี นายกรัฐมนตรีกาตาร์ นายอาลี อัล-ธาวาดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกแห่งกาตาร์ จอมพลอาซิม มูเนียร์ ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพปากีสถาน นายเรเจป ทายยิบ แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี นายอับดุลฟัตตาห์ อัลซีซี ประธานาธิบดีอียิปต์ สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะฮ์ที่ 2 แห่งจอร์แดน และสมเด็จพระราชาธิบดี ฮาหมัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ แห่งบาห์เรน เกี่ยวกับประเด็นอิหร่านและทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วย “สันติภาพ”ทรัมป์ระบุด้วยว่า ข้อตกลงส่วนใหญ่ได้มีการเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว เหลือแค่การสรุปขั้นสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และประเทศต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนี้ยังได้ติดต่อกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งดำเนินไปได้ด้วยดี ขณะนี้กำลังหารือประเด็นสุดท้ายของข้อตกลงพร้อมลงในรายละเอียด และจะมีการแถลงการณ์ในเร็วๆนี้ ในข้อตกลงนั้น รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างไรก็ตาม สำนักข่าวอิหร่านเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า มีการติดต่อมาจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ โดยส่งสัญญาณทางอ้อมผ่านคนกลางในการเจรจา เรียกร้องให้ทางการอิหร่านไม่ต้องสนใจต่อข้อความของนายทรัมป์ที่โพสต์ไว้บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยให้เหตุผลว่าข้อความดังกล่าวมีไว้สำหรับประชาชนชาวอเมริกัน และเอาไว้ให้สื่อมวลชนนำไปเขียนข่าว พร้อมระบุว่าจุดยืนของนายทรัมป์ในการเจรจานั้น แตกต่างออกไปสิ้นเชิง นอกจากนี้ แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาในรัฐบาลสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า นายทรัมป์รู้ตัวอยู่แล้วว่าอิหร่านจะไม่ยอมประนีประนอมใดๆขณะเดียวกัน สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธเงื่อนไขของรัฐบาลสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยระบุว่าจะไม่ยอมรับให้สถานะของช่องแคบฮอร์มุซกลับไปเป็นเช่นเดิมก่อนเกิดภาวะสงคราม แต่อนุญาตให้เรือแล่นผ่านช่องแคบได้เหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผ่านโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ทางอิหร่านระบุว่าสหรัฐฯ ต้องยุติความขัดแย้งทั้งหมดในภูมิภาค รวมถึงในประเทศเลบานอน คืนทรัพย์สินของอิหร่านทั้งหมดที่สหรัฐฯอายัดไว้ ลดจำนวนเรือรบในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และถอนกำลังสหรัฐฯออกไปให้ไกลจากอิหร่านนอกจากนี้ สำนักข่าวอัลจาซีราระบุด้วยว่า หลังบรรลุตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งสองฝ่ายจะมีเวลาเพิ่มอีก 30 วัน เพื่อหาข้อตกลงในด้านอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งขณะเดียวกัน ทางอิหร่านและโอมานจะเจรจาเพื่อหาข้อตกลงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่