โลกยังหมุนไม่พ้น “หลุมดำ” ของ “คาวบอยเพี้ยน” กับ “แขกพาล” สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยังเอาล่อ เอาเถิดไม่เลิกรา อารมณ์ล่าสุด “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตั้งนาฬิกานับถอยหลัง กดดันรัฐบาลอิหร่านให้ยอมรับข้อตกลง “สันติภาพ” ในแบบฉบับมะกันมิฉะนั้นจะกดปุ่ม “บอมบ์” รอบใหม่ ที่หนักหน่วงรุนแรงกว่ารอบแรกสวนทางกับเสียงคำรามของรัฐบาลเตหะราน ที่แสดงอาการ “ยักไหล่” ไม่ยี่หระ พร้อมแลกหมัดกับกองทัพสหรัฐฯและอิสราเอลแบบตาต่อตาฟันต่อฟันขู่เติมแนวรบ ขยายวงสงครามในภูมิภาคตะวันออก กลางออกไปอีกสถานการณ์ยิ่งขึงพืด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ล็อกช่องทางเดินเรือน้ำมันอยู่ในภาวะ “ลักปิด—ลักเปิด” ยกระดับวิกฤติพลังงานโลกเลยจุดร้ายแรงสุดในประวัติ ศาสตร์ หลายชาติเตือนพลเมืองให้รัดเข็มขัดรอรับแรง กระแทกจากภาวะ “น้ำมันขาดแคลน”เตรียมแผนเผชิญมหาวิกฤติเศรษฐกิจจากวิกฤติพลังงานกันจ้าละหวั่นหนึ่งในนั้นคือไทยแลนด์ ประเทศที่โดนหางเลขจากวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซเป็นอันดับต้นๆของโลก ตามสภาพ “รัฐประชานิยม” ที่ต้องอุ้มผู้บริโภค “น้ำมันราคาถูก” ประคองเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านฐานรากที่เปราะบางสวนทางกลไกตลาด ย้อนแย้งโลกแห่งความ เป็นจริงที่สุดเลยก็มาถึงจุดที่หนีความจริงไม่พ้น แม้จะมีข่าวดีแทรกมาให้ใจชื้นเล็กๆ กับตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 1/2569 จีดีพีขยายตัวเกินคาดที่ร้อยละ 2.8แต่ก็มาพร้อมกับ “สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจที่น่ากังวล”สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวนโรงงานที่เลิกกิจการพุ่งสูงขึ้นมากกว่าโรงงานใหม่ เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีครึ่ง หรือ 10 ไตรมาสขณะที่สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยแสดงความกังวลต่อปัญหา “หยุดกิจการชั่วคราว” ที่สะท้อนความอ่อนแอเชิงโครงสร้างและความสามารถในการบริหารต้นทุน กำลังซื้อหด คำสั่งซื้อลด ภาคการผลิตเอสเอ็มอีอ่อนแรงอย่างชัดเจนเป็นข่าวด้านลบที่กลบข่าวด้านบวกหมดไม่เหลือเลยโจทย์เศรษฐกิจไล่จ่อคอหอย จังหวะ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ได้คิวนำคณะเหินฟ้าไปเยือนกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตามกำหนดการยาวๆ วันที่ 21-27 พฤษภาคมนี้มีนัดดินเนอร์กับประธานาธิบดี “เอมานูว์แอล มาครง” อย่างไม่เป็นทางการเป้าหมายเจรจาเศรษฐกิจการค้าเป็นหลัก ตั้งความหวังดีลกลุ่มทุนยักษ์ ดึงนักธุรกิจเมืองน้ำหอมมาลงทุนด้านพลังงาน ความมั่นคง และอาหาร ฯลฯแต่จะได้เนื้อได้หนังแค่ไหน มีอะไรติดมือกลับมาต้องดูกันอีกทีในสภาพนักลงทุนฝรั่งเศสและรวมถึงกลุ่มทุนยักษ์ทุกชาติก็น่าจะติดตามความเป็นไปในเมืองไทยที่เพิ่งฮือฮากับ “โพลประจาน สินบน” ผลสำรวจของภาคเอกชน 3 สถาบันหลักในนาม กกร.สะท้อนสถานการณ์การเรียกรับผลประโยชน์ในหน่วยงานรัฐแฉการรีดไถใต้โต๊ะที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจบิ๊กเซอร์ไพรส์ “กรมควบคุมมลพิษ” ภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯปาดหน้าแซงตำรวจทางหลวง กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมที่ดิน มาขึ้นแท่นแชมป์อันดับหนึ่งในการเรียกรับสินบนในวันที่เทรนด์โลกกำลังมุ่งสู่ “เศรษฐกิจเนตซีโร”กฎบังคับในโลกสากล นักลงทุนนานาชาติต้องยึดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยหลักสำคัญในการตัดสินใจ ลงทุนทางธุรกิจและการติดต่อค้าขายระหว่างประเทศแต่ตัวเลขทางสถิติของประเทศไทยมันบ่งชี้ “สัญญาณ ลบ”ชนวนอันตราย “แก๊งข้าราชการ—นักการเมือง” ฟันใต้โต๊ะ ส่อฉุดพัฒนาการใน “ระบบเศรษฐกิจสีเขียว” ของไทย ที่เจอมลพิษคอร์รัปชันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด่านสแกนสิ่งแวดล้อมต่างชาติหูตาไว มีหรือจะมองไม่ทะลุข้อมูลนักธุรกิจไทยฟ้องผ่านโพล “Zero Corruption”ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่รู้ตัว และออกอาการไม่ยอมรับ อารมณ์ดุเดือดเลือดพล่านของนายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวโต้โพล กกร.ขู่ฟ้องดะ ขีดเส้นตายให้ กกร.ส่งหลักฐานสินบนให้ภายใน 3 วัน 7 วันอารมณ์ดุดัน ถ่ายทอดสัญญาณตรงมาจาก “เสี่ยเฮ้ง” นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่เกรี้ยวกราดออกสื่อ ประกาศต่อสายถึงนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าฯเรียกหาหลักฐานมาเคลียร์ โชว์ตัวตนเป็นคนจริง ไม่มีถอยและลูกติดพันต่อเนื่องถึงการนอตหลุด “เสี่ยเฮ้ง” ยั๊วจัดโดนสื่อไล่ซักปมโพลประจานสินบน ถึงขั้นตั้งใจเดินชนกระแทกไหล่นักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับประโยคร้อน “มึงรู้จักกูน้อยไป”ก่อนจะตั้งสติได้ รีบมายกมือไหว้สวยๆขอโทษคู่กรณีแต่นั่นก็ไม่ทันแล้ว คนทั่วบ้านทั่วเมืองได้เห็นวุฒิภาวะของคนเป็นรัฐมนตรี ลามไปถึงเสียงวิจารณ์มาตรฐานจริยธรรมของ “ครม.เซราะกราว”ซึ่งมันก็เข้าใจได้ในอาการพลุ่งพล่านสไตล์ “เสี่ยเฮ้ง”อารมณ์ขาบู๊ ผู้เคยประกาศอดีตเป็นกุลีรับจ้างแบกของท่าเรือ ถนัดเกมปะฉะดะแบบถึงเนื้อถึงตัวกับฝ่ายตรงข้ามเป็นปกติวิสัยโดยเฉพาะคู่กัดตลอดกาลอย่าง “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ตัวจี๊ดค่ายส้มแต่ที่ไม่เข้าใจก็คือท่าทีของผู้นำรัฐบาลอย่าง “นายกฯอนุทิน” ที่นอกจากจะไม่ได้แสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาวกับโพลประจานสินบนเหมือนนายกฯคนอื่นที่จะออกตัว รับไว้เป็นข้อมูลเพื่อปรับปรุงแต่ “นายกฯหนู” พุ่งสวน ถือหางให้ท้ายหน่วยงานรัฐขู่เบิ้ลกลับภาคเอกชน “หากใครกล้าบอกว่าหน่วยงานรัฐทำผิด ก็ต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับเช่นกัน”แถมบทการันตี “เสี่ยเฮ้ง” เป็นนัย “ตลกร้าย” คนไทยไม่ขำ“เราไม่รู้จักเขาน้อยไป ผมรู้จักเขาพอสมควร เป็นคนใช้ได้ เป็นคนนักเลง บางทีพูดผิดเวลานิดหน่อยเท่านั้น”ลีลาผู้นำมองเรื่องเล็ก หักมุมคนนอกที่มองรัฐบาลมันเรื่องโคตรใหญ่ในมุมแบบที่นายวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวฝ่ายต้านก๊วนเขากระโดง โพสต์ข้อความแรงๆ นับวัน นายอนุทินจะเหลิงในอำนาจ มัวเมาในอำนาจ คิดว่าขณะนี้ตนจะคิด จะพูด จะทำ อะไร ก็ไม่มีผู้ใดกล้าตรวจสอบ หรือทำอะไรได้ทำให้บังอาจกล้า ประกาศว่าผู้มีอิทธิพล เป็นที่พึ่งได้ ที่สำคัญกล้าพูดปก ป้องพร้อมชื่นชมนายสุชาติ ชมกลิ่น และกล้าพูดต่อ หน้าผู้ว่าราชการจังหวัดและตำรวจ สื่อให้เข้าใจว่าไม่ต้องการให้ติดตามตรวจสอบผู้มีอิทธิพลขาประจำดักประจานตอกย้ำทรงแปลกๆของผู้นำ และเชื่อว่าคนไทยไม่น้อยที่คิดเหมือนนายวีระกังขาในจุดยืนของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่ใช้อำนาจปิดปากเสียงวิจารณ์ท่าทีชัดๆผู้นำรัฐบาลเห็นดีเห็นงามกับพฤติการณ์ของคนระดับรัฐมนตรีที่แสดงอาการขาใหญ่เกรี้ยวกราดใส่คำถามปมคอร์รัปชัน ให้ท้ายข้าราชการไล่ฟ้อง ภาคเอกชนที่เปิดข้อมูลสินบนไม่สนถูกมอง “กร่าง” กลบกระแส “โกง”รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่า พฤติการณ์ฝืนธรรมชาติ สวนกระแสโลกความเป็นจริง นอกจากกลบไม่มิด ยังฉุดเครดิตความโปร่งใสรัฐบาล “อนุทิน 2 พลัส” ให้ยิ่งดิ่งแรงหนักไปกันใหญ่ทุบเครดิตเศรษฐกิจไทยต้องหายวับไปกับ “ลูกเกรียน—สายกร่าง”อาการตาแข็งใส่โพลประจานสินบนใต้โต๊ะ ทำนักลงทุนหนีกระเจิงบทกร่างกลบโกงไล่แขกกระเจิงไปแล้ว แนวโน้มก็เพิ่งมาตั้งหลักนึกขึ้นมาได้ รีบโยนให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย มานำแห่ทีมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีนายกรัฐมนตรีนั่งแท่นประธานไฟต์บังคับรัฐบาลไทยต้องเร่งเครื่องเข้าร่วมวง OECDเดิมพันระดับโลกที่ “นายกฯอนุทิน” ต้องได้ตั๋วสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ขืนตกขบวนเศรษฐกิจไทยสาหัสแน่ในสภาพคราบโกงฝังแน่น ทีมแห่ไทยแลนด์ส่อเหนื่อยฟรี.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม