“อนุทิน” นำทีม สส.ภูมิใจไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน.เข้าสภาฯ โต้ ครหาไม่จริงใจขวางลำแก้กติกาประเทศ โมเดลร่าง รธน.ฉบับสีน้ำเงินให้รัฐสภาเลือก ส.ส.ร. 100 คน คุมเข้มห้ามเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ห้ามแตะหมวด 1 และ 2 ผ่อนปรนใช้เสียง สว. 1 ใน 4 เห็นชอบ รธน. นายกฯขึงขังปราบโกง ตั้งวงถก กกร.สั่งเปิดข้อมูล ภาครัฐให้หมด ห้ามแทงกั๊ก ลั่นเจอทุจริตส่ง “ป.ป.ช.-ป.ป.ท.- ปปง.-ศาล” ลงดาบเชือด “ปกรณ์” เผยนายกฯสั่งหน่วยงานรัฐเอาข้อมูล กกร.ไปปิดช่องโหว่คอร์รัปชัน “ปลัด ทส.” กำชับทุกกรมอุดช่องว่าง ทุจริต ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก “โตโต้-ปิยรัฐ” 3 ปี ไม่รอ ลงอาญา คดีมาตรา 112 ใช้หลักทรัพย์ 3 แสน ประกันตัว สู้ต่อชั้นฎีกานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำ สส.ของพรรคเข้ายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรค ภท.ขอแก้ไขมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นพรรคแรก ยืนยันความจริงใจในการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ“อนุทิน” ยื่นร่างแก้ รธน.ฉบับ ภท.ให้สภาฯเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 พ.ค. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำทีม สส.พรรคยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคภท.เพื่อขอแก้ไขมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา โดยนายโสภณกล่าวว่า จะบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาตามขั้นตอน ส่วนพรรคอื่นๆจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหรือไม่แล้วแต่ เมื่อพรรค ภท.เป็นพรรคหลักที่ยื่นมา พร้อมบรรจุร่างให้สภาพิจารณาในโอกาสต่อไปโต้ครหาไม่จริงใจแก้รัฐธรรมนูญนายอนุทินกล่าวว่า พรรค ภท.ขอบคุณประธานสภาฯ ที่สละเวลามารับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ภท. เพื่อบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรค ภท.เป็นไปตามเจตนารมณ์และความต้องการของประชาชน เนื่องจากผลการทำประชามติที่ประชาชนลงคะแนนเอกฉันท์ว่ามีความประสงค์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา พรรคจึงสนองความต้องการประชาชน เป็นพรรคแรกที่ยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา ขอให้ทราบถึงเจตนารมณ์และความตั้งใจของพรรค ภท. ก่อนหน้านี้มีคนกล่าวหาเราไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย วันนี้เราแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาที่คนพยายามบอกพรรค ภท.ไม่ตั้งใจ ไม่จริงใจแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนพรรค ภท.จะร่วมรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่จะยื่นหลังจากนี้หรือไม่ ขอดูร่างของพรรค ปชน.ก่อน ตอนนี้ยังไม่เห็น ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังไม่ได้คุยในรายละเอียด แต่หารือกันเบื้องต้นทุกพรรคยื่นเสนอได้ เราจะดูส่วนใดเป็นเป้าหมายร่วมกัน เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน พร้อมสนับสนุน ไม่ใช่เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่รัฐบาลนี้จะแก้ไข ข้อกังวลร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทินตอบว่ามาอยู่ตรงนี้แล้วยังไม่จริงอีกหรือ จริงจังแน่นอนโมเดล ภท. 100 ส.ส.ร.–สว.1 ใน 4 เห็นชอบผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาระสำคัญร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรค ภท.การกำหนดโมเดลให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 100 คน แบ่งเป็น 1.ตัวแทนส.ส.ร.ระดับจังหวัด 77 คน ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกลงคะแนนจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน 2.ตัวแทนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ 23 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหาร หรือการร่างรัฐธรรมนูญ อีก 8 คน ให้รัฐสภาเลือกจากบัญชีรายชื่อเช่นกัน ให้ ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จใน 360 วัน นับแต่วันเปิดประชุม ส.ส.ร.ครั้งแรก กำหนดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ และการแก้ไขหมวด 1 บททั่วไปและหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ให้ ส.ส.ร.แต่งตั้งคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและคณะ กมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุดละไม่เกิน 45 คน มายกร่างรัฐธรรมนูญ รับฟังความคิดเห็นหลัง ส.ส.ร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้เสนอต่อรัฐสภาเห็นชอบ โดยใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ในจำนวนนี้ต้องมี สส.ฝ่ายค้านเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และมีเสียง สว. ร่วมเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวน สว.ที่มีอยู่ หลังจากรัฐสภาเห็นชอบให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปยัง กกต.จัดออกเสียงประชามติจากประชาชน“ไหม” จับโป๊ะใช้เงินกู้โปะรายจ่ายประจำเมื่อเวลา 15.15 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน.โพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสังเกตกรณีรัฐบาลเอาเงินกู้เยียวยามาใช้กับงบฯประจำว่า “จับโป๊ะ! รัฐบาลเอาเงินกู้เยียวยามาใช้กับงบฯประจำ แอบสอดไส้โปะเงินกองทุนประชารัฐ 18,800 ล้านบาท ที่ควรเป็นงบฯตามปกติ ตามมติ ครม.โครงการแรกนี้เป็นสวัสดิการผู้ถือบัตรสวัสดิการต้องได้รับตามปกติอยู่แล้ว (เงินช่วยเหลือ 300 บาท ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ฯลฯ) ต้องได้รับจากงบฯประจำปี ไม่เกี่ยวกับการเยียวยาช่วงวิกฤติพลังงาน รัฐบาลตั้งงบฯเอาไว้ต่ำกว่าที่ต้องใช้จริง เลยไม่มีเงิน พอมาจ่ายสวัสดิการ (ใช้ 50,000 ล้านบาท ตั้งงบไว้เพียง 30,000 ล้านบาท ในปีงบฯ 69) รัฐบาลกล้ามากที่นำเงินกู้เพื่อเยียวยาผลกระทบวิกฤติพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท มาใช้เพื่อจ่ายรายจ่ายประจำที่ควรใช้จากงบฯประจำปีตามปกติ ผิดจากวัตถุประสงค์ไปไกล สรุปว่าเงินกู้ก้อนนี้นำมาแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชน หรือมาแก้ปัญหางบฯของรัฐบาลกันแน่”“คลัง” โต้โยกเงินช่วยกลุ่มเปราะบางได้เมื่อเวลา 17.10 น. นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงการใช้เงิน พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า ไม่ได้ลักไก่ ไม่ได้ผิดวัตถุประสงค์การใช้เงินกู้ แต่บริหารจัดการเงินงบฯอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเงินงบฯกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมไม่เพียงพอจ่ายเงิน 300 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 4 เดือน หรือเดือนละ 4,700 ล้านบาท รวม 18,800 ล้านบาท ทำให้ต้องโยกมาใช้เงินกู้ ตรงวัตถุประสงค์ เพราะบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน กองทุนประชารัฐยื่นของบฯเพิ่มเติมไปยังสำนักงบฯ มีหลายหน่วยงานขอใช้เงินรวมกันกว่า 1,400,000 ล้านบาท เมื่อพยายามหาแหล่งเงิน ทั้งเกลี่ยงบฯเพื่อจะจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบฯ 50,000 ล้านบาท งบกลางเหลือ 20,000 ล้านบาท เงินทุนสำรองตามมาตรา 45 ของ พ.ร.บ.งบฯอีก 50,000 ล้านบาท ยังไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ และเมื่อออก พ.ร.ก.กู้เงินมาแล้ว ในส่วนสวัสดิการแห่งรัฐ โยกมาใช้เงินกู้ได้เลย เพราะตรงวัตถุประสงค์ที่สุด ส่วนโครงการอื่นๆไม่สามารถโยกเงินมาใช้ได้“หนู” สางโกงสั่งเปิดหมดข้อมูลภาครัฐอีกเรื่อง เมื่อเวลา 09.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ตัวแทน 35 หน่วยงานภาครัฐ นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผู้แทนประธานสภาหอการค้าและผู้แทนสภาอุตสาหกรรมและคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) เข้าร่วม นายอนุทินกล่าวเปิดประชุมว่า รัฐบาลรับทราบความกังวลใจของประชาชนจากผลการสำรวจความคิดถึงความโปร่งใสการปฏิบัติราชการภาครัฐโดย กกร. รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต ยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (CPI) ขอมอบนโยบายให้ทุกหน่วยยกระดับความโปร่งใส ตนเคยเป็นฝั่งขอข้อมูล ขอเท่าไหร่มีข้อยกเว้น ข้อมูลนั้นให้ไม่ได้ ข้อมูลนี้ให้ได้แค่เสี้ยวเดียว ได้แจ้งนายปกรณ์ให้เปิดเผยให้หมดไม่มีคำว่าปิด เพราะมีกฎหมายอนุญาตให้เปิดข้อมูลต่อสาธารณะ ถ้ามีข้อยกเว้นก็แก้กฎหมาย ไม่ให้มีข้อยกเว้น เปิดก็เปิดไปเลย ไม่จำเป็นต้องมาเปิดๆปิดๆ เฉพาะส่วนที่อยากให้รู้ ส่วนที่ไม่อยากให้ดูไม่เปิดอย่างนี้จะแก้ปัญหาความโปร่งใสไม่ได้ขึงขังพบทุจริตต้องส่งหน่วยงานนายอนุทินกล่าวว่า ตนบ่นกับเลขาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า ปล่อยให้มีเรื่องนี้ได้อย่างไร ถ้าเห็นว่าข้าราชการคนไหนโกง รัฐมนตรีคนไหนโกง นายกฯคนไหนโกงและทุจริต ท่านไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปศาล ไป ป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพราะกฎหมายพิสูจน์ได้ด้วยเอกสารต่างๆ ถ้าเขาทำมันต้องตรวจสอบกลับไปโจรย่อมทิ้งร่องรอย ท่านจะมีประชาคมมากมายมาสนับสนุนให้ข้อมูล แต่การไปวัดจากการสอบถาม เรียนตรงๆมาถามตนในฐานะประชาชนทั่วไป คิดว่าเมืองไทยมีคอร์รัปชันไหม คำตอบคือถาม 10 คนก็บอกมี 10 คน มันทำให้การรับรู้ รับทราบเรื่องพวกนี้ต้องแก้ไข ไปทำเป็นสถิติเป็นเหตุให้ประเทศไทยเปราะบางพอสมควรที่ถูกกำหนดว่าเป็นประเทศที่เชื่อว่ามีการทุจริตมากมายในระบบของประเทศนี้ มีผลกระทบมากมายหลายประการ มีผลสรุปและบทวิเคราะห์เช่นนี้ กระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ทั้งความเชื่อมั่นทางการเมือง การลงนามต่อเอ็มโอยู การสร้างความร่วมมือต่างๆที่เขาต้องใช้เงินใช้ทองมาลงทุนในประเทศไทย เพื่อใช้ประเทศไทยของเราเป็นฐานการผลิตที่มาลงทุนได้และมีความมั่นใจสร้างรายได้ให้ทั้งประเทศเราเอง สิ่งเหล่านี้มันเสียหายสั่งหน่วยงานรัฐเร่งล้างบางโกงนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯให้ความมั่นใจภาคเอกชนถึงข้อมูลที่รับมาจะเอามาปิดช่องโหว่ ขอให้ทุกหน่วยงานรัฐเอาข้อมูลผลสำรวจการทุจริตไปศึกษาว่าตรงไหนยังมีช่องโหว่ที่อาจก่อให้เกิดคอร์รัปชันให้ไปหาทางปิดช่องโหว่ แล้วทำรายงานเสนอคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต (คตท.) ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น การปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่ภาคธุรกิจมีประเด็นปัญหาใน 7 กลุ่มธุรกิจ วันที่ 10 มิ.ย. ภาคเอกชนจะเสนอรัฐบาล ก่อนนำมารับฟังความคิดเห็นในเว็บไซต์ law.go.th และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะสรุปเสนอ ครม.ต่อไป เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานปรับปรุงแก้ไข จะได้ไม่เกิดช่องโหว่ที่ครหากันอีก เป็นนิมิตหมายอันดีที่ภาคเอกชนรับทราบความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาล การให้สัมภาษณ์อะไรต่างๆคงไม่มีประเด็นแล้ว ทุกหน่วยงานเข้าใจหมดแล้ว โดยเฉพาะฝ่ายประจำต้องรับข้อมูลไปปฏิบัติกกร.พร้อมทำงานร่วม “ป.ป.ช.-ป.ป.ท.”นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ขอบคุณนายกฯและรัฐบาลที่ตั้ง คตท.มีแอ็กชันเร็วมาก ทำให้เอกชนมั่นใจว่าการ เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดปลอดภัย กกร.ได้คุยกับ ป.ป.ช. ป.ป.ท.แล้วพร้อมร่วมมือกันทุกอย่าง เมื่อถามถึงข้อมูลที่จะส่งให้กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ (ทส.) เป็นหลักฐานเอาผิดได้หรือไม่ นายพจน์ตอบว่า เอาผิดใครล่ะ ในที่ประชุมได้พูดคุยกับปลัด ทส. แบบสอบถามทั้งหมดทำสอดคล้องกับเวิลด์แบงก์และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) สอบถามมีการทุจริตหรือไม่ ไม่ได้เจาะลึกเอาผิดใคร เมื่อรัฐบาลตั้ง คตท.แล้ว ต้องจับมือกันแก้ปัญหาไทยต้องหลุดพ้นคอร์รัปชันให้ได้นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า ร่างไว้ครบทั้งหมดแล้ว จะส่งข้อมูลให้กรมควบคุมมลพิษวันที่ 22 พ.คปลัด ทส.สั่งทุกกรมอุดช่องโหว่ทุจริตนางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวง ทส. ให้สัมภาษณ์ว่า รมว.ทส.มอบหมายให้เป็นประธานประชุมถึงผลสำรวจดังกล่าว ให้เชิญ กกร.มาด้วย แต่คาดว่าหนังสือเชิญกระชั้นชิดจึงไม่ได้ส่งผู้แทนมาร่วม ทส.ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากกับทุกหน่วย กรมควบคุมมลพิษขอข้อมูลจาก กกร. หลักการ ทส.ไม่ปกป้องคนผิด ต้องการแก้ไขอุดรูรั่วแล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ ถ้าหวังผลเร็วแก้ปัญหาจริงจังต้องเอาข้อมูลมา แต่ยังไม่เห็น ไม่ได้เอามาทะเลาะกันแต่เอามาแก้ไข ไม่ได้อยากเห็นข้อมูลว่าใครเป็นคนให้ แต่ต้องใส่ข้อมูลวิเคราะห์มานิดหนึ่ง มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง ทส.กับ กกร.เป็นนโยบายของนายสุชาติแก้ไขปัญหาจริงจัง ทส.มีศูนย์ต่อต้านทุจริตทุกหน่วย เรานับหนึ่งมานานแล้ว จะอัปเกรดตามข้อสั่งการ รมว.ทส.ให้สำนักงานปลัด ทส.เป็นหน่วยงานสั่งผ่านศูนย์ปฏิบัติการรับเรื่องราวร้องทุกข์ จัดการให้รวดเร็ว ได้สั่งการให้ทุกกรมไปหาความเสี่ยง ทำขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน หรือต้องมีส่วนไหนใช้ดุลพินิจ ลดการใช้ดุลพินิจ ให้เป็นไปตามหลักการ ให้โปร่งใส ต้องประกาศคู่มือปฏิบัติงานมีระยะเวลาให้ชัดเจน ถ้ายกตัวอย่าง 4 กรมของกระทรวงที่อยู่ในผลโพล แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจกรมอื่นๆให้ดำเนินการเช่นเดียวกันแนะบันได 4 ขั้นปูทางเป็นสมาชิก OECDนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ได้เสนอ 4 แนวทางที่รัฐบาลควรเร่งยกระดับความโปร่งใสของไทยมุ่งสู่มาตรฐานสากล ได้แก่ 1.เปิดชุดข้อมูลที่ช่วยต่อต้านคอร์รัปชัน 25 ชุด ตามมาตรฐานเวิลด์แบงก์ 2.ทำกีโยตีนกฎหมาย ทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะขั้นตอนขอใบอนุญาตและการอนุมัติที่ไม่จำเป็น 3.นำข้อตกลงคุณธรรมกลับมาใช้ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขนาดใหญ่ จัดให้มีผู้สังเกตการณ์จากภายนอกร่วมตรวจสอบจริงจังอีกครั้ง 4.ให้ความสำคัญนโยบายคุ้มครองประชาชนผู้ให้เบาะแส รัฐบาลควรวางแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐไม่ฟ้องร้องประชาชนที่แจ้งเบาะแสการทุจริต หากข้าราชการหรืออธิบดีไม่พอใจส่วนตัว ต้องฟ้องร้องในนามส่วนบุคคล ปรับการพิสูจน์ให้สูงขึ้นตามมาตรฐานอังกฤษและสหรัฐฯ ป้องกันไม่ให้ฟ้องปิดปากประชาชน หากทำสำเร็จจะช่วยให้ไทยมีโอกาสเข้าเป็น OECD ได้เร็วขึ้นคปท.ชงไต่สวน ป.ป.ช.อุ้ม “ศักดิ์สยาม”เมื่อเวลา 11.30 น.ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. ผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ร่วมรับหนังสือจากเครือข่ายนักศึกษาปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ขอให้รวบรวมรายชื่อ สส.ยื่นต่อประธานรัฐสภา เสนอให้ศาลฎีกาให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ซุกหุ้น แสดงบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินเป็นเท็จ นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าไม่ติดขัดที่จะใช้อำนาจสมาชิกรัฐสภาตรวจสอบองค์กรอิสระ ฝ่ายค้านเขียนคำร้องไว้แล้ว อะไรเป็นประโยชน์ของประเทศเราคบกันได้เสมอ แต่เรามีจุดยืนบางอย่าง เช่น ระมัดระวังการใช้อำนาจขององค์กรอิสระที่อาจขยายอำนาจขององค์กรอิสระ ล้ำเขตแดนตัวแทนประชาชน“วาโย” ชี้พร้อมส่งคำร้องต้น มิ.ย.ด้าน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวว่า พรรค ปชน.กำลังยกร่างคำร้องฉบับนี้ รวมถึงคำร้องฉบับก่อนที่เคยส่งไปในสภาฯชุดที่ 26 เพื่อให้ประธานสภาฯคนใหม่วินิจฉัยมูลเหตุเพิ่มเติม เนื่องจากมีภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่บางส่วนส่งข้อมูลมาเพิ่มเติม ต้องพิจารณาประกอบ คาดว่าจะยื่นต่อประธานสภาฯได้ต้นเดือน มิ.ย. เพราะหน้าที่ ป.ป.ช.ไม่ใช่พิพากษาหรือวินิจฉัย นั่นเป็นหน้าที่ศาล แต่หน้าที่ ป.ป.ช.เปรียบเสมือนเจ้าพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานอัยการ ไต่มูลและเอามูลที่ค้นพบไปส่งศาล ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีมูลที่ ป.ป.ช.ควรส่งเข้าสู่ศาลให้ศาลได้เป็นผู้วินิจฉัย“สาทิตย์” เอาแน่พ่วงคดีภาษีหุ้นชินฯด้านนายสาทิตย์กล่าวว่า พรรค ปชป.ติดตามเรื่องนี้มาตลอดและได้ทำงานร่วมกันในพรรคฝ่ายค้าน กรณี ป.ป.ช.ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ไม่ตรงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พรรค ปชป. พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดีได้ร่วมลงชื่อกับพรรคปชน. ยื่นเรื่องนี้ไปยังประธานสภาฯ พรรค ปชน.จะยื่นแยกกรณีคดีนายศักดิ์สยามเพิ่มเติม ที่ คปท.ติดตามภาษีหุ้นชินคอร์ปของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พรรค ปชป.ได้ติดตามเรื่องนี้อยู่แล้วศาลฯสั่งจำคุก “โตโต้” 3 ปี คดี ม.112เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาบัลลังก์ที่ 7 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีนายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม WeVo ถูกฟ้องกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีร่วมกับพวกติดตั้งป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด ริมถนนใน จ.กาฬสินธุ์และโพสต์ภาพป้ายในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 23 ม.ค.64 ศาลมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมาตรา 112 สั่งจำคุกนายปิยรัฐ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวนายปิยรัฐที่มีท่าทีตกใจ ไปคุมขังไว้ที่ห้องขังศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ชั้นล่าง ทนายความขอคัดคำพิพากษา พร้อมยื่นคำขอประกันตัวปล่อยตัวชั่วคราว ต่อมาช่วงเที่ยงศาลอนุญาตให้ประกันตัวออกไป ใช้หลักทรัพย์ 3 แสนบาท โดยเพจโตโต้ ปิยรัฐ-Piyarat Chongthep โพสต์ข้อความว่า “ล่าสุด! เวลา 12.00 น. ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โตโต้ ปิยรัฐ วางหลักทรัพย์ประกัน 3 แสนบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามออกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล”สู้ต่อชั้นฎีกาขอโอกาสสืบพยานจำเลยต่อมานายปิยรัฐให้สัมภาษณ์ว่า ถือว่าเกินความคาดหมาย เพราะศาลชั้นต้นยกฟ้องมาแล้ว ให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ความถูกผิดของเราได้ จึงยกประโยชน์ให้จำเลย ในชั้นฎีกาต้องสู้ในหลักการว่าเมื่อศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ควรให้ โอกาสจำเลย ขอให้มีการสั่งสืบพยานใหม่ โดยเฉพาะฝั่งจำเลย เพราะจำเลยไม่มีโอกาสได้สืบพยานเลยแม้แต่นัดเดียว จะนำพยานหลักฐานไปนำสืบว่าวันนั้นอยู่ที่ไหน ไปทำอะไรอยู่ ไปแสดงต่อศาล คาดว่าน่าจะประมาณ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง หรือหากมีการยื้อไม่น่าเกิน 2 ปี ตนสู้ในหลักการ ไม่ใช่สู้แบบหัวชนฝา มุทะลุอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่